ปิดท้ายศักราชกับสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสการเมืองไทยที่ร้อนแรง กลับมีข่าวเรื่อง NETA (เนต้า) รถEV ราคาถูกจากจีน ที่เข้ามาทำตลาดในไทย ตั้งบริษัท -จ้างโรงงานผลิตใหญ่โต ปล่อยรถลงตลาดไปกว่า 2 หมื่นคัน วันนี้น้ำเข้าเรือจนล่มซะแล้ว ผู้บริหารคนจีนหนีตายแต่หอบเงินกลับบ้านกันไปเป็นกอบเป็นกำ ปล่อยให้ลูกค้าคนไทย คู่ค้า ดีลเลอร์ รวมถึงซัพพลายเออร์ รับชะตากรรม โดยรัฐบาลดูจะไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่

ทีมงาม CARZANOVA เร่งตรวจสอบเรื่องนี้ทันที พบว่า ปัจจุบัน NETA ประเทศไทยไม่มีคนทำงานในบริษัทแล้ว คนไทยสละเรือกันไปก่อนหน้านี้ ส่วนผู้บริหารคนจีนที่ต้องค่อยอยู่รับหน้าเสื่อ วันนี้ทยอยกลับบ้านกันหมด กลายเป็นบริษัทร้าง แต่มีการยืนยันว่า บริษัทยังไม่ได้ปิดกิจการหรือหยุดกิจการในเมืองไทยแบบถาวร

สถานการณ์ของ NETA หนักหนาสาหัสมาพักใหญ่ ตั้งแต่บริษัทแม่ในจีนยื่นล้มละลาย โดยแบรนด์ NETA ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัทแม่ Zhejiang Hozon New Energy ได้ยื่นคำร้องล้มละลายที่จีน ซึ่งส่งผลกระทบใหญ่ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย เพราะบริษัทแม่ต้องเผชิญภาระหนี้หลายหมื่นล้าน และยอดขายลดลงอย่างรวดเร็วจนแทบไม่มีตัวเลขในจีนของปี 2025 เลย เรียกว่า สภาพคล่องไม่เหลือหรอ ปัจจัยนี้ทำให้คู่ค้า ซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ในหลายประเทศรวมถึงไทยเกิดความไม่มั่นใจและบางส่วนยกเลิกความร่วมมือ

หนำซ้ำ NETA Thailand ยังต้องเผชิญกับยอดขายตกอย่างหนัก จากการแข่งขันในตลาดรถยนต์ EV ที่รุนแรง แบรนด์จีนหลายเจ้า (เช่น BYD, MG, GWM, Geely ฯลฯ) เลือกที่จะแข่งขันกันที่ราคาและเครือข่ายบริการอย่างเข้มข้น ส่งแรงกดดันให้แบรนด์เล็กๆ อย่าง NETA พอขายน้อยลง สภาพคล่องไม่มี บริการหลังการขายก็เสื่อมถอยลง อะไหล่ก็หาไม่ได้ ดีลเลอร์ก็ไม่กล้าให้บริการ เพราะรู้ดีว่า ถ้าเซอร์วิสโดยสำรองจ่ายไปก่อนถึงที่สุดบริษัทแม่ก็ไม่มีเงินจ่ายอยู่ดี กลายเป็นโดมิโน่จนในที่สุดก็ล้มไม่เป็นท่า


ในเชิงธุรกิจ การขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถดำเนินงานประจำวันได้ แต่บริษัทยังไม่ได้แจ้งเลิกกิจการตามกฎหมาย สถาณะยังเป็นนิติบุคคลบนกระดาษ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุไว้ชัดเจนว่าธุรกิจในไทย บริษัทที่ไปต่อไม่ไหว มีทางเลือกหลักๆ 4 แบบ ทางที่ 1 หยุดดำเนินกิจการชั่วคราว ปิดออฟฟิศ หยุดขาย แต่ต้องแจ้งสรรพากรยื่นงบการเงินตามกฎหมาย พวกนี้รอดูสถานการณ์ หวังหานักลงทุนหน้าใหม่

ทางที่ 2 ประกาศชัดเจนว่าเลิกกิจการ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ถูกต้องและถูกระเบียบที่สุด ผู้ถือหุ้นมีมติ “เลิกบริษัท” แต่งตั้ง ผู้ชำระบัญชี ประกาศเลิกกิจการในราชกิจจาฯ และหนังสือพิมพ์ เร่งเคลียร์เงินเดือนพร้อมค่าชดเชยพนักงาน จ่ายภาษี จ่ายหนี้คู่ค้า ปิดงบสุดท้าย จดทะเบียนสิ้นสภาพ แต่วิธีนี้ต้องใช้ เงินสดเยอะ บริษัทที่หมดตักมักไม่เลือกทางนี้

