พลันที่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แจ้งให้กับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทราบว่า บริษัท เบนซ์ สตาร์แฟลก จำกัด หรือเบนซ์ สตาร์แฟลก (Benz Star Flag) สิ้นสุดการเป็นตัวแทนจำหน่าย และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

โดยลูกค้าสามารถใช้บริการกับตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการอย่างเป็นทางการอื่น ๆ ที่สะดวก หรือหากต้องการความช่วยเหลือ กรุณาติดต่อ 1250 กด 3 ฝ่ายขายและการตลาด หรือกด 4 ฝ่ายบริการหลังการขาย โดยสามารถเปลี่ยนศูนย์บริการได้ผ่านบัญชี Mercedes-Benz หรือติดต่อ 1250 กด 4

สำหรับเบนซ์ สตาร์แฟลก ดำเนินธุรกิจภายใต้การบริหารงานของนายชยุส ยังพิชิต เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2556 โชว์รูมศูนย์บริการตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิตใกล้แยกดินแดง ภายใต้งบประมาณการลงทุนราวๆ พันล้านบาท
เกิดคำถามตามมามากมายว่า “เลิกเอง” หรือ “โดยปลด”
ทีมงาน Carzanova พยายามติดต่อผู้บริหาร เบนซ์ สตาร์แฟลก รวมถึง นายชยุส ยังพิชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด แต่ยังไม่ได้คำตอบใดๆ
สำหรับการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในอดีตที่ผ่านมา ถือว่าเป็นที่หมายปองของบรรดาคนรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นธุรกิจ ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ใหญ่ๆ มีชื่อเสียง หรือแบรนด์รถหรู ก็สามารถเชิดหน้าชูตาและสามารถทำกำไรสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ
แต่ปัจจุบัน การแข่งขันที่สูงขึ้น ประกอบกับมีจำนวนผู้เล่นมากราย ดีลเลอร์รถยนต์ที่เคยหอมหวาน กลับจืดชืดไม่เป็นท่า หนำซ้ำบางรายขายทุนจนต้องเลิกหันไปทำธุรกิจอื่น
กลับมาดูเหตุผลหลักที่บริษัทแม่ของค่ายรถยนต์ตัดสินใจ ยุติการเป็นดีลเลอร์หรือยกเลิกสัญญากับตัวแทนจำหน่าย มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง
เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลดีลเลอร์จากค่ายรถยนต์หลายแบรนด์ ประเมินว่าขึ้นอยู่กับบริบทของตลาด สัญญาทางธุรกิจ และนโยบายของบริษัทแม่ โดยหลักๆ คือ
- ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานของบริษัทแม่ ไม่ว่าจะเป็นบริการลูกค้า, คุณภาพการซ่อมหรือ ภาพลักษณ์โชว์รูมไม่ได้ตามที่บริษัทแม่กำหนด และที่สำคัญละเมิดข้อกำหนด เช่น การอบรมพนักงาน, ระบบบริการหลังการขาย, หรือการใช้ชิ้นส่วนอะไหล่แท้
- ยอดขายไม่ถึงเป้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทแม่มักตั้งเป้ายอดขายไว้ในแต่ละปี หากดีลเลอร์ทำยอดขายไม่ถึงเป้าอย่างต่อเนื่อง อาจถูกพิจารณายุติสัญญา ซึ่งตรงนี้บางครั้งดีลเลอร์ขายได้ไม่คุ้มกับต้นทุนด้านโลจิสติกส์ หรือไม่ได้รับการสนับสนุนทางการตลาดจากบริษัทแม่
- ปัญหาด้านการเงินของดีลเลอร์ ขาดสภาพคล่อง จ่ายเงินช้า หรือมีประวัติค้างชำระ มีความเสี่ยงล้มละลาย ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์ของแบรนด์ในที่สุด
- ผิดสัญญาหรือผิดจรรยาบรรณทางธุรกิจ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การปลอมแปลงเอกสาร การโกงลูกค้า หรือการขายรถเก่าปลอมเป็นรถใหม่ มีการฟ้องร้องที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงแบรนด์
- นโยบายปรับโครงสร้างเครือข่ายดีลเลอร์ ซึ่งบริษัทแม่อาจรวมศูนย์ดีลเลอร์เพื่อลดจำนวนในบางพื้นที่ และเพิ่มในพื้นที่ศักยภาพสูง หรือถูกเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ เช่น จากดีลเลอร์เป็นแค่ศูนย์ส่งมอบรถ
- ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง เช่นตอนนี้เทรนด์รถEV กำลังมาแต่ไม่สามารถรองรับการขายรถไฟฟ้า (EV) เช่น ขาดบุคลากรไม่มีความรู้ด้าน EV หรือไม่สามารถใช้ระบบออนไลน์หรือดิจิทัลตามที่บริษัทแม่กำหนด
นอกจากนี้ยังประเมินว่า กรณีของเมอร์เซเดส -บนซ์ น่าจะเกี่ยวข้องกับ นโยบายปรับโครงสร้างเครือข่ายขายรถแบบใหม่ที่หันมาใช้ “Retail of the Future” ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2024

