วิกฤตตะวันออกกลาง-น้ำมันแพง กดส่งออกรถไทยร่วง แต่ในประเทศกลับโตสวนทาง ท่ามกลางความปั่นป่วนของตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น 30-40%

ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนชัดในตัวเลขส่งออกรถยนต์ไตรมาสแรกปี 2569 ที่ยอดส่งออกสำเร็จรูปเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวน 80,394 คัน ลดลง 0.64% โดยสาเหตุหลักมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางลดลง และส่งผลให้ตะวันออกกลางลดลงถึง 15.96% จากเดือนมีนาคมปี 2568

แต่ที่น่าแปลกใจ ตลาดในประเทศกลับ “สวนกระแส” โตอย่างแข็งแกร่ง โตโยต้ารายงานว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,865 คัน เพิ่มขึ้น 7.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเมื่อรวมยอดขายไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) 2569 มียอดขายทั้งสิ้น 182,083 คัน เพิ่มขึ้น 18.86% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ตลาดในประเทศโตสวนทาง คือ กระแส EV พุ่งแรงอย่างก้าวกระโดด โดยยอดขายไตรมาสแรกรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 50,141 คัน คิดเป็น 27.54% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นถึง 120.57% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รถกระบะไฟฟ้า (BEV) ในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นสูงถึง 227.08% จากปีที่ผ่านมา แม้จะมียอดขายแค่ร้อยกว่าคัน

ตรรกะนี้ชัดเจนเมื่อราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 198 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งสูงที่ 242 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มคิดหนักขึ้นและ “รถยนต์ไฟฟ้า” กลายเป็นคำตอบที่น่าสนใจในยามที่ปั๊มน้ำมันกลายเป็นภาระ

ประกอบกับรถ EV จีนมีราคาที่ดึงดูด แต่ “ปัญหาหลังบ้าน” ยังน่าเป็นห่วง แม้รถ EV จากฝั่งจีนจะมีส่วนสำคัญในการดันตัวเลข แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังมีข้อกังวลที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะปัญหาด้านบริการหลังการขายผู้ค้าEV รายย่อยจีนหลายแห่งที่ล้มละลาย ส่งผลให้ลูกค้าต้องเผชิญกับปัญหาซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย การขาดแคลนชิ้นส่วน และความไม่แน่นอนในการบริการหลังการขาย สะท้อนให้เห็นว่าราคาถูกอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากต้องแบกรับความเสี่ยงระยะยาว

แม้แต่ค่ายจีนบางแห่งเองก็ยอมรับปัญหานี้โดยปริยาย GWM ออกแคมเปญรับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า พร้อมระบุว่าหากลูกค้าได้รับอะไหล่ช้ากว่า 7 วันที่กำหนด จะได้รับ GWM Points ชดเชย การที่ต้องออกแคมเปญประเภทนี้ ก็บ่งบอกในตัวอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาปัญหาอะไหล่และการรอคอยคือจุดอ่อนที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง

ขณะที่โตโยต้า ยังคงเดินหน้าเน้นเสถียรภาพที่สร้างมาจากความไว้วางใจ ไม่ใช้การลดราคา โดยยังคงยืนหนึ่งได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยยอดขายสะสม 3 เดือนแรก 62,196 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 34.16% เติบโต 7.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Pure Pick Up (Hilux Travo, Revo และ Champ) 19,630 คัน และอีโคคาร์เซ็กเมนต์ Yaris และ Yaris ATIV 19,174 คัน

สิ่งที่โตโยต้าทำได้ดีกว่าคู่แข่ง ไม่ใช่แค่ตัวเลขยอดขาย แต่คือ ความเชื่อมั่น ที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็น รถพร้อมส่งมอบทันที ระบบบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการไม่ทอดทิ้งลูกค้าหลังซื้อรถ ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็น “ข้อได้เปรียบที่มองไม่เห็น” แต่สัมผัสได้ชัดเจนในช่วงเวลาที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แม้แต่ในงาน Motor Show ครั้งที่ 47 โตโยต้ายังคงทำยอดจอง 28,580 คัน ซึ่งรถทุกรุ่นพร้อมส่งมอบให้ลูกค้า ยกเว้นเพียง Land Cruiser FJ ที่จะเริ่มส่งมอบในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป


ปัญหาตะวันออกกลางที่กดดันตัวเลขส่งออก ทำให้ตลาดนอกสะดุดแต่ไม่ใช่หายนะ น้ำมันแพงหนุนให้ตลาด EV โต วิกฤตพลังงานกลายเป็นตัวเร่งให้คนหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้า

แต่ต้องไม่ลืมความเชื่อมั่นที่มีค่านั้น บิ๊กโตโยต้าพิสูจน์ว่าในยุคที่ราคาถูกล่อใจ สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจริงๆ คือความมั่นใจว่าแบรนด์จะไม่ทิ้งกัน ดังนั้นในตลาดรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ ผู้ชนะสุดท้ายไม่ใช่แบรนด์ที่ราคาถูกที่สุด แต่คือแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าได้นานที่สุด

Photo Credit: https://english.pardafas.com/middle-east-war-triggers-global-economic-disruptions/














