วันก่อนโตโยต้าพี่ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์บ้านเรา รายงานยอดขายรถในประเทศ 9 เดือนประเทศไทยทำตัวเลขขายได้ถึง 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น Passenger Car + SUV ขายได้ 366,910 คัน เพิ่มขึ้น 27.23% จากปีที่ผ่านมา

ปิกอัพ 1 ตัน 47,552 คัน ลดลง 16.11% จากปีที่ผ่านมา และรถกระบะดับเบิลแคบ 53,681 คัน เพิ่มขึ้น 7.60% จากก่อน และที่น่าทึ่งคือ โตโยต้ายังเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมเดินหน้าโครงการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน (FCEV) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเตรียมส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ในปี พ.ศ.2570

หากเราแค่มองตัวเลขยอดขายและการเติบโตแบบเผินๆ เราอาจจะคิดว่านี่คือข่าวดี แต่ถ้าลองเจาะลึกไปถึงโครงสร้างจะพบสัญญาณสำคัญที่สั่นสะเทือนไปทั้งตลาดรถยนต์ไทย และสะท้อนกลยุทธ์เหนือชั้นของโตโยต้าที่กำลังใช้ขับเคลื่อนอนาคต ตัวเลขที่บอกปริมาณรถแต่ละประเภทบอกถึง “พฤติกรรมผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจ”

Passenger Car + SUV โตมากๆ บวกถึง 27.23% หรือราวๆ 366,910 คัน นี่คือตัวขับเคลื่อนหลักที่แท้จริง สะท้อนว่ากลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนยังคงมีกำลังซื้อสูง ตลาดมีความต้องการรถยนต์เพื่อไลฟ์สไตล์ การเดินทางส่วนตัว รถครอบครัว และเทคโนโลยีการขับขี่ที่ประหยัดน้ำมัน เช่น ระบบHybrid ของโตโยต้าที่กินส่วนแบ่งตลาดได้อย่างเหนียวแน่น
ขณะที่กระบะ 1 ตัน ดิ่งลงติดลบถึง 16.11% มียอดขายแค่ 47,552 คัน เป็นสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจฐานราก รถกระบะใช้งานเพื่อการพาณิชย์ และขนส่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน และภาวะเศรษฐกิจของ SME กลุ่มเกษตรกรที่ชะลอตัว

หนำซ้ำกระบะ Double Cab ยังโตสวนทางบวก7.60% หรือขายได้ 53,681 คัน จุดนี้น่าสนใจมากเพราะ Double Cab ไม่ใช่แค่รถใช้งาน แต่คือรถครอบครัวยุคใหม่ ที่คนเลือกซื้อแทนรถเก๋งเพื่อความอเนกประสงค์ การเติบโตนี้ช่วยพยุงภาพรวมกลุ่มกระบะเอาไว้ได้

คำถามคือ ในวันที่กระบะไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือกระบะ EV จากจีนบุกหนัก ทำไมโตโยต้าถึงเลือกปักหมุดกระบะ FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle) ผลิตในไทยเพื่อส่งออกปี 2570 อยากจะชวนมองแบบนี้ โครงการนี้น่าจะเป็นหมากก้าวสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ตามมาด้วยเหตุผลประกอบ 3 ข้อใหญ่ๆ

1. โตโยต้าพยายามแก้จุดอ่อนตรงจุดของBEV ในภาคขนส่ง รถกระบะบรรทุกหนักที่ใช้แบตเตอรี่ จะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มหาศาล และเสียเวลาชาร์จไฟนาน แต่ FCEV ใช้เวลาเติมไฮโดรเจนเพียงไม่กี่นาที และระยะทางวิ่งได้ไกลกว่า จึงตอบโจทย์ “การขนส่งเชิงพาณิชย์ระยะไกล” ในระดับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
2. โตโยต้าพยายามรักษาฐานการผลิตของไทย การเลือกรถกระบะ FCEV มาผลิตในไทย ไม่ใช่แค่การขายในประเทศ แต่คือการใช้ไทยเป็น ศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์พาณิชย์แบบไร้มลพิษ ไปยังตลาดโลกที่มีมาตรการเข้มงวดเรื่องคาร์บอน เช่น ยุโรปออสเตรเลีย เป็นการล็อกความเชื่อมั่นว่า ไทยจะยังคงเป็น Detroit of Asia ต่อไปในยุคถัดไป

3. โตโยต้ายังคงยึดแนวทาง Multi-Pathway Strategy ขณะที่แบรนด์อื่นทุ่มหมดหน้าตักให้กับ EV แบตเตอรี่ โตโยต้าเลือกที่จะเดินหน้าทุกเทคโนโลยี (HEV, PHEV, BEV, และFCEV) เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละประเทศ
เห็นแนวทางของโตโยต้าหลายคนคงยอมรับว่าสายเลือดบูชิโดรายนี้ไม่ได้แค่ตั้งรับ แต่กำลังวางรากฐานยุคใหม่ ทั้งระยะสั้นที่ใช้ SUV และHybrid เป็นเครื่องปั๊มเงินและยึดส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ ส่วนระยะยาวกระบะ FCEV น่าจะเป็นอาวุธใหม่ในการรักษาความเป็นผู้นำด้านรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของโลก ท่ามกลางสงครามราคาและคู่แข่งหน้าใหม่ที่ถาโถมเข้ามา

พร้อมส่งสัญญาณว่า ไทยยังคงเป็นหัวใจสำคัญในยุทธศาสตร์โลกของโตโยต้าและอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงมีเดิมพันที่สูงมาก














