กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า Volvo EX30 ขึ้นอีกครั้ง หลังจากบริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เคยออกมาตรการเรียกคืน (Recall) เพื่อเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่แรงดันสูง ล่าสุดเสนอเงินชดเชยค่าเดินทางวันละ 1,000 บาท

ทว่าแคมเปญนี้มองเผินๆ ดูเหมือนจะเป็นการดูแลเอาใจใส่อย่างดี แต่กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากกลุ่มลูกค้าและนักกฎหมายว่า แท้จริงแล้วคือเกมกฎหมายที่สร้างขึ้นเพื่อมัดมือชกผู้บริโภคหรือไม่?

CARZANOVA คุยกับนักกฎหมายหลายคน และจะพาไปเจาะลึก 4 เล่ห์เหลี่ยมและเงื่อนไขซ่อนเร้น ที่ทำให้ลูกค้าหลายรายตัดสินใจ “ปฏิเสธ” ไม่รับข้อเสนอ และเดินหน้ารวมตัวเพื่อรักษาประโยชน์สูงสุด

1. กติกา 3 วัน 3,000 บาท จะเป็นเกมปิดปากเพื่อจบที่การแกะซ่อม หรือไม่ แม้ตัวเลข 1,000 บาทต่อวันจะดูน่าสนใจ แต่ทางวอลโว่ได้ระบุว่ากระบวนการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใช้เวลาเพียงประมาณ 3 วันเท่านั้น เท่ากับว่าลูกค้าจะได้รับเงินชดเชยจริงเพียง 3,000 บาท
แต่สิ่งที่ต้องแลกมานั้นมหาศาล เพราะในทางกฎหมาย การกดลงทะเบียนและเซ็นชื่อยินยอมรับเงินก้อนนี้ อาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลหรือ สคบ. ว่า “ผู้บริโภคยินยอมรับแนวทางการแก้ไขด้วยการซ่อม และได้รับการเยียวยาจนเป็นที่พอใจแล้ว” ส่งผลให้สิทธิ์ในการเรียกร้องขอ “คืนรถและเอาเงินคืนเต็มจำนวน” (Refund) แทบจะกลายเป็นศูนย์ทันที

2. เงื่อนไข “ห้ามไมล์เกิน 200 กม.” บีบคั้นจนทำลายวิถีชีวิต กติกาเหล็กที่ระบุว่า นับตั้งแต่วันลงทะเบียนจนถึงวันเข้าศูนย์ ห้ามขับรถเกิน 200 กิโลเมตร ถูกมองว่าเป็นการตั้งเงื่อนไขที่ไร้ความยืดหยุ่นและใจแคบ และหากขับเกินแม้แต่กิโลเมตรเดียว บริษัทก็อาจใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธไม่จ่ายเงินชดเชย
3. ผลักภาระความเสี่ยงหากแบตเตอรี่ต่ำกว่า 20% ให้ลูกค้าแบกรับ วอลโว่กำหนดให้ลูกค้าต้องขับรถมาถึงศูนย์บริการ โดยมีระดับความจุแบตเตอรี่ (SOC) ไม่เกิน 20% เพื่อความปลอดภัยของช่างในการแกะเปลี่ยนโมดูล เงื่อนไขนี้สร้างความวิตกกังวลให้ผู้บริโภคอย่างมาก เพราะเท่ากับบีบให้เจ้าของรถต้องขับรถที่ระบบแบตเตอรี่มีปัญหาที่เสี่ยงความร้อนสูงหรือไฟไหม้ วนไปวนมาเพื่อรีดไฟออกให้เข้าเกณฑ์ แทนที่บริษัทจะมีระบบดึงไฟออกอย่างปลอดภัยในพื้นที่ปิดของศูนย์บริการเอง

4. ดึงเช็งการจ่ายเงิน และไม่มีการขยายรับประกัน แทนที่จะจ่ายเงินช่วยค่าเดินทางจริงเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ แต่วอลโว่กลับตั้งเงื่อนไขว่าจะโอนเงินให้ภายใน 30 วัน “หลังจากที่ซ่อมเสร็จและรับรถกลับไปแล้วเท่านั้น” ตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่เงินช่วยเหลือ แต่เป็นเงินล่อใจให้ยอมซ่อม นอกจากนี้ บริษัทไม่ได้มีการประกาศขยายระยะเวลาการรับประกันแบตเตอรี่ (Warranty) เพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาวหลังจากที่รถราคาหลักล้านต้องถูกชำแหละแกะแบตเตอรี่ออกมาเป็นชิ้นๆ

ทั้งหมดนี้ทำให้สะท้อนวลีจากผู้บริโภค ที่ระบุว่า “ซื้อ 100 ได้ใช้แค่ 70” ยิ่งมีความชัดเจนขึ้นและนำสู่การรวมตัวฟ้องกลุ่ม จากเงื่อนไขยิบย่อยทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านในกลุ่มผู้ใช้ Volvo EX30 อย่างกว้างขวาง โดยมองว่าบริษัทไม่มีความจริงใจ และจงใจตั้งเงื่อนไขเพื่อให้จ่ายเงินเยียวยาได้ยากที่สุด รวมถึงปฏิเสธเสียงแข็งที่จะ รับซื้อรถคืน
ปัจจุบัน สมาชิกและแกนนำกลุ่มผู้เสียหายหลายราย ได้เริ่มกระจายความรู้เพื่อเตือนสติไม่ให้สมาชิกอย่าหลงกลกดรับสิทธิ์ 1,000 บาทนี้ และกำลังรวบรวมรายชื่อส่งต่อให้ สภาองค์กรของผู้บริโภค และ สคบ. เพื่อเดินหน้าฟ้องร้องคดีแบบกลุ่ม ตามกฎหมายสินค้าไม่ปลอดภัย

นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่ง บทเรียนราคาแพงของวอลโว่ และสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก และจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป














