กรณีกรมสรรพสามิตได้รับคำสั่งจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้าจากต่างประเทศ

การเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้า รถเครื่องยนต์สันดาป และรถไฮบริดที่มีการตั้งโรงงานผลิตในไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับความเสียเปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (FTA)

โดยรัฐบาลมุ่งหวังให้มาตรการทางภาษีใหม่นี้ช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภายในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน และในอนาคตมีแผนที่จะขยายผลการพิจารณาไปสู่เรื่องภาษีแบตเตอรี่เพื่อรองรับการเติบโตของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดความลักลั่นทางภาษีโดยไม่ให้กระทบต่อข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม

ประกอบกับนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย กล่าวในงานประชุมอุตสาหกรรมยานยนต์นานาชาติ Gaikindo Indonesia International Automotive Conference หรือ GIAC 2026 ที่อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลอินโดนีเซียพร้อมสนับสนุนโตโยต้า และพร้อมจัดหามาตรการจูงใจตามที่บริษัทต้องการ หากนำฐานการผลิตหลักจากประเทศไทยเข้ามาตั้งในอินโดนีเซีย

รวมถึงตั้งคำถามว่า ในเมื่ออินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และมีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุใดศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาคจึงยังตั้งอยู่ในประเทศไทย และเชิญชวน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ให้พิจารณาย้ายฐานการผลิตรถยนต์หลักจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย

ประเด็นดังกล่าว ผู้บริหารโตโยต้า นายศุภกร รัตนวราหะ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ โพสต์เฟชบุ๊คส่วนตัว ไว้อย่างน่าสนใจ

“เนื่องด้วยในปัจจุบันผมมีอยู่ 2 หน้าที่ หน้าที่แรกคือ “ลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น” ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี ก็หมดหน้าที่ ส่วนหน้าที่ที่ 2 คือ “คนไทย” เป็นหน้าที่ที่ไม่มีวันหมด ดังนั้นผมน่าจะต้องทำหน้าที่คนไทยนานกว่าหน้าที่แรก เว้นแต่โชคดีมากอยู่ไม่ถึง 10 ปีจากนี้

วันนี้จึงขอแชร์มุมมองในฐานะ “คนไทย” ข่าวที่อินโดนีเซียออกมาบอกว่า ถ้า Toyota ย้ายฐานการผลิตมา ต้องการอะไร เค้าพร้อมให้ทุกอย่าง โอ้ว! ช่างดุดันไม่เกรงใจใคร! จากข่าวนี้ สิ่งที่อินโดนีเซียกำลังบอกเราคือ “ไอกำลังจะเข้ามาแข่งกับยูอย่างจริงจังแล้วนะไทยแลนด์” และประเทศไทยควรฟังเสียงนี้ให้ดี

เพราะสิ่งที่เค้ากำลังทำ คือพยายามดึง Investment เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ประเทศไทยสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปี เรามีทั้ง Supplier, คน, โรงงาน, Logistics, Engineering และตลาดส่งออก จนเกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ไม่ได้สร้างกันได้ในวันสองวันหรือปีสองปี แต่ข้อได้เปรียบที่เรามีวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 10–20 ปีข้างหน้าหรือเปล่า? ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกำลังผลักดัน “EV” ลองออกไปมองโลกกว้างกันดู

จีน EV โตเร็วมาก แต่เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอ และการแข่งขันก็รุนแรงจนผู้ผลิตกว่าครึ่งหายไปจากตลาด ยุโรป EV ยังโตแรง จากทั้ง Environmental Policy และ Regulation อเมริกา ก็อีกแบบ EV อยู่ราว ๆ 10% และลูกค้าเริ่มกลับมาให้ความสนใจ Hybrid มากขึ้น

สิ่งที่เราเรียนรู้จากโลกคือ ไม่มี Technology เดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ
แต่ละตลาดกำลังหา Technology Mix ที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือแนวคิด Multi-Pathway ที่ Toyota พูดมานาน

กลับมาที่ประเทศไทย ผมคิดว่าเราต้องถามตัวเองให้ชัดว่าเรากำลังส่งเสริม “รถ EV” หรือกำลังสร้าง “อุตสาหกรรม EV”? เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

วันนี้รถ EV ขายในไทยเยอะขึ้นเพราะราคาถูก ค่าพลังงานถูก แน่นอนครับ ”เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค“ แบบที่หลายคนพูด แต่ถ้ารถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศ
หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญมาแค่ “ประกอบ” ขันน็อต หยอดกาว เชื่อมสายไฟ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้?

Automotive Industry ไม่ได้มีแค่รถหนึ่งคัน แต่มันคือทั้ง Ecosystem แล้ววันนี้ Ecosystem เหล่านี้กำลังโตไปพร้อมกับยอดขาย EV หรือเปล่า? และยังมีโจทย์อีกหลายเรื่องที่วันนี้อาจยังไม่เห็นเต็มตา
Battery หมดอายุแล้วไปไหน? กำจัดยังไง? ใครรับผิดชอบ? EV มือสองในอีก 5–10 ปีเมื่อเทคโนโลยี battery เปลี่ยน รถจะมี Residual Value เท่าไร? กระทบตลาดมือสองและตัวลูกค้ายังไง? Charging Infrastructure พร้อมแค่ไหน? ถ้า EV เพิ่มขึ้นมากๆ ระบบไฟฟ้าพร้อมหรือยัง?

และเราจะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้จริงหรือเปล่า? เพราะทุกวันนี้ยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า EV ไม่ดีนะครับ แต่โจทย์เหล่านี้เราต้องเตรียมให้ทัน ไม่ใช่รอให้ “วัวหาย แล้วค่อยล้อมคอก” เพราะถ้ารอถึงวันที่วัวหาย ควายก็อาจจะไม่อยู่แล้ว

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่พยายามรักษาอดีต แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรคือเหตุผลที่ ในอนาคตนักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย?” และแน่นอน คำตอบต้องไม่ใช่ “แค่ Incentive” ที่มาจากการเก็บภาษี ICE แพงๆ เพื่อเอาไปสนับสนุน EV แบบงงๆ จนเราเสีย Suzuki ไป และได้ Neta มา

สิ่งที่ต้องทำคือคัดเลือกและส่งเสริมนักลงทุนที่จริงใจ ที่จะมาสร้าง ecosystem สร้างความสามารถในการแข่งขันผ่านการถ่ายทอด technology พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร ตลอดจน supply chain แบบครบวงจร และที่สำคัญที่สุดคือ

“สร้างความมั่นใจว่านโยบายของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่อง” เพราะนักลงทุนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงแต่กลัวความไม่แน่นอน ผมยังเชื่อว่าความสามารถของคนไทยไม่เป็นรองใครในโลก

ผมยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ “ผลิตรถแห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงานและส่งออกไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ” และผมยังมั่นใจว่า ถ้าเราทำได้แบบนั้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือ technology อะไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็น Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

…รักนะประเทศไทย…














