ภาพจำของสมรภูมิรถยนต์ 4 ล้อที่ค่ายญี่ปุ่นโดนรถยนต์ไฟฟ้าจีน (EV) ถล่มจนแทบเสียหลัก กำลังฉายภาพซ้ำอย่างน่ากลัวในตลาดมอเตอร์ไซค์ 2 ล้อของประเทศไทยอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ตลาดที่เคยสงบนิ่งภายใต้การนำของเจ้าตลาดญี่ปุ่น บัดนี้กำลังเผชิญกับการท้าทายครั้งใหญ่จากกองทัพมอเตอร์ไซค์จีนที่ใช้สูตรสำเร็จเด็ดชีพ ด้วยออปชั่นล้นคัน ดีไซน์ล้ำอนาคต ในราคาที่ค่ายญี่ปุ่นให้ไม่ได้

ย้อนกลับไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทุนจีน 2 ล้อไม่ได้เข้ามาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่พวกเขาเดินเกมเจาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่กระหายเทคโนโลยี ด้วยแบรนด์หน้าใหม่ไฟแรงที่เน้นขายความหวือหวาเริ่มจากแบรนด์ CFMOTO & QJMOTOR แบรนด์บิ๊กไบก์ และสกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตที่ใช้ดีไซน์เฉียบคม ออปชั่นพรีเมียมจากยุโรปมาล่อใจในราคาที่เอื้อมถึงง่าย

มาถึงแบรนด์ ZONTES ที่มาแรงเหลือเกินกับสกู๊ตเตอร์ดีไซน์ดุดันราวกับหลุดมาจากหนังไซไฟ อัดแน่นด้วยชิลด์หน้าไฟฟ้า หน้าจอ TFT แชร์หน้าจอได้ และระบบความปลอดภัยเพียบ ในราคาพิกัด 350 ซีซี แต่จ่ายเท่ารถญี่ปุ่น 160 ซีซี

นอกจากนี้ยังมีกองทัพ EV จีน ทั้ง DECO, EM, RAPID, Felo, Zeeho รวมไปถึง Neu และอีกมากมาย ซึ่งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพวกนี้ได้แรงหนุนมหาศาลจากมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลไทย ที่ลดภาษีและให้เงินอุดหนุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้รถไฟฟ้าจีนกลายเป็นฟาสต์แฟชั่นติดล้อที่วัยรุ่นแห่ซื้อจนยอดจดทะเบียนพุ่งกระฉูดสะสมเป็นจำนวนหลักหมื่นคันอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลยอดจดทะเบียนจากกรมขนส่งทางบก ระบุว่าค่ายมอเตอร์ไซค์จีนในประเทศไทยสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2569 กำลังสะท้อนภาพการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยกลุ่มรถจีนแบรนด์ต่างๆ สามารถเข้ามาเขย่าส่วนแบ่งตลาด จากค่ายญี่ปุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ
แบรนด์เด่นอย่าง ZONTES พุ่งแรงที่สุดในกลุ่มรถจีน สร้างปรากฏการณ์ทำยอดจองถล่มทลายทะลุ 1,000 คันในงานใหญ่ต้นปี และขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจุบันในครึ่งปีแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนสะสมของ ZONTES ไต่ระดับขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ ของกลุ่ม 2 ล้อ

โดยเฉลี่ยมีตัวเลขจดทะเบียนใหม่อยู่ที่เกือบ 2,000 คันต่อเดือน ส่งผลให้ยอดรวมสะสมเฉพาะแบรนด์ ZONTES ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ทะลุเกือบหมื่นคันไปเรียบร้อยแล้ว และมีเป้าหมายเข้าใกล้ท็อป 3 ของตลาดรถมอเตอร์ไซค์รวมในไทย

ขณะที่ยอดจดทะเบียน มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจีน ซึ่งเกือบ 90% ในตลาดประเทศไทยเป็นแบรนด์ที่นำเข้าหรือร่วมทุนชิ้นส่วนจากประเทศจีน เช่น แบรนด์ EM, DECO, RAPID, AJ ก็มีตัวเลขสะสมครึ่งปีแรก 2569 รวมกันเกือบ 2 หมื่น

