ค่ายโตโยต้า รายงานตลาดรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ชะลอตัว โดยยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,242 คัน ลดลง 2.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

Passenger Car + SUV มีปริมาณการขาย 28,635 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา 6.84% ในขณะที่รถปิกอัพ มีปริมาณการขาย 12,998 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว 1.41% รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีปริมาณการขาย 94 คัน เพิ่มขึ้น 168.57% จากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว และรถ PPV มีปริมาณการขาย 4,277 คัน เพิ่มขึ้น 43.76% จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา

สรุปว่ายอดขายที่ชะลอตัวลงในเดือนกุมภาพันธ์ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่มันคือภาพสะท้อนความชัดเจนว่า “ผู้บริโภคกำลังกลั้นใจ” เพื่อรอข้อเสนอที่ดีที่สุดในงาน Motor Show ช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้
SUV และรถปิกอัพ Wait & See แม้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูง แต่ยอดที่ตกลงแรงกว่าตลาดรวม สะท้อนว่าลูกค้ากลุ่มครอบครัวและคนเมืองที่มีกำลังซื้อสูง “ฉลาดเลือก” พวกเขาทราบดีว่าในงาน Motor Show จะมีการเปิดตัว SUV รุ่นใหม่และแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษ จึงเลือกที่จะเลื่อนการตัดสินใจออกไปเพียงไม่กี่สัปดาห์
ขณะที่รถปิกอัพ ลดลง 1.41% แม้จะลดลงไม่มาก แต่เป็นการทรงตัวในระดับที่ต่ำต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเข้มงวดของไฟแนนซ์ และกลุ่มผู้ใช้เชิงพาณิชย์รอเปรียบเทียบส่วนลดเงินสดจำนวนมากที่มักจะอัดฉีดกันในอีเวนต์ใหญ่

กลุ่ม PPV แม้จะเเติบโตที่สวนกระแส เพิ่มขึ้น 43.76% ตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดของรถ PPV สะท้อนว่า “ความคุ้มค่าเฉพาะหน้า” มีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าการรออีเวนต์ หากค่ายรถมีการทำราคาพิเศษหรือมีรถพร้อมส่งมอบในรุ่นที่กำลังจะตกรุ่น ลูกค้ากลุ่มนี้จะตัดสินใจทันทีโดยไม่รอเงื่อนไขในงานโชว์
ไม่ต่างจากปิกอัพไฟฟ้า สัญญาณการเปลี่ยนผ่าน เพิ่มขึ้น 168.57% แม้จำนวนจะยังน้อยเพราะมีเพียง 94 คัน แต่การเติบโตระดับร้อยเปอร์เซ็นต์สะท้อนว่า “นวัตกรรมใหม่” เริ่มทำงาน กลุ่มผู้ใช้เฉพาะทางเริ่มเปิดใจรับรถกระบะไฟฟ้ามากขึ้น และเป็นกลุ่มที่ไม่สนใจวงจรอีเวนต์ปกติเท่ากับความต้องการใช้งานเทคโนโลยีใหม่จริงๆ

มีคำถามว่า ตลาดรถยนต์แต่ละเดือนขึ้นๆ ลงๆ สะท้อนอะไร? ต้องยอมรับว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2569 มีความผันผวนสูง สะท้อนถึงภาวะ “ตลาดเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่สมดุล” อันดับแรกผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ ยอดขายที่พุ่งสูงในเดือนมกราคม 2569 ส่วนใหญ่เกิดจากเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ตามโครงการ EV 3.0 สิ้นสุด

เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ยอดขายจึงชะลอตัวลงเนื่องจากมาตรการใหม่ EV 3.5 ที่ให้สิทธิประโยชน์ลดลง ตามมาด้วยการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 มีการปรับเกณฑ์จัดเก็บภาษีตามการปล่อย CO2 ส่งผลให้รถยนต์ที่ปล่อยไอเสียสูง โดยเฉพาะรถปิกอัพ และ PPV มีต้นทุนและราคาขายเพิ่มขึ้นประมาณ 2-10% ซึ่งซ้ำเติมตลาดรถปิกอัพที่ยอดขายต่ำสุดในรอบหลายปีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ความเปราะบางของกำลังซื้อและสินเชื่อหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้สถาบันการเงินคงความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ กลุ่ม SME เผชิญภาวะธุรกิจซบเซาและโรงงานปิดตัวลงต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการรถยนต์เชิงพาณิชย์ และที่ไม่อาจมองข้ามสงครามความเชื่อมั่น ตลาดรถยนต์เปลี่ยนจาก “สงครามราคา” ในช่วงปีก่อนหน้า มาสู่การวัดกันที่ความเชื่อมั่นด้านบริการหลังการขาย และความมั่นคงของแบรนด์
นั่นทำให้ ผู้บริโภคเริ่มชะลอการซื้อเพื่อรอดูความชัดเจนของเทคโนโลยีและราคาที่แท้จริงหลังปรับโครงสร้างภาษี














