“ดีทรอยต์เอเชีย” กำลังเกิดวิกฤต เมื่อค่าย EV จีนยืนคุมซัพพลายเออร์แล้วเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะกระแส EV บูมในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ถนนเมืองไทยเต็มไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่อเนกประสงค์ ราคาสัมผัสได้ และฟังก์ชันล้ำสมัย จนดูเหมือนว่าเรากำลังก้าวสู่อนาคตแห่งยานยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าใต้ร่มเงาความสำเร็จของยอดจดทะเบียน EV ที่พุ่งทะยาน กลับมีเสียงสะอีกสะอื้นเงียบๆ ของผู้ประกอบการและแรงงานไทยนับล้านคนในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” เรามีห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นเข้ามาสร้างฐานการผลิตและบ่มเพาะโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับ Tier 1 ถึง Tier 3 จนสร้างการจ้างงานมหาศาลและขับเคลื่อน GDP ประเทศมานานนับปี
แต่กฎเกณฑ์เกมนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อค่ายรถ EV สัญชาติจีนเข้ามาปักหมุดในไทย กลายเป็นมรสุม 2 เด้ง เมื่อ EV จีนหนีบซัพพลายเออร์มาเอง และทำให้ยอดรถน้ำมันร่วง ปัญหาใหญ่ที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไม่ทัน แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ปิดล็อก

ค่ายรถ EV จีนต่างจากค่ายรถญี่ปุ่นในอดีตมาก ญี่ปุ่นมาแบบค่อย ๆ สร้างและใช้อะไหล่ในประเทศ ค่ายรถจีนมักใช้ระบบควบคุมห่วงโซ่การผลิตเองทั้งหมด หรือไม่ก็ดึงซัพพลายเออร์จีนเจ้าประจำ ตามมาตั้งโรงงานข้าง ๆ ในไทย ทำให้ชิ้นส่วนสำคัญอย่าง แบตเตอรี่, มอเตอร์ไฟฟ้า, ชุดควบคุม ไปจนถึงชิ้นส่วนพลาสติกและตัวถัง แทบไม่มีพื้นที่ให้ผู้ผลิตไทยแทรกตัวเข้าไปได้เลย
อย่าลืมว่าชิ้นส่วน EV น้อยลง แต่แข่งขันสูงขึ้น รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) มีชิ้นส่วนยิบย่อยมากกว่า 30,000 ชิ้น ขณะที่รถ EV เหลือชิ้นส่วนหลักเพียงราว 10,000 ชิ้น ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เกียร์ ท่อไอเสีย หม้อน้ำ ที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโรงงานไทยกำลังหมดความหมายลงอย่างรวดเร็ว ตามยอดขายรถน้ำมันที่ถดถอยลงต่อเนื่อง
แม้ภาครัฐจะพยายามปรับเกมสู้ดึง Local Content และยกระดับกำแพงภาษี เพราะเชื่อว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไทยอาจกลายเป็นเพียงสถานที่ประกอบรถ ที่ส่งกำไรและโอกาสงานกลับประเทศต้นทาง ภาครัฐจึงเริ่มไหวตัวและขยับหมากเกมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการบังคับใช้สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงมิติล่าสุดอย่าง การเคาะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้าเป็น 35% เพื่อกดดันให้ค่ายรถต่างชาติเลิกเน้นแค่นำเข้ามาขาย แล้วหันมาร่วมมือกับผู้ผลิตในไทยอย่างจริงจัง

วิกฤตครั้งนี้คือบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะรอความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเร่งยกระดับเทคโนโลยี ขยับจากการผลิตชิ้นส่วนเครื่cองยนต์เดิม ไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนโครงสร้าง น้ำหนักเบา ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบระบายความร้อนสำหรับแบตเตอรี่
EV บูมอาจเป็นเรื่องน่ายินดีของผู้บริโภคที่ได้ใช้รถราคาคุ้มค่า แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงของเศรษฐกิจไทย หากเราไม่สามารถดึงซัพพลายเออร์ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ EV ใหม่นี้ได้ และไม่ใช่แต่ประเทศไทย ผลกระทบนี้ล่ามไปทั่วอาเซียน
ไทยในฐานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” มีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในระบบกว่า 2,000 ราย ส่วนใหญ่พึ่งพาค่ายรถญี่ปุ่น กำลังได้รับผลกระทบหนักสุด อินโดนีเซีย แม้จะมีแร่สังกะสีและนิกเกิลสำหรับทำแบตเตอรี่ แต่โรงงานประกอบและผู้ผลิตชิ้นส่วนท้องถิ่นก็ยังคงเผชิญปัญหาแรงงานและการถูกค่ายรถจีนกำหนดโควตาและเทคโนโลยีชิ้นส่วนเอง มาเลเซีย ต้องออกมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและดูแลแบรนด์ท้องถิ่น เช่น Proton, Perodua รวมถึงจำกัดและตั้งกำแพงการนำเข้า EV ราคาถูกเพื่อประคองแรงงานและโรงงานชิ้นส่วนในประเทศ

อนาคตดีทรอยต์เอเชียที่เคยยิ่งใหญ่อาจเหลือไว้เพียงแค่ชื่อในประวัติศาสตร์
Credit : South China Morning Post