แม้แบรนด์จีนจะเติบโตแบบก้าวกระโดดในกลุ่มบิ๊กสกู๊ตเตอร์ และกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แต่ถ้าดูในแง่ของจำนวนคัน ค่ายญี่ปุ่นยังคงครองแชมป์ตลาดภาพรวมด้วยระบบนิเวศน์ที่แข็งแกร่งกว่า ทั้ง Honda และ Yamaha ยังคงกินรวบส่วนแบ่งตลาดมอเตอร์ไซค์รวมในไทยไปมากกว่า 80-85% โดยเฉพาะรุ่นแม่บ้านและรถใช้งานคลาส 110-160 ซีซี ที่ยังทำยอดจดทะเบียนรวมกันหลักแสนคันต่อปี

นักวิเคราะห์ตลาดในอุตสาหกรรมยานยนต์มักจะเตือนผู้บริโภคชาวไทยที่มองเพียงความสวยงามโฉบเฉี่ยว แก็ตเจ็ตแพรวพราว และตัวเลขแรงม้าในโบรชัวร์ นี่อาจจะเป็น “กับดัก” ที่ต้องจ่ายคืนด้วยน้ำตาในระยะยาว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าแบรนด์จีนหลายค่ายเน้นการขยายโชว์รูมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใจกลางเมืองเพื่อทำยอดขาย แต่ดันมองข้ามด้านเซอร์วิส ช่างเทคนิคยังขาดความชำนาญในระบบอิเล็กทรอนิกที่ซับซ้อน อันอาจจะเกิดปัญหาต้องจอดทิ้งนานเป็นเดือนด้วยการรออะไหล่ข้ามประเทศ

และที่ปฎิเสธไม่ได้คือ ความเจ็บปวดตอนขายต่อ ในขณะที่รถญี่ปุ่นอย่าง HONDA หรือ YAMAHA ขับไป 3 ปี ราคาตกไปไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่รถจีนเมื่อกลายเป็นรถมือสอง มูลค่าจะดิ่งลงเหวทันที เพราะตลาดขาดความเชื่อมั่นในเรื่องความทนทาน และอะไหล่ทดแทน ดังนั้นก่อนจะซื้อเช็คให้แน่ใจก่อน อย่าปล่อยให้ความว๊าวของหน้าจอสัมผัสหรือไฟ LED บดบังความจริงที่ว่ามอเตอร์ไซค์คือยานพาหนะที่ต้องพึ่งพาความปลอดภัยและศูนย์บริการที่พึ่งพิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

มีหลายคนตั้งคำถามว่า หากพฤติกรรมการเลือกซื้อรถของลูกค้าชาวไทยยังเป็นเช่นนี้ แบรนด์ญี่ปุ่นจะสู้ไหวไหม?? หรือจะต้องปรับตัวขนานใหญ่อย่างไร??
ต้องบอกว่าเป็นคำถามที่ดีครับ สำหรับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง HONDA อาจจะถือว่าลอยตัวในฐานะเบอร์หนึ่งที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 80% ส่วน YAMAHA อาจจะเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบ และต้องปะทะกับค่ายจีนโดยตรง

แต่ YAMAHA ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปรากฎการณ์นี้ ดูได้จากผลประกอบการ และเป้าหมายของไทยยามาฮ่ามอเตอร์ แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังไม่ได้เพลี่ยงพล้ำ ปี 2568 ที่ผ่านมา Yamaha ทำยอดขายไปได้ถึง 2.4 แสนคัน โตขึ้น 3.4% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าภาพรวมของตลาดจักรยานยนต์ในไทย ส่วนเป้าหมายปี 2569 ยังตั้งตัวเลขท้าทายขึ้นไปที่ 2.9 แสนคัน เพื่อมุ่งเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด จากเดิมประมาณ 14% ให้ขึ้นไปแตะ 16%

อาวุธลับของYAMAHA ค่ายจีนยังโค่นยาก โดยเฉพาะกลุ่มรถออโตเมติกแฟชั่น คลาสเล็ก-กลาง-ใหญ่ ทั้ง YAMAHA Grand Filano Hybrid ยังทำยอดขายถล่มทลายแบรนด์เดียวทะลุ 1.17 แสนคัน ในปีที่ผ่านมา ครองใจกลุ่มผู้ใช้รถผู้หญิงและวัยรุ่นสายแฟชั่นได้อย่างเหนียวแน่น YAMAHA Fazzio Hybrid ทำยอดขายได้กว่า 3.5 หมื่นคัน รวมถึงโมเดลสายลุยอย่าง YAMAHA PG-1 ที่เจาะกลุ่มเอาท์ดอร์จนเกิดกระแสแต่งรถฟีเวอร์

