กลุ่มฮอนด้า พระราม 3 กรุ๊ป โฮลดิ้ง ภายใต้การนำทัพของ “เกียรติ ตั้งตรงศักดิ์” ซีอีโอใหญ่ หลังประกาศปรับภาพลักษณ์องค์กรครั้งสำคัญสู่ “R3 Autosphere” เพื่อมุ่งสู่ผู้นำด้าน Automotive Ecosystem อย่างครบวงจร ยกระดับมาตรฐานธุรกิจผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมียม เติมเต็มนวัตกรรมและบริการหลังการขายที่เหนือระดับ เพื่อตอบทุกโจทย์ความต้องการของยานยนต์แห่งอนาคตโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการปรับตัวเองเข้าสู่ยุค Lifestyle Community ไม่ล็อกตัวเองอยู่แค่การขายรถ แต่ยังขยายไปสู่บริการ รถเช่า ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง รวมถึงบริการประกันภัยที่ครอบคลุมทุกยี่ห้อ

แม้ปัจจุบันจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งความเข้มงวดของสถาบันการเงินที่มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่ทางกลุ่มยังคงเชื่อมั่นในพื้นฐานที่ฝั่งรากลึกมาตลอด 30 ปี โดยจะยังคงเดินหน้าขยายโชว์รูมแบรนด์ใหม่เพิ่มเติมเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดในประเทศไทย
๐๐๐ ผลตอบรับดีเกินคาด
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ปรับภาพอนาคตขององค์กร แต่ได้สะท้อนออกมาเป็นผลลัพธ์ผ่านความสำเร็จทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมา R3 AUTOSPHERE สามารถสร้างยอดจองรถยนต์ได้มากกว่า 1,000 คัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพและความแข็งแกร่งของแบรนด์ได้อย่างแท้จริง ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์ พวกเขาต้องการประสบการณ์ที่มีคุณค่า ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน และ Community ที่มีความหลงใหลร่วมกับ R3 AUTOSPHERE

ตอนนี้เราเร่งสร้าง Branding ภายใต้ชื่อ R3 Autosphere มีการปรับโครงสร้างการสื่อสารใหม่จากเดิมที่แยกตามชื่อโชว์รูม เช่น พระราม 3 ฮอนด้า มาเป็นการใช้ชื่อ “R3 กรุ๊ป” เพื่อสร้างความชัดเจนและความมั่นใจให้กับลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ การใช้สื่อดิจิทัลเชิงรุกผ่านช่องทาง Facebook, IG และ TikTok เพื่อสร้าง Brand Awareness และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีสมัยใหม่

นอกจากนี้เรากำลังพัฒนาคอมมูนิตี้สำหรับผู้ใช้รถ เรียกว่า Lifestyle Community ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์สำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวแทนขายรถยนต์ แต่ต้องการสร้างพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนใช้รถ โดยโครงการ R3 Lifestyle บริเวณด้านหลังของโชว์รูมฮอนด้าพระราม 3 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะถูกวางให้เป็นพื้นที่สำหรับคนรักรถและมาร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นพื้นที่พักผ่อนและไลฟ์สไตล์ทั่วไป เช่นร้านกาแฟ เป็นจุดนัดพบหรือ Meeting สำหรับกลุ่มเพื่อนและคอมมูนิตี้คนรักรถ เป้าหมายคือการสร้างพื้นที่ที่รวบรวมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพียงแค่โชว์รูมรถยนต์ แต่เป็นพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกันได้ ไม่ว่าจะใช้รถแบรนด์ไหนก็ตาม เป็นพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยอาจมีพาร์ตเนอร์ระดับโลกเข้ามาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมในอนาคตด้วย เช่น ร้านกาแฟ หรือร้านจำหน่านอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์

๐๐๐ โหมขยายบริการหลังการขายคลุมทุกยี่ห้อ
อีกเรื่องที่ R3 Autosphere ให้ความสำคัญ คือบริการหลังการขาย ตอนนี้ศูนย์ซ่อมสีและตัวถังของ R3 กรุ๊ป ได้ขยายให้สามารถรองรับรถยนต์ได้ทุกยี่ห้อ ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ตนเองเป็นตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น เช่น รถที่หมดระยะประกันหรือต้องการมาตรฐานการซ่อมที่เชื่อถือได้ โดยปัจจุบันมีศูนย์ซ่อมสีตัวถังถึง 12 แห่ง

เรายังมีธุรกิจรถเช่าที่ให้บริการทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงธุรกิจรถมือสองภายใต้ชื่อ “โอเค การาจ” ที่รับซื้อและขายรถยนต์ทุกยี่ห้อ และมีการดูแลด้านประกันภัยภายใต้แบรนด์ของตนเองเพื่อดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร

๐๐๐ ดันรายได้รวมทะลุหมื่นล้าน
ภาพรวมธุรกิจของ R3 กรุ๊ป ตลอด 5 เดือนแรก (มกราคม – พฤษภาคม) ที่ผ่ามา เฉพาะแบรนด์ Honda มียอดจองสะสมอยู่ที่ประมาณ 2,000 คัน ในขณะที่อีก 2 แบรนด์ GMW และ Deepal อีกราวๆ 300 คัน เรียกว่ามีลูกค้าให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

