ถ้าพูดคำว่า “Eco Car” กับวัยรุ่นยุคนี้ อาจจะงงๆ เหมือนเรากำลังคุยกันเรื่องอะไรกัน แต่หากย้อนกลับไปสัก 10 -15 ปีที่แล้ว Eco Car ถือเป็นสิ่งใหม่ในวงการรถยนต์ประเทศไทย ที่มาสร้างความหวัง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่รายได้ไม่มากนัก สามารถซื้อรถยนต์ 4 ล้อป้ายแดงขับ จากที่ก่อนหน้านั้นอาจกมีกำลังเพียงรถเก๋งมือสองหรือมอเตอร์ไซค์ แล้วยิ่งไปกว่านั้นนอกจากที่ Eco Car ที่เป็นรถขนาดเล็กราคาประหยัดแล้ว ในช่วงระยะนั้นทางรัฐบาลในสมัยนั้นก็ยังออกนโยบาย “รถคันแรก” มาด้วย พูดง่ายๆ คือเป็นการที่ทางรัฐบาลช่วยซับพอร์ทค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชนที่ยังไม่เคยมีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 4 ล้อมาก่อน จึงทำให้เงิน 4 แสนบาทมีค่าเพียงพอที่จะซื้อรถยนต์ป้ายแดงได้

ในช่วงเวลานั้นเราจึงได้เห็นรถ Eco Car ออกสู่ตลาดกันหลายรุ่น ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรถจากทางค่ายญี่ปุ่น แต่ถ้าจะกล่าวถึงรถที่ถือเป็นผู้บุกเบิก Eco Car คันแรกของประเทศไทย ก็ต้องเป็น Nissan March ซึ่งออกขายในประเทศไทยครั้งแรกในปี 2010 และขายต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงวันที่คันสุดท้ายขับออกจากโรงงานในเดือนกรกฎาคม ปี 2022

แต่ในแง่ของการขายยังคงมี Nissan March ป้ายแดงจอดขายอยู่ในโชว์รูมต่อเนื่องมาจนถึงปี 2023 หรืออาจถึง 2024 ด้วยซ้ำ (บางดีลเลอร์สต๊อคไว้เยอะจนบวม) ตอนแรกผมก็ว่าจะพูดถึงเจ้า March คันเดียว แต่ไม่ทันจะเริ่มจิ้มคีย์บอร์ด ก็ได้รับข่าวจากอีกค่ายญี่ปุ่นที่ถือว่าอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันกับ Nissan อย่างทาง Mitsubishi ก็ได้ประกาศยุติการผลิตรถ Eco Car ของค่ายอย่าง Mitsubishi Mirage ไปในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง รวมระยะเวลาที่ Mirage ขายเป็นรถใหม่ป้ายแดงในประเทศไทยมาทั้งหมดถึง 13 ปี! (เปิดตัวครั้งแรกปี 2012) ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมเลยมัดรวมเจ้า Eco Car สองคันนี้มาไว้ในโหมด “รถโมเดลเดียวขาย (เกิน) 10 ปี” EP. นี้เสียเลย ซึ่งจะมีเปรียบเทียบเจ้าสองคันนี้ไปให้ด้วยเลยครับ
จริงๆ แล้วรถที่ใช่ชื่อรุ่นว่า March จาก Nissan มีมานานแล้ว โดย March เจเนอเรชั่นแรกจะเป็นรหัส K10 ออกมาตั้งแต่ปี 1982 โดยหลังจากนั้นก็ออกรุ่นใหม่ตามมา จนมาถึงเจ้า March รหัส K13 ที่มาเป็นผู้บุกเบิก Eco Car ประเทศไทยนี่แหละครับ และถ้าจะให้ภูมิใจไปมากกว่านั้นคือ ทาง Nissan ใช้โรงงานในประเทศไทยเป็นฐานการผลิต March ทั้งขายในประเทศ ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

