ภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ผลกระทบต่อวิกฤตน้ำมัน การเปลี่ยนแปลทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรรถยนต์

ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 “วัลลภ เฉลิมวงศาเวช” กรรมการผู้จัดการ ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม โดยระบุว่าไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันที่ทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่สูงขึ้น เรายังจะต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน อย่างไมโครชิป ที่อาจทำให้ราคารถยนต์ในอนาคตกระโดดสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นตนเองมองว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้บริโภค ในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ในราคาต้นทุนเดิมก่อนที่จะมีการปรับราคาขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ถึงทิศทางของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีทางเลือกอย่าง ไฮโดรเจน ที่อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญหากวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อ ในขณะเดียวกันยังได้ฉายภาพรวมของตลาดรถยนต์ไทยที่มีการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของแบรนด์จีน และการปรับตัวของค่ายรถยนต์เพื่อความอยู่รอด และเน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐบาลควรสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ในทุกมิติ มากกว่ามุ่งเน้นเพียงด้านใดด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้


๐๐๐ ฮุนไดมองสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปี 2569 อย่างไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน?
ตลาดรถยนต์ไทยกำลังอยู่ในจุดที่ท้าทายมาก เราเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยซื้อรถเฉลี่ยคันละ 9 แสนบาท ตอนนี้ลดลงเหลือเพียง 6-7 แสนบาท และกลุ่มใหญ่ที่สุดไปกระจุกตัวอยู่ที่รถราคา 3-6 แสนบาท ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ผลิตต้องแก้ให้ได้ว่าจะทำรถอย่างไรให้ “คุ้มค่า” ที่สุดในงบที่จำกัดนี้

๐๐๐ ภาวะสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และฮุนไดอย่างไรบ้าง?
กระทบมหาศาลแน่หากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งถึง 50 บาท/ลิตร ต้นทุนโลจิสติกส์จะขยับขึ้นทันที 18-19% ไม่ใช่แค่ราคารถ แต่ราคาสินค้าทุกอย่างจะแพงขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดปัญหา “ขาดแคลนชิป” และน้ำมันเครื่อง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เราคาดว่ายอดขายรวมในตลาดอาจตกลงถึง 10-20% หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ที่สำคัญ ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าถึง 80% หากก๊าซแพง ค่าไฟสำหรับชาร์จรถ EV ก็จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

๐๐๐ ปี 2569 ฮุนไดวางเป้าหมายไว้อย่างไร?
เราตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 3,000 คัน (เพิ่มจาก 2,300 คันในปีที่ผ่านมา) โดยมีหัวใจสำคัญคือการเร่งผลักดันยอดจองในงาน Motor Show ให้ได้ 500 คัน กลยุทธ์สำคัญของเราตอนนี้คือการขายใน “ราคาต้นทุนเก่า” เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อก่อนที่ราคาใหม่จะถูกปรับขึ้นตามต้นทุนอะไหล่และค่าขนส่งที่แพงขึ้นจากสภาวะโลก

๐๐๐ ฮุนไดเลือกใช้โปรดักต์ตัวไหนเป็นตัวทำตลาดในปีนี้?
IONIQ ซึ่งจะเป็นรุ่นสำคัญที่จะมีการ “ประกอบภายในประเทศไทย” ส่วนในกลุ่มรถตู้ MPV ขนาดใหญ่ (DMPV) เรายังคงเติบโตได้แม้จะมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา แต่สำหรับกลุ่ม MPV ขนาดเล็ก (BMPV) ที่โดนรถ SUV จากค่ายจีนดึงส่วนแบ่งไป เราจะแก้เกมด้วยการ “อัปเกรดฟีเจอร์” (Equipment Level) ให้เหนือกว่าและออกโปรโมชันที่รุนแรงเพื่อสู้ในสมรภูมินี้

๐๐๐ ความคืบหน้าของโรงงานฮุนไดในไทยตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?
ตัวโรงงานเสร็จเรียบร้อย 100% และเรามีการ Run Test ตลอดเวลา ความล่าช้าเดียวที่มีตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่อง “ขั้นตอนราชการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ฟรีโซน” หากรัฐอนุมัติเรียบร้อย เราพร้อมจะเปิดไลน์ผลิตและส่งมอบรถประกอบไทยให้ลูกค้าได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้เราบริหารจัดการราคาได้ดีขึ้นมาก และพร้อมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล IONIQ ในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนภาษีและทำราคาแข่งขันได้จริง

๐๐๐ ฮุนไดอยากให้ภาครัฐสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างไรบ้าง?
เราอยากให้รัฐส่งเสริมในทุกมิติ ไม่ควรเน้นแค่ EV เพียงอย่างเดียวจนตลาดบิดเบือน เรามองว่าเทคโนโลยี EREV (Extended Range EV) และ ไฮโดรเจน คือทางออกที่ยั่งยืน โดยเฉพาะไฮโดรเจนที่ลดการพึ่งพาแร่หายาก แต่รัฐต้องช่วยอุดหนุนงบสถานีชาร์จที่มีต้นทุนสูงกว่าไฟฟ้าถึง 10-20 เท่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเป็นผู้นำด้านพลังงานทางเลือกอย่างแท้จริง