โดยเปลี่ยนจากการให้ดีลเลอร์สต็อกรถเอง เป็นบริษัทแม่ใช้คลังกลางสต็อกแทน และนำนโยบายราคาเดียวทั่วประเทศ (one price policy ) มาใช้
นโยบายนี้มีผลทำให้ดีลเลอร์เดิมๆ ที่เคยอาศัยข้อได้เปรียบจากการสต็อกรถเอง รวมถึงสามารถให้ลูกค้าต่อรองราคาได้ ปั้นยอดขายได้มากกว่าดีลเลอร์อื่นๆ กลับไม่ใช่แต้มต่ออีกต่อไป
ประกอบกับตลาดในช่วงหลังเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถูกแรงกระแทกจากคู่แข่งโดยตรงอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งได้เปรียบทั้งตัวโปรดักต์และราคาที่จูงใจมากกว่า น่าจะเป็นเหตุผลหลักให้ต้องยุติบทบาทไปในที่สุด
ส่วนมุมมองด้านอื่นๆ คงต้องรอให้บริษัทแม่เป็นผู้ให้รายละเอียด
สำหรับผลกระทบนี้ จะลามไปยังดีลเลอร์อื่นๆ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดีลเลอร์แต่ละรายว่าจะปรับตัวตามนโยบาย “Retail of the Future” ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่า รายได้ของดีลเลอร์อาจจะไม่เหมือนเดิม
และถ้าดีลเลอร์รายใดไม่ยอมปรับตัว ไม่ร่วมใช้แพลตฟอร์มกลาง หรือมีข้อขัดแย้งกับโมเดลธุรกิจใหม่ ก็เสี่ยงถูกยุติสัญญา ขณะที่รายเล็กๆ ที่ไม่มีทุนในการปรับปรุงโชว์รูมหรือเทคโนโลยี อาจจะอยู่รอดยาก
และการแข่งขันที่เปลี่ยนจากการใช้ราคา ตอนนี้ดีลเลอร์ก็ต้องมาเน้น คุณภาพบริการ ความรวดเร็วในการส่งมอบ ความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งใครทำได้ดีก็มีโอกาสได้ลูกค้ามากขึ้น และได้ค่าคอมมากขึ้น
ส่วนลูกค้าน่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะสิทธิการใช้บริการยังคงอยู่ เพียแค่เปลี่ยนไปใช้ศูนย์บริการอื่นๆ ซึ่ง
เมอร์เซเดส‑เบนซ์ (ประเทศไทย) ยืนยันว่า ลูกค้าทุกรายสามารถใช้บริการทั้งซื้อรถใหม่และบริการหลังการขาย (ซ่อม, เช็คระยะ ฯลฯ) ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการอย่างเป็นทางการแห่งทุกแห่งได้ตามปกติและสามารถเปลี่ยนศูนย์บริการผ่านบัญชี Mercedes‑Benz หรือโทร 1250 ได้เลย
แต่พึงระวังเรื่องเอกสาร เช่น ประวัติการซ่อม ซึ่งถ้าประวัติบริการทั้งหมดไม่ถูกโอนย้ายไปยังศูนย์ใหม่ ก็อาจจะทำให้เซอร์วิสสะดุดได้เช่นกัน