แม้กระทั่ง March ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นก็ประกอบในประเทศไทยบ้านเราแล้วส่งไปขายนะครับ ดังนั้นหากใครมาหลอกขาย March มือสองให้คุณแล้วบอกว่าเป็นตัวนอกประกอบที่ญี่ปุ่น คุณเจอ “มิจ” เข้าให้แล้ว แต่แน่นอนว่าสเปคกับออปชั่นของรถที่ส่งไปขายในประเทศต่างๆ ย่อมมีความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา
Nissan March เป็นรถยนต์นั่งขนาดเหมือนจะเล็ก แต่จริงๆ แล้วไม่เล็ก เป็นรถ 5 ประตูตัวถังสั้นแต่กว้าง รูปลักษณ์ภายนอกโค้งมนน่ารักน่าชังเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่น ภายในห้องโดยสารกว้างนั่งสบาย มากับเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร พละกำลัง 79 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT มีระบบ Start/Stop (ลดการปล่อยไอเสีย) มาให้ด้วย

การเปิดตัวครั้งแรกมีรุ่นย่อยให้เลือกมากมาย แต่ที่น่าสนใจคือรุ่นเริ่มต้นเกียร์ธรรมดาออปชั่นพื้นๆ มากับค่าตัว 375,000 บาท ส่วนรุ่นเริ่มต้นของเกียร์อัตโนมัติ CVT อยู่ที่ 459,000 บาท ส่วนรุ่นท็อป 537,000 บาท ก็เลยไม่ต้องแปลกใจว่าขายดีตลาดแตก นับว่าเป็น Nissan รุ่นที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ณ ตอนนั้น โดยหลังจากที่เปิดตัว March ไปเพียงปีเดียว ในปี 2011 ทาง Nissan รุกตลาด Eco Car ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วย Almera ซึ่งมาในรูปแบบซีดาน 4 ประตู โดยใช้พื้นฐานเกือบทั้งหมดจาก March นั่นแหละครับ มีปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างให้เหมาะสมกับใช้บอดี้ที่เป็นเก๋งซีดาน 4 ประตูเท่านั้นเอง ยิ่งดีไซน์และอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารแทบจะลอกกันมาเลย
ในช่วงระหว่างนั้นก็เริ่มมีรถในโครงการ Eco Car จากค่ายญี่ปุ่นค่ายอื่นเริ่มเปิดตัวและขายในประเทศไทยกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Nissan ไม่สามารถปล่อย March ให้อยู่เฉยๆ นิ่งๆ ได้อีกต่อไป ในปี 2013 จึงมีการ Minor Change เกิดขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน โดยภายนอกมีการเปลี่ยนหน้าใหม่ ทั้งไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้า ส่วนด้านท้ายเปลี่ยนไฟท้าย และกันชนหลัง รวมถึงล้อลายใหม่ทั้งรุ่นที่ใช้ฝาครอบล้อและล้ออัลลอย ภายในถูกปรับเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะดีไซน์แดชบอร์ด และคอนโซลที่ต่างไปจากเดิมแบบคนละเรื่อง

ส่วนเรื่องขุมพลังและระบบส่งกำลังยังคงเหมือนเดิม แต่ยกเลิกระบบ Start/Stop จะด้วยเหตุผลใดไม่มีการแจ้ง นอกจากนี้ยังได้เพิ่มระบบความปลอดภัยตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัย หรือการเพิ่มความสามารถให้ระบบเบรกอย่าง ABS , EBD , BA เอาเป็นว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเข้าไปกว่าเดิมอีก โดยรุ่นเริ่มต้นเกียร์ธรรมดาขยับค่าตัวขึ้นมาเป็น 388,000 บาท ส่วนรุ่นท็อปสุดอยู่ที่ 555,000 บาท ราคาเพิ่มจากเดิมมานิดหน่อย แต่ได้หน้าตาสดใหม่ออปชั่นเพิ่ม คุ้มไม่รู้จะคุ้มยังไง มันเลยเป็นรถที่ขายดีต่อเนื่องมากอย่างยาวนานถึง 12 ปี จนถึงวันนี้ก็ยังเห็นวิ่งอยู่บนถนนเต็มไปหมด ที่สำคัญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Nissan March ถือเป็นรถที่ไม่ค่อยได้รับคำตำหนิจากผู้ใช้สักเท่าไหร่ ถือเป็นรถราคาประหยัดที่ขับใช้งานได้ดีมาก ประหยัดน้ำมัน ทนทาน อะไหล่ไม่แพง ทุกอู่ซ่อมได้
ย้อนกลับไปช่วงปีแรกๆ ที่คนของ Nissan กำลังมีความสุขยิ้มอิ่มเอมกับยอดขายของ Eco Car เฟสแรกทั้ง March และ Almera หนึ่งใน Eco Car จากค่ายญี่ปุ่นที่เปิดตัวตามออกมาเพื่อแย่งส่วนแบ่งในตลาดรถกลุ่มนี้ก็รวมไปถึง Mirage รถเล็กไซส์จิ๋วน่ารักจาก Mitsubishi โดยทางบริษัทฯ ตั้งโจทย์มาว่าให้เน้นในเรื่องความกระทัดรัด ราคาเป็นเจ้าของได้ง่าย และต้องประหยัดน้ำมัน เอาจริงๆ รถในกลุ่ม Eco Car ก็ได้โจทย์แบบเดียวกันหมดนี้แหละครับ