แบรนด์ฮอนด้ายังคงมียอดจองในเชิงปริมาณที่สูงกว่าแต่แบรนด์ EV จีนก็ได้กลายมาเป็นส่วนผสมสำคัญที่มีสัดส่วนยอดจองเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งปี 2569 เราตั้งเป้าหมายยอดขายฮอนด้าไว้ที่ประมาณ 6,000 คัน รวมแบรนด์จีนด้วยก็ประมาณกว่า 8,000 ซึ่งจะทำให้ทั้งกรุ๊ปมีการเติบโตประมาณ 20-25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาหรือประมาณการรายได้รวมทั้งกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 9,000-10,000 ล้านบาท
๐๐๐ ส่องความต้องการลูกค้า Hybrid และ EV
เราเชื่อว่าเทคโนโลยีไฮบริดยังคงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์หลัก โดยเฉพาะระบบไฮบริดของฮอนด้าเป็นระบบที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครบถ้วนที่สุดในปัจจุบัน ทั้งในกลุ่มที่เน้นความประหยัดและกลุ่มที่ชื่นชอบสมรรถนะการขับขี่ ล่าสุดฮอนด้าในอเมริกาเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนในการลดความสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าล้วนลงบางส่วน เพื่อหันมาเน้นเทคโนโลยีไฮบริดมากขึ้น ซึ่งในไทยเองก็นำเสนอไฮบริดเป็นตัวชูโรงหลัก

ขณะที่ความนิยมในรถEV ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความตื่นตัวและพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่จากแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดอย่างรวดเร็ว แต่ข้อจำกัดของ EV ในมุมมองการใช้งานจริงยังไม่สามารถแทนที่รถยนต์สันดาปหรือไฮบริดได้ 100% เช่น การขับขี่ระยะไกลหรือการเดินทางขึ้นดอยที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงซึ่งผู้ใช้งานยังคงมีความกังวลและพบปัญหาอยู่บ้าง
เรามองว่าทิศทางในอนาคต คือการอยู่ร่วมกันไม่ใช่เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งจะชนะขาด แต่จะเป็นการแบ่งสัดส่วนตามความต้องการใช้งาน แต่ละประเภทจะมีกลุ่มลูกค้าของตนเองชัดเจน และอาจมีการพัฒนาไปสู่พลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน ในอนาคตด้วย

ปัจจุบันค่ายรถโดยเฉพาะฮอนด้าได้เริ่มยกเลิกโมเดลที่เป็นน้ำมันล้วนในบางรุ่นไปแล้วเช่น Civic และหันไปใช้ระบบไฮบริดทั้งหมด ในขณะรุ่นที่ยังมีเครื่องยนต์สันดาป เช่น City ก็มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มการรับประกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าสู้กับกระแส EV
๐๐๐ ในฐานะดีลเลอร์มองฮอนด้ามาถูกทาง
เรามีประสบการณ์ร่วมกับฮอนด้ามาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี มองทิศทางและแนวทางของฮอนด้าในปัจจุบันและอนาคตว่ามีทั้งความท้าทายและการปรับตัวที่ชัดเจน การยอมรับและพร้อมปรับตัวสู้ศึกรถจีน ถือว่าบริษัทแม่มาถูกทาง รับรู้และยอมรับแล้วว่าฮอนด้าต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศจีนได้ โดยมีการสื่อสารภายในองค์กรให้ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการทำงาน ซึ่งดีลเลอร์มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้ผลิตไม่นิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด

กลยุทธ์ทำผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่ามากขึ้น ฮอนด้าเริ่มปรับแผนการนำเสนอรถยนต์ที่สู้กับรถจีนได้โดยตรง เช่น Honda City ใหม่ ที่ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัย อย่าง Honda SENSING มาให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น โดยที่ไม่ได้ปรับเพิ่มราคา เท่ากับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงมีการอัปเกรดระยะเวลารับประกัน เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความทนทานของชิ้นส่วน
๐๐๐ ปรับทัพรับมือรถจีน
ความมั่นคงและรอบคอบตามสไตล์ญี่ปุ่นในแง่การทำงาน ดีลเลอร์มองว่าฮอนด้ายังคงรักษามาตรฐานความมั่นคงและความชัวร์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ญี่ปุ่น โดยจะไม่ตัดสินใจทำอะไรหากไม่มั่นใจเต็ม 100% แม้จะดูช้ากว่าแบรนด์จีนในบางจังหวะ แต่ก็แลกมาด้วยความเชื่อมั่นในระยะยาว

จากการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของฮอนด้า ดีลเลอร์ได้รับความมั่นใจจากการเผยแผนผังผลิตภัณฑ์ล่วงหน้า 3-4 ปี ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับดีลเลอร์ว่าจะยังมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ยอดนิยมอย่าง Civic ที่จะมีการปรับโฉมและปรับระบบเกียร์ใหม่ในช่วงปลายปี
ความแข็งแกร่งของ Brand Loyalty ดีลเลอร์ยังคงมั่นใจว่าฮอนด้ามีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นและเป็นแบรนด์ที่เป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มรถแต่ง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งรายใหม่ยังตามได้ยาก
๐๐๐ ผนึกพันธมิตรแจกแถมมูลค่าเป็นแสน
ปีนี้ R3 กรุ๊ป มีนโยบายที่จะผนึกพันธมิตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า ล่าสุด Collab กับ MUGEN Thailand เพื่อออกรถรุ่นพิเศษอย่าง Civic Type R MUGEN 5 คันสุดท้าย ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างและดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ยังชื่นชอบรถยนต์สันดาปหรือไฮบริดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

วันนี้เรามีแคมเปญพิเศษ Civic Type R MUGEN Group A 5 คันสุดท้ายทำออกมาเป็นรถรุ่นพิเศษที่มี Certificate และ Serial Number ประจำรถ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของรถในอนาคต โดยลูกค้าสามารถซื้อได้ในราคา 3.99 ล้านบาท สำหรับ Civic Type R MUGEN A จะเน้นการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันแต่ยังคงหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดี มีพาร์ตคาร์บอนและล้อ โดยมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมี Civic Type R MUGEN Group A แล้วยังมี MUGEN Group B ที่จะมีความเป็นรถแข่งมากขึ้น มีส่วนที่ขยายออกมา Wide Body และเน้นประสิทธิภาพ Aero Part สำหรับการขับขี่ที่ดุดันหรือลงสนามแข่งได้เลย โดยมูลค่าพาร์ตทั้งหมดอาจสูงถึงประมาณ 1 ล้านบาท และลูกค้ายังได้สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขพิเศษ ทั้ง 5 คันจะได้รับ Bond Plate พิเศษที่เป็นการยืนยันการ Collaboration ระหว่าง Mugen กับ R3 ได้รับการรับรองและวารันตีจากฮอนด้าไทยแลนด์ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน

ส่วนการบริการรองรับด้านประกันภัย ซึ่งเบี้ยประกันภัยรายปีจะอยู่ที่ประมาณ 75,000 – 90,000 บาทตามเงื่อนไขการคุ้มครองอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม แคมเปญนี้จึงถือเป็นการส่งท้ายรถยนต์สันดาปในตำนานอย่าง Civic Type R ด้วยการสร้าง Special Edition ที่ไม่มีใครเหมือนในตลาด เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ฮอนด้าและนักสะสม

๐๐๐ ปีหน้าพร้อมขยายแบรนด์จีนเพิ่ม
R3 Autosphere ยังมีแผนที่จะขยายโชว์รูมเพิ่มอย่างน้อย 2 แห่งในปีหน้า แต่จะเป็นแบรนด์ใดขออุบไว้ก่อน เราคงไม่เลือกแบรนด์ใหม่มากแต่คงเน้นแบรนด์เดิมซึ่งทำตลาดในไทยอยู่แล้ว ส่วนโชว์รูมใหม่ที่จะเปิดเพิ่มนั้นน่าจะมีแบรนด์เดิมที่ทางกลุ่มเป็นตัวแทนจำหน่ายฃรวมอยู่ด้วย

ขณะที่ศูนย์ซ่อมสีและตัวถังก็มีนโยบายรองรับรถยนต์ทุกยี่ห้อ ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์ที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น ปัจจุบัน R3 กรุ๊ป มีศูนย์ซ่อมสีและตัวถังที่ได้รับมาตรฐาน ทั้งหมด 6 แห่ง สาขาพระราม 3 หรือสาขาวัดดอกไม้ เป็นสาขาที่มีทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ และศูนย์ซ่อมสีครบวงจร สาขาสาธุประดิษฐ์ เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่มีโชว์รูมและศูนย์บริการรองรับ ส่วนพระราม 2 และ ราชพฤกษ์ ในขณะนี้มีเพียงโชว์รูมและศูนย์บริการเท่านั้นยังไม่มีศูนย์ซ่อมสีให้บริการ

เรายังมีจุดบริการด้านประกันภัยที่ครอบคลุมถึง 12 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกในการประสานงานรับรถเข้าซ่อมสีสำหรับลูกค้าทุกยี่ห้อ โดยมีแผนจะขยายบริการให้ครบทุกหัวเมืองในอนาคตเพื่อรองรับรถที่อยู่นอกระยะประกันอีกด้วยซึ่งมีปริมาณรถหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการซ่อมสีและตัวถังอยู่ที่ประมาณ 300 – 400 คันต่อเดือน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร R3 AUTOSPHERE ยังกล่าวปิดท้ายว่า เราต้องการสร้างระบบนิเวศของคนรักรถที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเชื่อมโยงผู้คนที่มี Passion เดียวกันให้เติบโตไปพร้อมกัน