นอกจากนี้ YAMAHA ยังสู้โดยการยกเครื่อง R&D ยัดเทคโนโลยีระดับพรีเมียมสวนกลับ

ตัวอย่างชัดเจนคือการเปิดตัวระบบ YECVT หรือชามไฟฟ้าอัจฉริยะในตัวล่าสุดอย่าง YAMAHA AEROX SP หรือรุ่นบุกเบิกอย่าง YAMAHA NMAX Tech MAX และ YAMAHA XMAX Tech MAX ที่ใส่ชิลด์หน้าปรับไฟฟ้าและจอ TFT นำทางมาสู้กับออปชั่นของค่ายจีนโดยตรง

สิ่งที่ทำให้ YAMAHA ยังคงกุมความได้เปรียบเหนือค่ายจีนในสายตาผู้บริโภคชาวไทยอย่างมาก คือระบบนิเวศน์หลังการขาย การรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูงที่ค่ายญี่ปุ่นมอบให้ สร้างความเชื่อมั่นระยะยาวได้ดีกว่ารถจีน รวมถึงระบบ 3S ที่มีพร้อมทั้งงานขาย บริการ และอะไหล่ ที่มีเครือข่ายมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสี่ยงจอดรอเคลมอะไหล่ข้ามเดือนเหมือนแบรนด์เกิดใหม่

นอกจากนี้ ราคาขายต่อและมูลค่าในอนาคต แบรนด์ญี่ปุ่นยังเหนือกว่าจีนอย่างเห็นได้ชัด มอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นราคาขายต่อในตลาดมือสองค่อนข้างแข็ง เจ็บตัวน้อยและยังเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลา ขณะที่มอเตอร์ไซค์จีนราคาขายต่อตกลงค่อนข้างแรงเนื่องจากคนซื้อมือสองมักกังวลเรื่องการหาอะไหล่และการซ่อมแซมในอนาคต และเพื่อสะท้อนให้เห็นภาพปรัชญาการทำธุรกิจแบบจีนที่น่ากลัวที่สุด มีนักวิชาการหลายคนให้มองย้อนไปดูเคสของ Volvo แบรนด์รถยนต์สวีเดนที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นป้อมปราการแห่งความปลอดภัยขั้นสุดของโลก

ในอดีต วิศวกรสวีเดนจะทุ่มงบประมาณและเวลา R&D มหาศาลเพื่อทดสอบการชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้มั่นใจว่ามนุษย์จะรอดชีวิต แต่หลังจากที่ทุนจีนเข้ามาเทกโอเวอร์ และเข้าควบคุมทิศทางอย่างเบ็ดเสร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนผ่านสู่สไตล์จีนแบบสุดโต่ง มุ่งเน้นแต่ตัวเลขกำไรในงบการเงิน พยายามตัดลดต้นทุนในทุกจุดที่ทำได้ มีกลุ่มทุนจีนบางยี่ห้อชะลอและบีบงบ R&D ด้านวิศวกรรมโครงสร้างส่วนลึก แล้วหันไปประโคมใส่ซอฟต์แวร์ หน้าจอใหญ่ๆ และแก็ตเจ็ตหรูหราเพื่อดึงดูดความสนใจในระยะสั้นแทน

ผลลัพธ์คือ จิตวิญญาณแห่งความทนทานและปลอดภัยที่เคยเป็นจุดขายสูงสุดค่อยๆ ถูกเจือจางลง กลายเป็นรถที่สวยงามภายนอก แต่ภายในขาดความประณีตและเสถียรภาพทางวิศวกรรมแบบที่เคยเป็น บทเรียนจากกรณี Volvo และสงครามรถยนต์ 4 ล้อ สอนให้รู้ว่า “ทุนจีนมาไว ไปไว และเน้นความหวือหวาเพื่อโกยกำไร” ผู้บริโภคชาวไทยต้องถามตัวเองให้ดีว่า การซื้อตัวรถที่ถูกกว่า หรือสวยกว่าในวันนี้ คุ้มไหมกับการต้องเสี่ยงดวงกับอนาคตที่การดูแลหลังการขายอาจจะดูเลือนลาง ส่วนค่ายญี่ปุ่นเองก็ต้องตื่นจากฝันกลางวันลุกขึ้นมาทุบโต๊ะ R&D พัฒนาให้เร็วขึ้น ใส่เทคโนโลยีใหม่มาสู้
เพราะไม่เช่นนั้น ถนนทุกสายในประเทศไทย จะถูกมอเตอร์ไซค์จีนกลืนไปนั่นเอง














