วันก่อนสำนักข่าวทั่วโลกพาดหัวข่าวการขยับตัวครั้งสำคัญของทำเนียบรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง ได้เปลี่ยนรถยนต์ประจำตำแหน่งอย่างเป็นทางการมาเป็น Toyota Century SUV รถยนต์อเนกประสงค์ระดับอุลตร้าลักชัวรี่คันใหม่ล่าสุด

การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมแค่ในวงการการเมืองเท่านั้น แต่ในโลกของธุรกิจและการตลาด นี่คือกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมของยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota ไว้อย่างน่าสนใจ

หากย้อนมองประวัติศาสตร์ยานพาหนะของผู้นำประเทศญี่ปุ่น จะพบว่ามีแนวคิดและปรัชญาเฉพาะตัวที่เรียกว่า “เรียบหรู แต่ไม่โอ้อวด” แตกต่างจากฝั่งตะวันตกค่อนข้างชัดเจน เน้นความเป็นชาตินิยมและห้ามอิมพอร์ต ผู้นำญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะถูกบังคับโดยนัยให้ใช้รถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศตัวเองเท่านั้น เพื่อเป้าหมายด้านความปลอดภัยสูงสุดและการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ
ยุคแรกเริ่มรัฐบาลญี่ปุ่นเคยเลือกใช้ Toyota Crown Eight และ Nissan President ก่อนจะขยับมาสู่รถระดับไอคอนิกอย่าง Toyota Century Sedan และมีรถยนต์ไฮบริดอย่าง Lexus LS 600h L เป็นรถยนต์สำรองควบคู่กันมาหลายทศวรรษ

สำหรับผู้นำญี่ปุ่น รถยนต์ต้องทำหน้าที่เป็น “Moving Office” หรือห้องทำงานเคลื่อนที่ ทรงรถเก๋งซีดานดั้งเดิมจึงตอบโจทย์ในแง่ของความนุ่มนวล เงียบสงัด และการหลบสายตาจากบุคคลภายนอกตามวิถีความเคารพความเป็นส่วนตัว
แต่การที่นายกฯ หญิงซานาเอะ ทาคาอิจิ ตัดสินใจฉีกกรอบขนบเดิม แล้วเลือกก้าวขึ้นไปประทับบนรถยนต์ระดับเรือธงประเภท SUV จึงกลายเป็นการทลายกรอบประวัติศาสตร์แนวรถผู้นำญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ทำให้สตอรี่นี้น่าติดตามยิ่งขึ้นไปอีกคือบุคลิกส่วนตัว ของนายกรัฐมนตรีหญิงคนนี้ เธอคือคาร์กูรู และผู้หลงใหลในวิศวกรรมความเร็วระดับตัวจริง ในอดีตเธอเคยเป็นเจ้าของและขับขี่รถสปอร์ตคลาสสิกในตำนานอย่าง Toyota Supra 2.5GT Twin-Turbo รุ่นปี 1991 ด้วยตัวเองยาวนานกว่า 20 ปี การที่ผู้หญิงซึ่งมีความเข้าใจเรื่องสมรรถนะของรถยนต์อย่างถ่องแท้ เลือกใช้ Century SUV ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ารถยนต์อเนกประสงค์คันนี้ ต้องได้รับการเซ็ตติ้งระบบช่วงล่าง พละกำลัง และมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่สามารถตอบสนองความต้องการของอดีตนักซิ่งได้อย่างไม่มีข้อกังขา

การขยับตัวของผู้นำญี่ปุ่นครั้งนี้ สอดรับอย่างพอดีกับกลยุทธ์สำคัญที่ Toyota เคยประกาศไว้ในงาน Japan Mobility Show โดยเขย่าโครงสร้างการตลาด และแยกกลุ่มสินค้าในเครือออกเป็น 4 เซ็กเมนต์หลัก เพื่อเดินหน้าแนวคิด Mobility for All
Ultra-Luxury (CENTURY) ยกระดับชื่อรุ่นขึ้นมาเป็น แบรนด์อิสระระดับสูงสุด เพื่อท้าชนตลาดโลกกลุ่มเดียวกับ Rolls-Royce หรือ Bentley เน้นความประณีตและการผลิตแบบเฉพาะบุคคล
Premium Luxury (LEXUS) แบรนด์หรูหรากระแสหลัก มุ่งเน้นการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต รถยนต์ไฟฟ้า สมรรถนะสูง และนวัตกรรมดิจิทัลในห้องโดยสาร
Mass Market / Core Mobility (TOYOTA) แบรนด์มหาชนที่เป็นหัวใจหลัก ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ Multi-Pathway นำเสนอทางเลือกที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ระบบไฮบริด, รถไฟฟ้า ไปจนถึงไฮโดรเจน
Compact Mobility (DAIHATSU) เน้นตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก (K-Car) ที่ประหยัดพลังงาน คล่องตัว และเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับคนเมืองและตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย

ในมุมมองทางการตลาดและธุรกิจ การแยกกลุ่มสินค้าและทำตลาดระดับ Ultra-Luxury ของ Toyota ครั้งนี้ แฝงไปด้วยกลยุทธ์ที่ลึกซึ้ง เช่น การปลดล็อกเพดานราคา ในอดีตคำว่า Century จะพ่วงท้ายด้วยคำว่า Toyota เสมอ ทำให้ยากต่อการอัปราคาไปแข่งกับแบรนด์ยุโรป การแยกแบรนด์ออกเป็นกลุ่มเดี่ยวๆ คือการ ถอดป้าย Toyota ออก ให้เหลือเพียงตระกูล CENTURY และสัญลักษณ์นกฟีนิกซ์อันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นการทำลายเพดานราคาทันที ทำให้ขยับราคาเริ่มต้นที่ 27 ล้านเยนได้อย่างไม่ขัดเขิน
หรือการที่ผู้นำสูงสุดของประเทศเลือกไว้วางใจใช้ Century SUV เป็นการส่งต่อความน่าเชื่อถือ และความภาคภูมิใจในแบรนด์ ลงมาสู่รถยนต์รุ่นทั่วไปในเครือ แม้คนทั่วไปจะซื้อ Century ไม่ได้ แต่ความมั่นใจนั้นจะหล่นลงมาสู่คนที่เลือกซื้อรถอย่าง Corolla หรือ Yaris ให้รู้สึกว่าตนเองกำลังขับขี่นวัตกรรมที่มาจาก เครือบริษัทที่ผู้นำประเทศเลือกใช้

สุดท้ายการเลือกยานพาหนะคันใหม่ของผู้นำญี่ปุ่น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความสะดวกสบายบนท้องถนน แต่คือการส่งสัญญาณให้โลกธุรกิจรู้ว่า Toyota ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์มหาชนไปสู่ผู้กำหนดนิยามแห่งความไว้วางใจสูงสุดในทุกระดับชั้นของสังคม
Photo Credit : Japan PM Takaichi’s official car upgraded to luxury Toyota Century SUV