ทางที่ 3 ล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ พวกนี้มีหนี้สินมาก ไม่มีเงินจ่ายหนี้ เจ้าหนี้ก็ต้องไปยื่นศาล เพื่อให้แต่งตั้งผู้ทำแผน หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทรัพย์สินส่วนทั้งหมดจะถูกแช่แข็ง หลังจากนั้นก็มาจัดลำดับการจ่ายหนี้ ใครจะได้ส่วนไหนบ้าง

ทางที่ 4 ปล่อยร้างไปเลย เอาแบบผิดกฎหมายกันเต็มๆ เช่น ไม่เลิก, ไม่ยื่นงบ, ไม่มีผู้บริหาร, ไม่มีพนักงาน, ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ต้องฟ้องเอาเอง เท่าที่ดูแนวโน้ม NETA น่าจะเข้าข้อนี้

แต่เคสของ NETA ไม่ใช่ธุรกิจที่ซื้อมาขายไปธรรมดา ยังเข้าร่วมโครงการสนับสนุน EV3.0 ของรัฐบาลไทย ซึ่งมีเงื่อนไขรับเงินอุดหนุน ได้สิทธิพิเศษด้านภาษี มีเงื่อนไขนำเข้ามาขายได้ก่อน แล้วผลิตชดเชยภายหลัง ซึ่งถึงวันนี้ แน่นอนว่า NETA ไม่สามารถทำตามเกณฑ์ของรัฐบาลไทยได้ เสียงสะท้อนที่ตามมา คือประเทศไทย “เสียหาย” มากน้อยแค่ไหนกับเคสนี้ และที่ยังติดค้างในใจคนไทยทุกคน คือ ทำไมทั้ง บีโอไอ สรรพสามิต และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ถึงได้เสียเสียค่าโง่ไม่รู้จบสักที

หลายคนอยากรู้รัฐบาลไทยเสียค่าโง่ไปเท่าไหร่ ตัวเลขที่ระบุคือ NETA ขายรถEV ไปแล้วราวๆ 2 หมื่นคัน ได้รับเงินอุดหนุนคันละ 1.5 แสนบาท คิดเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท ดังนั้นกรณีนี้รัฐควรทำอย่างไร สิ่งแรกต้องดำเนินกระบวนการตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาก NETA จดทะเบียนในไทยและ ไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพัน ผู้ซื้อก็ต้องได้รับชดเชยส่วนที่ทำผิดสัญญา คู่ค้าต้องได้การชำระหนี้

ขณะที่ สรรพสามิตและกระทรวงการคลังสามารถบังคับใช้เงื่อนไขมาตรการ EV 3.0 ซึ่งไม่ปฏิบัติตาม เช่น เรียกคืนเงิน คืนภาษีที่ได้รับ พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับสูงสุด แต่ที่ผ่านมา เรามักได้ยินว่า รัฐบาลไทยไม่ค่อยสรุปบทเรียน โดยเฉพาะความผิดพลาดจากนโยบายอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เช่นเคยเสียท่ากับโครงการรถคันแรกมาแล้ว บทเรียนนี้คล้ายๆ กันมาก

มีคำถามมากมายก่อนหน้านี้ว่า ค่ายรถที่ผิดเงื่อนไข “เสียค่าปรับไหม?” กลับไม่มีรายงานสาธารณะที่ชัดเจนว่า รัฐฯ เรียกค่าปรับเป็นตัวเงินจำนวนเท่าไรจากค่ายรถใดบ้าง เคสของ NETA ที่ทำผิดเงื่อนไขอาจรุกรามไปกระทบต่อมาตรการ EV3.5 และอนาคตของตลาด EV ไทย สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ไม่ใช่คาดหวังแต่ปริมาณ ต้องตรวจคุณสมบัติบริษัทเข้าร่วมให้เข้มขึ้น อย่างแรกต้องพิจารณาฐานะการเงินที่แข็งแรง และถ้าเมื่อใดมีข่าว หรือแนวโน้มจะทำให้รัฐบาลเสียหาย ต้องระงับสิทธิทันที ไม่ใช่รอให้ล้มก่อนแล้วค่อยจัดการ

คำถามที่ว่าทำไมรัฐบาลไทยไม่สรุปบทเรียนจริงจังเสียที คำตอบอาจจะเป็น รัฐบาลเขาเรียนรู้แต่ไม่เคยสรุปบทเรียนให้ประชาชนเห็นมากกว่า…ก็เท่านั้นเอง!!