Mitsubishi Mirage ถูกเผยโฉมเปิดตัวครั้งแรกในช่วงต้นปี 2012 รูปร่างภายนอกกระทัดรัด แต่กลับมีหน้าตาลุคสปอร์ตกว่า Eco Car ค่ายอื่นๆ ขนาดตัวรถถ้าเทียบกับ Nissan March ที่เรานำมาจับคู่กันครั้งนี้ มีขนาดมิติตัวถังที่ใกล้เคียงกัน Mirage ยาวกว่าเล็กน้อย แต่ความกว้างกับระยะฐานล้อ (Wheelbase) เท่ากันเป๊ะ แต่ที่น่าแปลกใจคือ Mirage มีน้ำหนักตัวเบากว่า March ถึงเกือบ 100 กก. เอ๊ะ…ยังไง ตรงนี้ขอข้ามไปก่อน

กลับมาดูไฮไลท์ของเจ้า Mirage กันก่อนดีกว่า ภายในห้องโดยสารออกแบบเรียบง่าย เน้นการจัดวางอุปกรณ์ให้พื้นที่ห้องโดยสารมีความกว้างขวางนั่งสบาย ฟังก์ชั่นของเล่นไม่ได้มีอะไรมากมาย เอาว่าเพียงพอต่อการใช้งาน ไม่ได้โดดเด่นกว่า Eco Car คู่แข่งคันอื่นๆ ขุมพลังติดตัวมาเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาดความจุ 1.2 ลิตร พละกำลัง 78 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (รุ่นเริ่มต้นรุ่นเดียว) และเกียร์อัตโนมัติ CVT INVECS-II โดยวันที่เปิดตัว Eco Car คันแรกของ Mitsubishi ในประเทศไทย รุ่นเริ่มต้นมากับราคาเร้าใจสุดๆที่ 380,000 บาท ส่วนตัวท็อป 546,000 บาท

และเช่นเดียวกับ Nissan ที่หลังจากเปิดตัว March เพียงปีเดียวก็มี Almera ที่เป็น Eco Car 4 ประตูตามออกมา ทาง Mitsubishi ก็ใช้แนวทางเดียวกันคือหลังจากเปิดตัว Mirage ได้เพียงปีเดียว ก็เผยโฉม Attrage ที่เป็น Eco Car 4 ประตู ออกมาเช่นกัน โดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ อุปกรณ์ และระบบต่างๆ แบบเดียวกับ Mirage เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการรถเก๋ง 4 ประตูมีท้ายไว้เก็บสัมภาระมากขึ้น

