เปิดอกคุย “คริส เวลล์” ประธานวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ถอดบทเรียนวิกฤต EX30 และอนาคตแบรนด์ความปลอดภัยในไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย "คริส เวลล์" ประธานบริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการและร่วมงานกับวอลโว่มายาวนาน เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์พิเศษเพื่อชี้แจงทุกประเด็นร้อนอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่ความคืบหน้าของโครงการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ Volvo EX30 การเคลียร์ข้อจำกัดกับหน่วยงานรัฐ มาตรการช่วยเหลือผู้แทนจำหน่าย ตลอดจนแผนการกอบกู้ความเชื่อมั่นของแบรนด์คืนสู่หัวใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน เปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่แล้วกว่า 92% สำหรับโครงการปรับปรุงคุณภาพและเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ให้กับรถยนต์ Volvo EX30 ในประเทศไทยนั้น ขณะนี้เราดำเนินการใกล้จะเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดแล้ว โดยเรามีจำนวนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบในไทยทั้งสิ้น 1,668 คัน ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่เสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 92% ของรถยนต์ทั้งหมด และเรามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถปิดโครงการและดำเนินการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้กับรถที่เหลือเกือบทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน เดิมทีแผนงานอาจจะมีการขยับเวลาออกไปเล็กน้อย เนื่องจากแบตเตอรี่ล็อตสุดท้ายเพิ่งได้รับการเคลียร์พิธีการศุลกากรออกมารับการเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้ แต่ด้วยความทุ่มเทของทีมงานทั้งฝั่งวอลโว่และดีลเลอร์ เราสามารถบีบกระบวนการทั้งหมดให้เสร็จสิ้นได้ในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งในความเป็นจริงหากปล่อยไปตามกระบวนการปกติทั่วไปที่ไม่ได้มีการเร่งรัดอย่างกระตือรือร้น อาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 8-9 เดือนเลยทีเดียว ปัจจุบันยังมีรถยนต์อีกจำนวนไม่เยอะประมาณ 5% ที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไปเป็นรายกรณี เช่น ลูกค้าบางท่านติดภารกิจส่วนตัวหรือเดินทางไปต่างประเทศทำให้ต้องนัดหมายหลังจากวันที่ 31 สิงหาคม ลูกค้าบางท่านรถยนต์ประสบอุบัติเหตุหนักจนเสียหายทั้งคัน และมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจไม่ประสงค์จะเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ แต่เลือกแนวทางที่จะให้หน่วยงานราชการอย่างสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยแทน ซึ่งเราเคารพการตัดสินใจของลูกค้าทุกท่าน สำหรับกลุ่มที่ยังไม่สะดวกเข้ามาเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ ทางบริษัทไม่มีนโยบายบังคับลูกค้า แต่ทีมบริการลูกค้าและ Call Center ของเราจะยังคงติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอเพื่ออัปเดตสถานการณ์ พร้อมกันนี้เรายังคงขอความร่วมมือและเน้นย้ำเรื่อง Safety Notice ที่เราประกาศมาตั้งแต่เดือนมกราคมอย่างต่อเนื่อง ว่าตราบใดที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแบตเตอรี่ ขอความกรุณาควบคุมการชาร์จไฟไว้ไม่ให้เกิน 70% เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้งาน โดยเรามีทีมงานที่คอยตรวจสอบข้อมูลสถานะของรถที่ส่งขึ้นระบบคลาวด์ในแต่ละวัน หากรายงานรายสัปดาห์ชี้ว่ามีรถคันใดชาร์จเกิน 70% ทีมงานจะโทรติดต่อลูกค้าทันทีเพื่อขอความร่วมมือและอัปเดตการนัดหมายเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งทางเราเตรียมแบตเตอรี่สำรองและทีมช่างเทคนิคสแตนด์บายรอไว้ตลอดเวลา หากวันใดที่ลูกค้าเปลี่ยนใจและสะดวกนำรถเข้ามาเปลี่ยน เราก็พร้อมดำเนินการให้ทันที แบตเตอรี่โมดูลใหม่ที่นำมาเปลี่ยนนั้น เป็นโมดูลที่ผลิตภายใต้การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดของโรงงานผู้ผลิต โดยเขาได้ตรวจพบข้อบกพร่องในกระบวนการผลิตเดิมตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนแล้ว และได้ออกแบบระบบป้องกันใหม่ทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก นอกจากนี้แบตเตอรี่รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ยังได้รับการส่งไปทดสอบและผ่านการรับรองมาตรฐานสากล UN ECE...

