ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าบ้านเราเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากมังกรจีนจะปะทะกับซามูไรญี่ปุ่นแล้ว จังหวะนี้ยังมีอีกมหาอำนาจยานยนต์แห่งเอเชียที่กำลังปะทะกันแบบมันหยดติ๋ง นั่นก็คืออีวีจากแดนกิมจินั่นเอง ซึ่งถ้าเทียบกันระหว่างอีวีญี่ปุ่นกับอีวีเกาหลี ที่เปิดตัวล่าสุด คงต้องจับมาวัดพลังกันซะหน่อยสำหรับ Mazda CX-6e ปะทะ Hyundai IONIQ 5 N ซึ่งฝั่งเกาหลีได้เปรียบเล็กน้อยที่ประกอบในประเทศไทย


ฝั่งญี่ปุ่น Mazda CX-6e เอสยูวีไฟฟ้าที่พัฒนาร่วมกับ Changan เพิ่งเปิดตัวเปิดราคาไปเมื่อเร็วๆ นี้ ส่วนฝั่งเกาหลีใต้ Hyundai IONIQ 5 N Line รถยนต์ EV ทรงแฮตช์แบ็กสปอร์ตอเนกประสงค์รุ่นประกอบในไทยที่พกพาชุดแต่ง และความเป็น DNA สายพันธุ์รถแข่งมาเต็มสูบ ส่วนใครจะมีจุดเด่นและตอบโจทย์แฟนๆ ชาวไทยมากน้อยแค่ไหน CARZANOVA พาไปหาคำตอบ
๐๐๐ แพลตฟอร์มและเทคโนโลยี

Mazda CX-6e ถูกสร้างบนแพลตฟอร์ม Changan EPA1 Architecture ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมไฟฟ้าระดับ 400V ที่ด้อยกว่า Hyundai IONIQ 5 N Line ที่พัฒนาไปใช้สถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูงระดับ 800V ทำให้ฮุนไดได้เปรียบอย่างเด่นชัดในเรื่องการรองรับการชาร์จไฟระดับ Ultra-Fast Charging และการจัดสรรน้ำหนักแบตเตอรี่ ส่งผลให้การบริหารจัดการระบบไฟฟ้าเหนือกว่าเห็นๆ โดย Hyundai IONIQ 5 N Line วางอยู่บนแพลตฟอร์ม E-GMP (Electric-Global Modular Platform)
๐๐๐ มอเตอร์ แบตเตอรี่ และระยะทางวิ่ง
Hyundai IONIQ 5 N Line ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังเช่นกัน ให้พละกำลัง 225-228 แรงม้า แต่มีแรงบิดสูงถึง 350 นิวตันเมตร จับคู่กับแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุใหญ่กว่าที่ 84 kWh ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 591 กิโลเมตร (NEDC) ด้วยระบบ 800V ทำให้รองรับการชาร์จ DC Fast Charge สูงสุดถึง 350 kW ชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาทีเท่านั้น

ทางด้าน Mazda CX-6e มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร พ่วงด้วยแบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP) ความจุ 77.9 kWh ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 555 กิโลเมตร (NEDC) รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 195 kW (ชาร์จ 10-80% ในเวลาประมาณ 24 นาที)
๐๐๐ ดีไซน์ภายนอกและภายใน
Mazda CX-6e เน้นเส้นสายตัวรถมีความพลิ้วไหวดูพรีเมียม เสริมความล้ำยุคด้วยกระจังหน้า 3D Signature Wing ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ในรุ่นเริ่มต้น และ 21 นิ้ว ในรุ่นท็อป รวมถึงตัวเลือกล้อและกระจกมองข้างแบบดิจิทัล ในรุ่นท็อป ภายในเน้นความสงบและหรูหรา ตกแต่งด้วยหนังพรีเมียมเฉดสีทูโทน โดดเด่นด้วยหน้าจอไวด์สกรีนขนาดใหญ่ถึง 26.45 นิ้ว และระบบสั่งการด้วยท่าทาง

ส่วน Hyundai IONIQ 5 N Line นำเสนอความสปอร์ตที่ชัดเจนด้วยไฟหน้า-ไฟท้าย Parametric Pixel เสริมชุดแต่งรอบคัน N Line Exclusive Design ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารให้อารมณ์รถแข่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ปั๊มโลโก้ N พวงมาลัยทรงสปอร์ตเดินด้ายสีแดง และมีเบาะนั่งคู่หน้าปรับเอนนอนแบบ Zero Gravity เพิ่มความสบาย