ในขณะที่ Nissan March (K13) เปิดตัวครั้งแรกในปี 2010 หลังจากนั้นเพียง 3 ปี ก็ได้รับการ Minor Change ศัลยกรรมหน้าใหม่ เพิ่มเติมออปชั่น แต่สำหรับเจ้า Mirage ทาง Mitsubishi กับปล่อยให้ใช้หน้าตาเดิมๆ อยู่ถึง 7 ปี! แต่ในช่วงระหว่างนั้นก็ได้มีการปรับออปชั่นอุปกรณ์บ้างเป็นระยะ ซึ่งกว่าจะได้รับการศัลยกรรมหน้าตาก็ปาเข้าไปปี 2019 โดยใช้ชื่อ Mirage Dynamic Shield โดยยังคงใช้ขุมพลังและระบบเกียร์เดิม เพิ่มเติมที่เกียร์อัตโนมัติ CVT เป็นเวอร์ชั่นใหม่ขึ้น INVECS-III
แต่หน้าตาภายนอกปรับลุคใหม่ต่างจากเดิมไปเยอะ เปลี่ยนทั้งไฟหน้า ไฟตัดหมอก กระจังหน้า กันชนหน้า ล้อลายใหม่ ไฟท้ายใหม่ ภายในห้องโดยสารเพิ่มลูกเล่น เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ หน้าจอเครื่องเสียงใหม่ทันสมัยกว่าเดิม รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ยังได้รับการอัพเกรดระบบความปลอดภัยในทุกรุ่นย่อยทั้งระบบ ABS, EBD , BA เพิ่มระบบ ASC ช่วยควบคุมสเถียรภาพการทรงตัว ระบบ HSA ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และถุงลมนิรภัย ซึ่งถ้าดูจากราคาที่ถูกปรับขึ้นในทุกรุ่นย่อยที่ไม่เกิน 10,000 บาท สิ่งที่ได้เพิ่มเติมขึ้นมาโดยเฉพาะระบบความปลอดภัยก็ถือว่าคุ้มค่าเอามากๆ

รวมถึงช่วงท้ายโมเดลที่ช่วงนั้นทาง Mitsubishi ประเทศไทยกลับมาโปรโมท RALLIART อีกครั้ง Mirage ก็เป็นหนึ่งในรุ่นรถที่ถูกจับมาตกแต่งเป็นเวอร์ชั่น RALLIART ด้วย ซึ่งส่วนตัวผมชอบเจ้าคันนี้เอามากๆ จนในที่สุดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ทาง Mitsubishi ประเทศไทย ได้ประกาศยุติการผลิต Mitsubishi Mirage อย่างเป็นทางการ รวมระยะเวลาที่เจ้า Eco Car ตัวน้อยของค่ายอยู่ในตลาดประเทศไทยมาทั้งสิ้น 13 ปี เปลี่ยนหน้าไป 3 แบบ (ในขณะที่ Attrage ยังคงสู้ต่อ)

คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่า Eco Car ที่ขายมาเกิน 10 ปี ทั้งสองคันที่เราจับคู่มาครั้งนี้ ถ้าเอามาเทียบกันมันมีอะไรที่ได้เปรียบเสียเปรียบบ้าง เริ่มจากเรื่องรูปร่างหน้าตาภายนอก อันนี้ผมขอข้ามไปเลยเพราะเป็นความชอบส่วนบุคคล งั้นเราเข้ามาภายในห้องโดยสาร พูดได้ว่าทั้ง March และ Mirage มีภายในห้องโดยสารที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมืองเป็นหลัก เนื่องจากเป็นรถยนต์ขนาดเล็กจึงเน้นความกระทัดรัดในทุกๆ ชิ้นส่วน แต่ยังเน้นในเรื่องความสะดวกสบายและประโยชน์ใช้สอย ซึ่งในเรื่องความกว้างขวาง ส่วนตัวผมรู้สึกได้ว่า March มีห้องโดยสารที่โปร่งโล่งสบายกว่า ใช้กระจกบานใหญ่ ยิ่งทำให้ห้องโดยสารดูสว่างและกว้างไม่อึดอัด
ขณะที่ภายในของ Mirage ดูแคบกว่าเล็กน้อย แต่จะได้ในเรื่องของดีไซน์ที่ดูสปอร์ตกว่า โดยเฉพาะเบาะนั่งที่กระชับนั่งสบายกว่า เครื่องเสียงของทั้งสองคันพอๆ กัน ลูกเล่นการใช้งานแบบพอเพียง รุ่นท็อปได้หน้าจอสัมผัสทั้งคู่ เล่นได้ทั้ง FM/AM CD MP3 มีช่องเสียบ USB/AUX แต่พอมาถึง Mirage ตัว Minorchange จะล้ำกว่าตรงที่เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ได้ มาดูที่บริเวณเก็บสัมภาระด้านท้าย กลับกลายเป็นว่า Mirage มีเนื้อที่กว้างกว่า ซึ่งพอเอาตัวเลขมาดูจะแบบ เฮ้ย…จริงดิ เพราะปริมาตรความจุพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายของ March อยู่ที่ 251 ลิตร ในขณะที่ Mirage อยู่ที่ 487 ลิตร ซึ่งพอพิจารณาดูแล้วด้วยเหตุและผล ผมไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะถ้าดูจากพื้นที่โดยสารโดยเฉพาะช่วงเบาะนั่งแถว 2 March มีความกว้างมากกว่าและมีพื้นที่วางเท้าที่กว้างกว่า มันก็เลยกินพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายนั่นเอง อย่างไรก็ตาม พนักพิงเบาะนั่งแถวหลังของทั้งสองคันก็สามารถพับลงได้เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระท้ายรถ

