ในสภาวะที่อุตสาหกรรมยานยนต์เผชิญกับการ Disruption จากค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีน Mitsubishi Motors ได้สร้างหมุดหมายสำคัญด้วยการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค EV ผ่านกลยุทธ์ “Asset-Light Strategy”

โดยถือเป็นค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรายแรกที่เลือกใช้โมเดลการจ้างผลิต เต็มรูปแบบจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพรายจ่ายและการลงทุน เพื่อลดภาระในการวิจัยและพัฒนา (R&D) โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล
กลยุทธ์นี้ช่วยให้ Mitsubishi สามารถเพิ่มความเร็วในการส่งผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ทันท่วงที โดยใช้ความคล่องตัว เป็นอาวุธหลักในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและปกป้องส่วนแบ่งการตลาดจากผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุน

โดย Mitsubishi พร้อมจะเปิดตัวรถEV รุ่นใหม่ ASX VR-e ในประเทศออสเตรเลียช่วงปลายปี 2026 เป็นการนำพื้นฐานของ Foxtron Bria จากไต้หวันมาพัฒนาต่อยอด โดยชื่อรุ่น VR-e นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรหัสความแรงในตำนานอย่าง VR-4
โดยคาดว่าจะใช้ระบบขับเคลื่อนสองรูปแบบคือ มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง และ มอเตอร์คู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 401 แรงม้า นอกจากนี้ตัวรถยังมีคุณสมบัติโดดเด่นด้านเทคโนโลยี เช่น หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ และระบบ ชาร์จเร็ว DC ที่สามารถประจุไฟได้ 80% ภายในเวลาเพียง 30 นาที
การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในการกลับเข้าสู่กระแส EV โลกหลังจากที่ห่างหายไปนานนับสิบปี

ความร่วมมือในโครงการ ASX VR-e สะท้อนถึงการทลายกำแพงการพึ่งพาซัพพลายเชนภายในกลุ่มแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ไปสู่การบูรณาการในแนวราบเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน โดยมีการแบ่งบทบาทเชิงยุทธศาสตร์
ใช้ Foxtron Vehicle Technologies (บริษัทในเครือ Foxconn) พัฒนาโครงสร้างหลักและสถาปัตยกรรมแบบ Open Platform ในชื่อ “Model B” (หรือ Bria ในชื่อเรียกทางการค้าท้องถิ่น) ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของตัวรถ
Yulon Motor (ไต้หวัน) พันธมิตรร่วมทุนที่ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตและประกอบรถยนต์สำเร็จรูปทั้งคัน เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนแรงงานและโลจิสติกส์ Pininfarina สตูดิโอออกแบบระดับโลกจากอิตาลี เป็นผู้รังสรรค์โครงสร้างงานดีไซน์ต้นแบบที่เน้นอากาศพลศาสตร์ระดับสูง

หัวใจสำคัญคือการนำ “DNA” ของแบรนด์มาปรับแต่งบนแพลตฟอร์มสำเร็จรูป ซึ่งครอบคลุมถึง การปรับจูนระบบช่วงล่างและการตอบสนองของพวงมาลัยให้เป็นไปตามมาตรฐานการขับขี่ของ Mitsubishi
การปรับปรุงเอกลักษณ์ภายนอก เช่น ชุดโคมไฟหน้าและโลโก้ รวมถึงการปรับโทนการตกแต่งภายในและ User Interface ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์
สำหรับสเปกของ ASX VR-e ความยาว 4,315 มม. กว้าง 1,885 มม. และสูง 1,535 มม.
ระยะฐานล้อ 2,800 มม.
ทุกรุ่นย่อยใช้แบตเตอรี่ชนิด Lithium Iron Phosphate ( LFP ) ความจุ 57.7 kWh Single Motor RWD: 229 แรงม้า / แรงบิด 350 นิวตันเมตร | 0-100 กม./ชม. ใน 6.8 วินาที | ระยะทาง 516 กม. (NEDC)
Dual Motor AWD: 401 แรงม้า / แรงบิด 700 นิวตันเมตร | 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที | ระยะทาง 466 กม. (NEDC)
รองรับ DC Fast Charging สูงสุด 134 kW (10-80% ภายใน 30 นาที)
หน้าจอสัมผัส Infotainment ขนาด 15.6 นิ้ว และมาตรวัดดิจิทัลขนาด 9.2 นิ้ว เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบเป่าลม (Ventilated Seats) และแท่นชาร์จไร้สาย ฝาท้ายเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า

Mitsubishi วางแผนรุกตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในฐานะตลาดนำร่อง ประกอบด้วย 4 ระดับ คือ LS, Aspire, Exceed และ GSR (โดย GSR วางตัวเป็นรุ่น High-Performance สมรรถนะสูงสุด)
ราคาคาดการณ์อยู่ในช่วง 40,000 – 50,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 920,000 – 1,150,000 บาท เพื่อท้าชนกับกลุ่ม Mass-EV โดยตรง ตั้งเป้าหมายยอดจำหน่าย 1,500 คัน ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2026 โดยจะมีกำหนดการส่งมอบอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 4 ปี 2026
การเปิดตัว ASX VR-e คือการกลับมาทวงศักดิ์ศรีของผู้บุกเบิกหลังจากที่ Mitsubishi เคยเป็นเจ้าแรกที่นำเสนอ i-MiEV (2010-2012) ในตลาดโลก แต่ว่างเว้นการพัฒนา BEV ไปนานจนเสียเปรียบให้แก่แบรนด์อย่าง BYD Atto 3 และ MG4

แม้แบรนด์จีนจะได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิต แต่ Mitsubishi มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือแบรนด์ และเครือข่ายศูนย์บริการที่แข็งแกร่งในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Foxconn หรือแบรนด์จีนรายใหม่ยังไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น
ความร่วมมือนี้จึงเป็นรูปแบบ Win-Win ที่ Foxconn ได้ใช้ช่องทางการจำหน่ายที่มั่นคง และ Mitsubishi ได้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในราคาที่แข่งขันได้
โครงการ Mitsubishi ASX VR-e ไม่ใช่เพียงรถยนต์รุ่นใหม่หนึ่งรุ่น แต่คือการพิสูจน์ความสำเร็จของโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่สำหรับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น
ข้อมูลขณะนี้ยืนยันว่า ยังไม่มีแผนการทำตลาดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ความสำเร็จของโมเดลนี้อาจส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ในอาเซียน โดยเฉพาะการใช้ฐานการผลิตที่ใกล้เคียง เช่น ความร่วมมือระหว่าง Foxconn และ Indika Energy ในอินโดนีเซีย
ซึ่งอาจกลายเป็นทางเลือกในการนำเข้า EVs มายังไทยในอนาคต แทนที่จะรอการพัฒนาจากฝั่งญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวความสำเร็จของ ASX VR-e ในฐานะ ผู้บุกเบิกกลยุทธ์ความร่วมมือจะเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนของ Mitsubishi Motors ในการรักษาตำแหน่งทางการแข่งขันบนเวทีโลกต่อไปอย่างมั่นคงเครดิตภาพ : https://www.drive.com.au