๐๐๐ สมรรถนะ และระบบช่วยเหลือการขับขี่
Hyundai IONIQ 5 N Line แม้ตัวเลขแรงม้าจะน้อยกว่า แต่แรงบิดเหนือกว่า จึงทำให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้เร็วกว่าอยู่ที่ 7.5 วินาที ส่วนช่วงล่างใช้โช้กอัพพร้อมระบบ Damping Control System แบบ High Performance เซ็ตติ้งเน้นความเฟิร์มกระชับ ขับสนุก เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจสมชื่อ N Line

ส่วน Mazda CX-6e ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ที่ 7.9 วินาที ช่วงล่างไม่ไว้ใช้ Changan จึงจับเอามาปรับจูนใหม่ ซึ่งสื่อต่างประเทศบอกว่าจะให้ความคม นุ่มนวล และแม่นยำ พื้นฐานเดิมอย่าง Changan S07 ด้านระบบช่วยเหลือการขับขี่ มาสด้าจัดเต็มด้วยระบบ ADAS Semi-Autonomous Level 2 เช่น กล้อง 360 องศาแบบ See-Through View, Mazda Radar Cruise Control พร้อม Stop & Go และระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน

ส่วนฮุนไดมาพร้อม Hyundai SmartSense 17 ระบบ ที่มีจุดเด่นคือระบบแสดงภาพมุมอับสายตาบนหน้าจอ และระบบเตือนเบรกอัตโนมัติขณะถอยจอด ซึ่งทำงานได้อย่างมีแม่นยำ
๐๐๐ ออปชั่น และความสะดวกสบาย
มาสด้าชูนวัตกรรมความบันเทิงด้วยจอสัมผัสขนาดใหญ่ 26.45 นิ้ว หน้าจอแสดงผล Active Driving Display แบบ AR ขนาดใหญ่ถึง 50 นิ้ว ลำโพงรอบทิศทาง 23 ตำแหน่งรวมลำโพงฝังหมอนรองศีรษะ และระบบจ่ายไฟนอกสถานที่ V2L 3.5 kWh


ขณะที่ฮุนไดโดดเด่นด้วยจอคู่ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบเครื่องเสียง BOSE Premium Sound ลำโพง 8 ตำแหน่ง ระบบ Hyundai Bluelink สั่งการผ่านสมาร์ตโฟน และระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.6 kWh

๐๐๐ ราคา บริการหลังการขาย และราคาขายต่อ
Hyundai IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบในประเทศ (CKD) เปิดราคาปกติที่ 1,699,000 บาท แต่จัดราคาโปรโมชั่นเปิดตัวสุดช็อกเพียง 1,399,000 บาท มาพร้อมการรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

ด้าน Mazda CX-6e: เปิดตัวนำเข้า (CBU) ด้วยรุ่น Premium ราคา 1,259,000 บาท และรุ่น Premium Sports ราคา 1,299,000 บาท พร้อมการรับประกันตัวรถนาน 8 ปี และประกันแบตเตอรี่ 8 ปี รวมถึงเครือข่ายศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศที่ครอบคลุม

ในแง่ราคาขายต่อ รถยนต์ EV ทั้ง 2 แบรนด์ยังมีแนวโน้มเสื่อมราคาตามกลไกตลาดแบตเตอรี่ แต่ Hyundai ได้เปรียบเล็กน้
อยจากการเป็นรุ่นประกอบไทย (CKD) ทำให้ความมั่นใจเรื่องการสำรองอะไหล่ระยะยาวที่ดีกว่า ส่วน Mazda CX-6e นำเข้าจากจีน อาจต้องรอดูการบริหารจัดการสต็อกอะไหล่ชิ้นส่วนภายนอกพอสมควร

ถ้าจะให้ฟันธง ถ้ามองหารถ EV SUV สไตล์ที่ดูหรูหรา ออปชั่นภายในล้ำยุคด้วยจอขนาดใหญ่ยักษ์ ก็มองมาทาง Mazda CX-6e แต่ถ้าเป็นสายชอบรถขับสนุก แรงดึงแบบหลังติดเบาะ ฟิลลิ่งช่วงล่างแน่นสไตล์สปอร์ต ดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร และที่สำคัญได้เทคโนโลยีชาร์จเร็วระดับ 800V Hyundai IONIQ 5 N Line ดูจะเข้าตากว่า โดยเฉพาะราคาโปรโมชั่น 1.399 ล้านบาท น่าสนใจอยู่พอสมควร















