กรณีมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 ที่มีแนวคิดลดการนำเข้าพลังงานน้ำมันด้วยการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการ “รถยนต์เก่าแลกซื้อรถยนต์ใหม่” โดยเน้นไปที่รถยนต์ EV และกลุ่มรถยนต์ Hybrid นำร่องโควตา 20,000 คัน เพื่อจูงใจและลดภาระทางการเงินให้ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ

กระทรวงการคลังยังได้เตรียมมาตรการคู่ขนานให้สถาบันการเงินรัฐออกแพคเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือในลักษณะ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” มาสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์ โดยเห็นชอบให้ธนาคารออมสินออกวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อให้สินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ และสินเชื่อเปลี่ยนรถเครื่องยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ EV กำหนดวงเงินปล่อยกู้ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี โดยธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ธนาคารและ Non-Banks อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี จากนั้นให้ไปปล่อยกู้ต่อดอกเบี้ยปีที่ 1-2 ไม่เกิน 3.5% ต่อปี ปีที่ 3-5 ไม่เกิน 5% ระยะเวลากู้ 1-5 ปี ขึ้นกับเงินดาวน์ ระยะเวลาผ่อน โดยสามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2570

เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในฐานะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คือการ “เดิมพัน” ครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เชื่อมโยงกับการจ้างงานกว่า 8 แสนตำแหน่ง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พยายามชี้ให้เห็นว่านี่คือข้อเสนอที่ภาคเอกชนผลักดันมาหลายปี เพื่อจัดการกับรถเก่าที่ค้างคากว่า 2 ล้านคัน ต้นเหตุหลักของฝุ่น PM 2.5 นอกจากนี้ในมุมมองของภาคการผลิต ก็มีประเด็นที่รัฐต้องรับฟังเพิ่มเติม โดยเฉพาะ “ปิกอัพ”

รัฐบาลไม่ควรจำกัดแค่รถเก๋ง แต่ต้องครอบคลุมโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทย ที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% การรวมปิกอัพเข้าโครงการจะช่วยรักษาซัพพลายเชนทั้งระบบได้ดีขึ้น พร้อมย้ำว่าศักยภาพรถสันดาป (ICE) รุ่นใหม่ พัฒนาไปไกลมาก ทั้งเรื่องความประหยัดและมลพิษที่ต่ำลง การให้สิทธิ์ครอบคลุมรถที่ใช้น้ำมันแต่เทคโนโลยีสูง จะช่วยประคองการจ้างงานกว่า 8 แสนคนไม่ให้เกิดการเลิกจ้างอย่างกะทันหัน มีหลายคนตั้งคำถามว่า มาตรการนี้นอกจากข้อดีช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดการนำเข้าน้ำมัน แก้ปัญหารถเก่าที่สร้างมลพิษแล้วจะส่งผลเสียหรือกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างไรบ้าง

นักวิชาการหลายด้านออกมาแสดงความคิดเห็น รวมถึงยกตัวอย่าง บทเรียนจากต่างประเทศ โครงการลักษณะนี้เคยทำในสหรัฐฯ ปี 2552 ภายใต้ชื่อ “Cash for Clunkers” ในยุคประธานาธิบดีโอบามา โดยให้เครดิตเงินคืน 3,500–4,500 ดอลลาร์ สำหรับผู้นำรถเก่ามาแลกซื้อรถประหยัดน้ำมัน มีรถเข้าร่วมถึง 677,000 คัน แต่รัฐบาลลหมดงบประมาณก่อนกำหนด ดังนั้นต้องบริหารงบประมาณให้แม่นยำ มิเช่นนั้นอาจสร้างความคาดหวังแล้วสะดุดกลางทาง

ส่วนจุดอ่อนอื่นๆ เช่น กลุ่มที่ใช้รถเก่าอายุ 20 ปีมักมีรายได้ไม่สูง แม้จะได้ส่วนลดแต่รถยนต์ EV หรือ Hybrid ยังมีราคาเริ่มต้นค่อนข้างสูง อาจเข้าถึงยาก อีกเหตุผลหนึ่งคือ โครงสร้างพื้นฐานจำนวนสถานีชาร์จทั่วประเทศยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะต่างจังหวัด หากกระตุ้นให้คนซื้อ EV แต่ชาร์จไม่ได้สะดวกก็คงไม่ใช่ทางออก

นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนจากผู้บริหารในวงการยานยนต์ที่วิจารณ์ว่าการประกาศโครงการก่อนเปิดตัวจริง ทำให้ยอดขายรถชะงักชั่วคราว เพราะผู้บริโภคเลือกรอ ซึ่งเป็นผลย้อนกลับที่ไม่ได้ตั้งใจ

อีกบทเรียนที่ต้องระวังและอย่าปล่อยให้ “ซ้ำรอย” อดีต รัฐบาลยังไม่เคยต้องถอดบทเรียนจากโครงการรถคันแรก หรือโครงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ เช่น ความเสี่ยงในการเกิด NPL รอบใหม่ ดังนั้นต้องคัดกรองกลุ่มเป้าหมายที่มีความสามารถในการผ่อนชำระจริง เพื่อป้องกันวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่จะตามมา

จำนวนรถเก่า 2 ล้านคันต้องเข้าสู่ระบบการกำจัดซากที่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่แค่ขายทอดตลาดมือสอง เพราะมลพิษจะแค่เปลี่ยนที่อยู่แต่ไม่หายไป และเมื่อโครงการนี้เกิดขึ้น ตลาดรถมือสอง น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางตรงและรุนแรงที่สุด เพราะราคารถใหม่ถูกบีบให้ต่ำลงด้วยส่วนลดและดอกเบี้ยพิเศษ ทำให้ช่องว่างราคารถมือสองแคบลงจนขายยาก

และรัฐบาลต้องชัดเจนว่ารถที่เข้าโครงการมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศจริง เพื่อให้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นส่งผลถึงกระเป๋าเงินของแรงงาน 8 แสนคนในระบบ
ดังนั้นโครงการนี้จะกลายเป็น “วิน-วิน” ได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลหาจุดสมดุลระหว่าง การก้าวไปข้างหน้าด้วย EV และการรักษาฐานที่มั่นเดิมอย่างปิกอัพและไฮบริด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและไม่กลายเป็นดาบสองคมที่พร้อมจะทำให้คนถือดาบเกิดอุบัตืเหตุได้ด้วย