Read moreDetails
เจาะลึกเสียงสะท้อน All-New Mitsubishi Pajero 2026 … การกลับมาของราชาทะเลทราย ตำนาน “เมดอินไทยแลนด์” สะท้านบัลลังก์ SUV โลก

การเผยโฉม All-New Mitsubishi Pajero เจเนอเรชันที่ 5 ครั้งนี้ถือเป็นการประกาศศักดาครั้งสำคัญหลังจากปล่อยให้แฟนคลับทั่วโลกเฝ้ารอนานถึง 20 ปี การทิ้งช่วงจากการพัฒนาโมเดลหลักนี้นับเป็นความท้าทายที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ใช้เป็นโอกาสในการ "Re-engineering" เพื่อฟื้นคืนชีพ Pajero ในฐานะ...

Read moreDetails
Toyota เบรก Highlander EV ช้าแต่ชัวร์ … หรืออาจเสียโอกาส

ในสมรภูมิยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระดับโลกที่ขับเคี่ยวกันด้วยความเร็วในการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota กลับเลือกที่จะส่งสัญญาณ "เหยียบเบรก" ในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง การประกาศเลื่อนกำหนดการผลิต Toyota Highlander EV ซึ่งเป็นรถ SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง รุ่นแรกที่จะประกอบในสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงแค่การขยับปฏิทินส่งมอบรถทั่วไป...

Read moreDetails
กติกาไม่เป็นธรรม!! สมรภูมิยานยนต์ไทยในวันที่ผู้บริโภคต้องได้ประโยชน์สูงสุด

สมรภูมิยานยนต์ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่ร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ดราม่าการปะทะกันทางความคิด และกลยุทธ์ระหว่างค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น (เจ้าถิ่นเดิม) ที่ครองตลาดมานานหลายทศวรรษกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน (ผู้ท้าชิงรายใหม่) ที่เข้ามาเขย่าวงการอย่างน่ากลัว เรื่องราวนี้กำลังส่งเสียงสะท้อนที่ดังไปถึงทำเนียบรัฐบาล คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภคไทยขณะนี้คือ แท้จริงแล้วสิ่งที่กำลังเถียงกันอยู่นั้นคือเรื่องของ ความไม่เป็นธรรมของกติกา หรือแท้จริงแล้วมันคือ สมรภูมิการค้าเสรี ที่ใครดีใครอยู่กันแน่!! มุมมองค่ายญี่ปุ่น เชื่อว่าเราลงหลักปักฐานชั่วอายุคน แต่กติกาใหม่กำลังทำร้ายเรา นี่คือเสียงจากฝั่งผู้บุกเบิกอย่างโตโยต้า ประเทศไทย ที่ออกมาระบุอย่างจัดเต็มว่า นโยบายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมีความบิดเบี้ยว และไม่เป็นธรรม โดยมองว่ารัฐฯ เน้นเพียงการส่งเสริมการใช้รถยนต์อีวีนำเข้า แต่ไม่ได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมอีวีในประเทศอย่างแท้จริง   ค่ายญี่ปุ่นเลือกจุดขายที่แตกต่างด้วยการชูความรับผิดชอบ และการลงทุนระยะยาว พวกเขาตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงปล่อยให้มีช่องโหว่ทางภาษีที่ทำให้ค่ายรถนำเข้าได้เปรียบ ญี่ปุ่นมองว่าตัวเองอยู่ร่วมสร้างฐานรากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมานานหลายสิบปี  มีการจ้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างซัพพลายเชนในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นโยบายการผลิตรถ 1 คันของญี่ปุ่นมีต้นทุนแฝงมหาศาล จากกับดักความ Perfect...

Read moreDetails
New Honda Civic e:HEV RS สนุกขึ้นด้วย S+ Shift … จ่ายเพิ่ม 2 หมื่น ดีจริงไม่ใช่แค่เสียงสังเคราะห์ 