มาถึงเรื่องเครื่องยนต์ แม้จะเป็นรถคนละค่าย เครื่องยนต์คนละตัว แต่พื้นฐานและสมรรถนะมีความใกล้เคียงกันมาก โดยทั้งคู่ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ เหมือนกัน March มีพละกำลังมากกว่า Mirage เพียง 1 แรงม้า (ไม่รู้สึกหรอก) ส่วนแรงบิดสูงสุดของ March มากกว่า Mirage อยู่ 6 นิวตันเมตรในรอบเครื่องยนต์ที่ต่างกันเพียงน้อยนิด ระบบส่งกำลัง ทั้งคู่ก็มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งก็เรียกชื่อต่างกันไปของแต่ละยี่ห้อ แต่จะบอกว่าสมรรถนะของเกียร์ CVT ของสองคันนี้มันก็ไม่ต่างกันหรอกครับ อุปทานคนขับคันไหนจะมากกว่าเท่านั้นเอง แต่หากมาดูตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่คนสมัยนี้ซีเรียสกันเหลือเกิน จะซื้อไปขับแข่งกันหรืออย่างไร? อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ของ Mirage เร็วกว่า March ทั้งสองระบบเกียร์ โดย Mirage เร็วกว่า March อยู่ที่ประมาณ 1 วินาทีกว่าๆ ถามว่าเยอะมั้ย สำหรับรถไซส์นี้ก็ถือว่าไม่น้อย คราวนี้มันเกิดจากอะไรก็ในเมื่อเครื่องยนต์ของ Mirage มีทั้งแรงม้าและแรงบิดที่ต่ำกว่า คำตอบง่ายๆก็คือ น้ำหนักรถเปล่าของ Mirage มันเบากว่า March ตั้งเกือบ 100 กก. ด้วยน้ำหนักโครงสร้างตัวถังของ Mirage ที่เบากว่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกเข้าไปกับขนาดความจุถังน้ำมันของ March ที่ใหญ่กว่า ( March 41 ลิตร , Mirage 35 ลิตร) ตรงนี้ก็พอจะบอกได้ว่า ถ้าเติมน้ำมันเต็มถังด้วยกันทั้งคู่ ขับในเส้นทางเดียวกัน ความเร็วเท่ากัน March ก็อาจจะขับได้ในระยะทางที่ไกลกว่า แต่หากมาดูว่าตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทางบริษัทของทั้งคู่เคลมไว้ตาม Eco Sticker ของ March อยู่ที่ประมาณ 20 กม./ลิตร ส่วนของ Mirage อยู่ที่ประมาณ 23.8 กม./ลิตร เอาจริงๆ ผมไม่เชื่อตัวเลขเหล่านั้นสักเท่าไหร่ เพราะใช้งานจริงไม่มีทางที่จะได้ตัวเลขนั้น ส่วนคันไหนจะประหยัดกว่าอันนี้ตอบยากเพราะผมเองก็ยังไม่เคยทดสอบเปรียบเทียบสองคันนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับคนขับด้วยล่ะครับว่าคุณมีนิสัยขับรถแบบไหน

