สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ค่ายรถยนต์สัญชาติสวีเดนอย่าง Volvo Cars ต้องเผชิญกับเรื่องน่าผิดหวังหลังรายงานผลประกอบการตัวแดงขาดทุนจากการดำเนินงานสูงถึง 5.6 พันล้านโครนสวีเดน หรือกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งแย่กว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ตัวเลขยอดขายรวมทั่วโลกดิ่งลงกว่า 10.7% ส่งผลให้หุ้นบริษัทร่วงลงทันทีถึง 29% หลังประกาศ

และเพื่อพยุงสภาพคล่อง บอร์ดบริหารได้ตัดสินใจใช้ยาแรง ประกาศปลดพนักงานอีก 2,500 ตำแหน่ง หรือราว 6% ของกำลังคนทั้งหมด โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานบัญชาการหลักในสวีเดนถึง 2,000 ตำแหน่ง เพื่อคุมงบประมาณและตัดลดค่าใช้จ่ายให้ได้ 5 พันล้านโครนสวีเดน

ความพ่ายแพ้ระลอกใหญ่ที่สุดของ Volvo เกิดขึ้นในตลาดจีน ซึ่งเคยเป็นบ่อเงินบ่อทอง โดยยอดขายและรายได้ในจีนทรุดหนักเกือบ 50% สาเหตุหลักมาจาก ค่ายรถ EV ท้องถิ่นของจีน ทั้ง BYD, NIO และ Zeekr เปิดศึกสงครามราคา ตัดราคาอย่างโหดเหี้ยม

ผู้บริโภคยุคใหม่ในจีนไม่ได้อินกับภาพจำเรื่อง “ความปลอดภัยระดับตำนาน” ของ Volvo อีกต่อไป แต่หันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Smart Cockpit, ระบบ Autonomous Driving และความคุ้มค่าคุ้มราคา ซึ่งแบรนด์จีนทำได้ล้ำหน้าและราคาสบายกระเป๋ากว่ามาก

สิ่งที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย แต่คือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” Volvo โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องมาตรฐานการผลิต และซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสร้างชื่ออย่าง Volvo EX30 ที่โดนสั่ง Recall ทั่วโลกกว่า 40,000 คัน จากปัญหาแบตเตอรี่เสี่ยงร้อนจัดจนเกิดไฟไหม้

มีรายงานเหตุการณ์ไฟไหม้จริงในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้แบรนด์ต้องออกมาระบุให้ลูกค้ารับบริการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ และเตือนให้จำกัดการชาร์จไฟไม่เกิน 70% ชั่วคราว การสั่งจำกัดฟังก์ชันการใช้งานของรถหรูราคาแพง บวกกับเคสฟ้องร้อง Class-Action ในต่างประเทศ ได้สั่นคลอนสโลแกน “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ตลาดยุโรปแม้ยอดขาย Pure EV ยังโตได้ดี หรือเป็นบวกถึง 51% แต่กำลังโดนบีบจากมาตรการภาษีนำเข้า และการที่บริษัทแม่ Geely พยายามปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อหลบเลี่ยงความตึงเครียดทางการค้า


ส่วนตลาดจีนกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ Volvo ไม่สามารถรักษามาร์จิ้น และกำลังเสียส่วนแบ่งตลาดให้แบรนด์จีนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดบ้านเรา ผู้บริโภคเริ่มชะลอการซื้อเพื่อจับตาดูสถานการณ์ คุณภาพของตัวรถ EV ยุคใหม่ รวมถึงมาตรการดูแลลูกค้าหลังเกิดเหตุไฟไหม้และการ Recall แบตเตอรี่


หาก Volvo แก้เกมครั้งนี้ช้าอีก ยอดขายที่เคยสดใสอาจตกอยู่ในภาวะลำบาก บทเรียนของ Volvo ในปี 2026 ชี้ให้เห็นว่าในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ EV ต้นทุนทางประวัติศาสตร์เรื่องความปลอดภัยอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
