การปรับโฉมครั้งล่าสุดของ Civic e:HEV  รุ่นปี 2026 ค่ายฮอนด้าทำการบ้านมาอย่างหนักเพื่อแก้โจทย์ที่ค้างคาใจกลุ่มลูกค้ามอเตอร์สปอร์ตมานาน นั่นคือความน่าเบื่อของบุคลิกเครื่องยนต์ไฮบริดแบบเดิมๆ ที่มักจะส่งเสียงครางยาวๆ ลากรอบแช่เวลาเติมคันเร่ง แต่ไม่ได้แรงหรือที่บรรดาสาวกสายซิ่งเรียกกันว่า อาการรอบกวาดแต่ความเร็วมาตามแบบยางยืด ซึ่งขาดอรรถรสในการขับขี่ไปอย่างน่าเสียดาย แต่การกลับมาครั้งนี้ในรหัส RS ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนกระจังหน้าหรือล้อลายใหม่ แต่เป็นการดึง DNA ความสปอร์ตกลับมาด้วยระบบ S+ Shift ที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของซีดานรักษ์โลกให้กลายเป็นสปอร์ตซีดานที่ขับสนุกจนลืมไปเลยว่านี่คือ รถยนต์ลูกผสม โดยเป็นการทำลายกำแพงความน่าเบื่อของรถไฮบริดไปแบบสิ้นเชิง ระบบ S+ Shift ใน Civic ใหม่นี้ คือการทำ Software Mapping ชั้นครูเพื่อจำลองการทำงานของระบบเกียร์ โดยที่พื้นฐานทางกลไกของระบบ e:HEV ยังคงเดิม แต่สิ่งที่ผู้ขับขี่จะได้รับคืออารมณ์ที่เปลี่ยนไปผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก คือ  1.ฮอนด้าใช้ซอฟต์แวร์จำลองจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ 8 สปีด ให้มีความรู้สึกถึงรอยต่อของจังหวะเกียร์เป็นขั้นๆ ตัดปัญหาเสียงเครื่องยนต์ครางนิ่งลากยาวให้หายไป 2.เมื่อเข้าโหมดซิ่ง ระบบจะสังเคราะห์เสียงเครื่องยนต์ผ่านลำโพงในห้องโดยสาร โดยเสียงจะคำรามขึ้น-ลงตามจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ ให้ฟิลลิ่งดุดันแบบรถสปอร์ตเครื่องน้ำมันล้วน และ 3. เมื่อกดปุ่ม S+ นี้ ระบบจะสั่งการให้รอบเครื่องยนต์ดีดขึ้นมารอที่ Power...

Read moreDetails
จิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ – ใส่หมดแม็กฯ ปั้นแบรนด์ Lepas ชูจุดขายหลังแน่นภายใต้ Chery Group

ชั่วโมงนี้หลายคนคงเริ่มคุ้นเคยกับ Lepas รถยนต์ไฟฟ้าอีกหนึ่งแบรนด์จาก Chery Group มากขึ้นแล้ว วันนี้เราจะพาไปสัมผัสกับทิศทางการบุกตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ และนี่คือบทสัมภาษณ์พิเศษ เจาะลึกทุกแง่มุมของแบรนด์ Lepas รวมถึงวิสัยทัศน์ของทีมผู้บริหารระดับสูง "จิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ" ผู้อำนวยการด้านการขายและพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย Lepas ประเทศไทย ทิศทางการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Lepas ในตลาดประเทศไทยมีโรดแมปอย่างไร? ปัจจุบันเราได้เปิดตัวและเริ่มทำการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกอย่าง Lepas L6 EV ให้แก่ลูกค้าชาวไทยแล้ว แต่แผนงานของเราไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ เพราะในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เราเตรียมจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 2 รุ่น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่พรีเมียมยิ่งขึ้น รุ่นแรกคือ L8 ซึ่งเป็นรถที่เน้นความหรูหรา กว้างขวาง และจะมาพร้อมกับขุมพลังใหม่ (New Powertrain) ในไตรมาสที่ 4 และอีกรุ่นคือ L6 พร้อมระบบ SVP ที่มีระบบการจอดอัจฉริยะ โดยเป้าหมายสูงสุดในระยะยาวของเราคือการก้าวขึ้นเป็น แบรนด์อันดับหนึ่งในตลาด SUV ของประเทศไทย เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน "SVP" มีจุดเด่นอย่างไรที่ทำให้ Lepas แตกต่างจากคู่แข่ง? ระบบ SVP...

Read moreDetails
LEPAS ประกาศแผนการตลาดครึ่งปีหลัง 2026 เตรียมเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ “L8 – L6 SIVP”

LEPAS (เลพาส) เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ประกาศแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent...

Read moreDetails
ปฏิรูปภาษีสรรพสามิตรถยนต์ … สร้างความเป็นธรรมหนุนการผลิตในไทยได้จริงหรือ?

กรณีกรมสรรพสามิตได้รับคำสั่งจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้าจากต่างประเทศ  การเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้า รถเครื่องยนต์สันดาป และรถไฮบริดที่มีการตั้งโรงงานผลิตในไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับความเสียเปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (FTA) โดยรัฐบาลมุ่งหวังให้มาตรการทางภาษีใหม่นี้ช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภายในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน และในอนาคตมีแผนที่จะขยายผลการพิจารณาไปสู่เรื่องภาษีแบตเตอรี่เพื่อรองรับการเติบโตของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดความลักลั่นทางภาษีโดยไม่ให้กระทบต่อข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม ประกอบกับนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย กล่าวในงานประชุมอุตสาหกรรมยานยนต์นานาชาติ Gaikindo Indonesia International Automotive Conference หรือ GIAC 2026 ที่อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลอินโดนีเซียพร้อมสนับสนุนโตโยต้า และพร้อมจัดหามาตรการจูงใจตามที่บริษัทต้องการ หากนำฐานการผลิตหลักจากประเทศไทยเข้ามาตั้งในอินโดนีเซีย  รวมถึงตั้งคำถามว่า ในเมื่ออินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และมีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุใดศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาคจึงยังตั้งอยู่ในประเทศไทย และเชิญชวน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ให้พิจารณาย้ายฐานการผลิตรถยนต์หลักจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย ประเด็นดังกล่าว ผู้บริหารโตโยต้า นายศุภกร รัตนวราหะ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ โพสต์เฟชบุ๊คส่วนตัว ไว้อย่างน่าสนใจ “เนื่องด้วยในปัจจุบันผมมีอยู่ 2 หน้าที่ หน้าที่แรกคือ “ลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น” ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี ก็หมดหน้าที่ ส่วนหน้าที่ที่ 2 คือ “คนไทย” เป็นหน้าที่ที่ไม่มีวันหมด ดังนั้นผมน่าจะต้องทำหน้าที่คนไทยนานกว่าหน้าที่แรก เว้นแต่โชคดีมากอยู่ไม่ถึง 10 ปีจากนี้ วันนี้จึงขอแชร์มุมมองในฐานะ “คนไทย” ข่าวที่อินโดนีเซียออกมาบอกว่า ถ้า Toyota ย้ายฐานการผลิตมา ต้องการอะไร เค้าพร้อมให้ทุกอย่าง โอ้ว! ช่างดุดันไม่เกรงใจใคร!...

Read moreDetails
ฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ – บอสใหญ่ เอ็มจี เซลส์ กับก้าวย่างที่มั่นคงของแบรนด์  MG 

ในนาทีนี้ หากพูดถึงแบรนด์รถยนต์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น MG ที่วันนี้ไม่ได้เป็นเพียง "ผู้เล่นหน้าใหม่" อีกต่อไป แต่ได้พิสูจน์ตัวเองด้วยตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดที่ 4.52% ซึ่งส่งผลให้ MG ก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งอันดับที่ 5 ของตลาดรถยนต์เมืองไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ กวาดยอดครึ่งปีแรกถล่มทลาย สวนกระแสเศรษฐกิจ ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาถือเป็นเครื่องยืนยันความไว้วางใจจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี โดย MG สามารถทำยอดขายสะสมได้ถึง 16,920 คัน ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดที่ท้าทาย สิ่งที่น่าสนใจคือการเติบโตของกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในประเทศไทยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากสัดส่วนเพียง 4.6% ในปี 2021 มาอยู่ที่ 54.6% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ซึ่ง MG เองคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ตัวเลขนี้เกิดขึ้น ผ่านรถยนต์รุ่นยอดนิยมอย่าง MG4, MG ES และตระกูล IM ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด เร่งขยายเน็ตเวิร์คคลุมทั่วประเทศ เพื่อบริการที่ทั่วถึง ปัจจุบัน MG มีผู้จำหน่ายทั่วประเทศแล้วกว่า 126 แห่ง และเรามีเป้าหมายที่จะขยายให้ครบ 130 แห่งภายในสิ้นปีนี้ หัวใจสำคัญของเราไม่ใช่แค่ปริมาณ แต่คือคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน โดยเรากำลังอยู่ในแผนการปรับโฉมโชว์รูมให้กลายเป็นรูปแบบ  Ultimate  ทั้งหมดภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศจะได้รับประสบการณ์และการบริการที่พรีเมียมเหมือนกันทุกที่  ยันครึ่งปีหลังสัมผัสรถใหม่อีกเพียบ พร้อมเป้าหมายทั้งปี 36,000 คัน สำหรับครึ่งปีหลัง MG ยังคงเดินหน้าบุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมส่งรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ลงสู่สนาม ไม่ว่าจะเป็น MG3 Hybrid ที่เตรียมเปิดตัวในงาน Big Motor Sale รวมถึงโมเดลพิเศษแบบ Limited Edition และเซอร์ไพรส์อื่นๆ ในช่วงท้ายปี ด้วยความต้องการ ที่ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราตัดสินใจปรับเป้ายอดขายรวมทั้งปีจาก 30,000 คัน ขึ้นเป็น 36,000 คัน ซึ่งเรามั่นใจว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างแน่นอน จิตวิญญาณแบรนด์ที่ไม่เคยเปลี่ยนบน 3 พิลล่าหลัก หลายคนถามว่า MG เปลี่ยนไปมั้ยหลังจากที่มีการร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่จากจีน บอกได้เลยว่าจิตวิญญาณของเรายังคงเดิมตั้งแต่วันแรกในปี 1924 คือการทำให้เทคโนโลยีที่เอื้อมถึงยากกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ โดยเรายึดมั่นใน 3 พิลล่าหลักคือ Global...