มาถึงเรื่องระบบความปลอดภัย ถ้าเทียบรุ่นย่อยระดับกลางไปจนถึงรุ่นท็อปด้วยกัน ทั้งคู่ถือว่ามีระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่แทบจะเหมือนกัน ทั้งถุงลมนิรภัย ระบบ ABS ป้องกันล้อล็อค ระบบ EBD กระจายแรงเบรก ระบบ BA เสริมแรงเบรก แต่ถ้าพูดกันถึงระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่โดยไล่มาตั้งแต่เจนเนอเรชั่นแรกจนถึงสุดท้ายของทั้งคู่ที่เป็นรุ่นท็อปด้วยกัน Mirage มีความเหนือกว่าตรงที่ติดตั้งระบบต่างๆ มาให้ครบ เช่น ASC ช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบ TCL ป้องกันการลื่นไถล ระบบ HSA ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และอื่นๆ ในขณะที่ March ไม่มีระบบดังกล่าว ซึ่ง Nissan ดันเอาไปใส่ไว้ใน Nissan Note ที่เปิดตัวออกมาทีหลังและมีราคาที่สูงกว่าค่อนข้างมากทั้งๆที่เป็นรถที่อยู่ในพิกัดเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรเท่ากันกับ March
สุดท้ายแล้วทั้ง Nissan March และ Mitsubishi Mirage ต่างก็เป็นรถ Eco Car ไซส์กระทัดรัดที่น่าใช้ทั้งคู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ทั้งในเรื่องของรูปร่างหน้าตา ประโยชน์ใช้สอย หรือแม้กระทั่งแบรนด์ ว่าใครเป็นแฟนแบรนด์ไหน ถึงแม้ทุกวันนี้ทั้งคู่จะหยุดการผลิตและไม่มีรถใหม่ป้ายแดงอีกต่อไป แต่ผมจะบอกว่าหากคุณยังสนใจ ทั้ง March และ Mirage ในสถานะรถมือสองหรือ Used Car ก็ยังถือเป็นรถที่น่าใช้มากโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์น้อย เพราะในตลาดรถยนต์มือสองตอนนี้ March แล Mirage มีราคาอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทไปจนถึงประมาณสองแสนกลางๆ ขึ้นอยู่กับรุ่นปีที่ผลิต รุ่นย่อย สภาพภายนอกและภายใน ระยะทางที่ขับมาแล้ว แต่ที่แน่ๆ คือไม่ต้องกลัวเรื่องการดูแลรักษา เพราะทั้งคู่เป็น Eco Car จึงเป็นรถที่ไม่มีระบบอะไรที่ซับซ้อน อะไหล่เพียบ มีอะไหล่เทียบเคียงให้เลือกเยอะ อู่นอกซ่อมได้หมด ไม่จำเป็นต้องเข้าศูนย์บริการ และถ้าจะเอามาแต่งก็ได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะ March ที่ตอนนี้กระแส March Nismo กำลังได้รับความนิยม (March Nismo ก็ประกอบประเทศไทยแล้วส่งไปขายที่ญี่ปุ่นนะครับ ไม่ได้ประกอบที่นั่น) ได้หัวตัด March Nismo หรือ Nismo S สภาพดีๆ จากญี่ปุ่นเอามาสลับของใส่ทั้งภายนอก ภายใน เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์ธรรมดาอัตราทดตื๊ดๆ ช่วงล่าง ล้อ ฯลฯ ได้รถเล็กขับสนุกคันนึงเลย ซึ่งถ้าขี้เกียจทำเอง ก็มีรถที่ทำมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมเห็นปล่อยกันอยู่สามแสนกว่าบาท ก็ถือว่าคุ้มมาก ใช้ได้อีกยาวๆ แล้วเท่ห์ด้วย

แต่สำหรับคนที่ชอบ Mirage ก็ไม่ต้องน้อยใจ ถึงจะไม่มีตัวพิเศษออปชั่นนอก แต่ก็เอามาแต่งได้สวยและแรงไม่แพ้กัน ซึ่งถึงวันนี้แล้วก็ไม่รู้ว่าเราจะได้เห็นรถใหม่ป้ายแดงที่มาในลักษณะ Eco Car แบบนี้อีกหรือไม่ เพราะวันเวลาผ่านไปจนถึงวันนี้ กลุ่มรถราคาประหยัดเปลี่ยนไปเป็นรถ EV จากประเทศจีนกันหมดแล้ว ซึ่งก็ไปว่าอะไรเขาไม่ได้ เพราะในราคาที่พอๆกัน ถ้าเทียบกับ Eco Car ที่ผ่านมา รถ EV จีนมีทุกอย่างที่เหนือกว่าเกือบทั้งหมดทั้งความแรง เทคโนโลยี และความประหยัด ก็แล้วแต่คุณจะเลือกใช้แล้วล่ะครับ