Read moreDetails
ปิกอัพไทย วิกฤตจริงหรือ?? หรือแค่รอตัวเปลี่ยนเกม 

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บิ๊กโตโยต้า รายงานยอดขายสะสมตลาดรถยนต์ทั่วประเทศครึ่งปีแรกปี 2569 มียอดขาย 346,966 คันเพิ่มขึ้น 14.63% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน รถเก๋งและกลุ่มรถ SUV ทำได้ 240,426 คัน เพิ่มขึ้น 24.13% จากปีที่ผ่านมา ส่วนรถปิกอัพยอดขาย 70,141 คัน ลดลง 4.73% จากปีที่แล้ว ส่วนรถ PPV ยอดขาย 20,893 คัน เพิ่มขึ้น 0.86%  สัญญาณแบบนี้เตือนให้ทุกฝ่ายต้องตื่นตัวและเร่งหาทางแก้ไข เพราะโปรดักต์แชมเปี้ยนเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กำลังเผชิญกับภาวะทรุดตัว น้ำหล่อเลี้ยงซัพพลายเชนจำนวนมหาศาลกำลังเหือดหาย แม้ในภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ดูเหมือนจะสดใสขึ้นก็ตาม จากข้อมูลสถิติยอดขายสะสม 6 เดือนแรก (มกราคม - มิถุนายน 2569) สะท้อนภาพความเหนื่อยล้าของตลาดรถปิกอัพ แถมยังมามีอาการหนักในเดือนมิถุนายนที่ทำได้แค่ 10,805 คัน ลดลง 3.17% นอกจากนี้ในกลุ่ม PPV ก็ยังส่ออาการทรุดตาม แม้ยอดสะสมครึ่งปีจะยังบวกเล็กน้อย แต่เฉพาะเดือนมิถุนายนกลับดิ่งฮวบลงถึง 26.02% เหลือเพียง 2,983 คันเท่านั้น ความน่ากังวลของตัวเลขที่เราเห็นนี้คือ ในขณะที่รถปิกอัพติดลบ ตลาดรถยนต์นั่งและ SUV กลับทะยานขึ้นถึง 24.13% แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคหรือสภาวะเศรษฐกิจที่กดทับกลุ่มผู้ใช้รถกระบะโดยตรง ถามว่าตลาดปิกอัพจะไปต่อไหวหรือไม่? คำตอบคือ ยังไหวแต่คงเหนื่อย โดยคาดการณ์ว่าในเดือนกรกฎาคมจะยังคงชะลอตัวลงอีกเล็กน้อยจากปัจจัยฤดูกาล และความกังวลเรื่องสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้คนระมัดระวังในการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม แสงสว่างปลายอุโมงค์ยังพอมีให้เห็นในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่าตลาดจะปรับตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ สิ่งที่ต้องเร่งช่วยเพื่อพยุงให้ตลาดรถปิกอัพที่เป็นหัวใจของการขนส่ง และภาคเกษตรกรรมเดินหน้าต่อได้ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ เช่น การอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดึงความเชื่อมั่นในการบริโภคกลับมาและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน  รวมถึงการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและเพิ่มความต้องการใช้รถยนต์ในภาคบริการ...

Read moreDetails
Page 1 of 25 1 2 25