Prime E Truck จับมือ DeepWay เป็นผู้จัดจำหน่าย รถหัวลากไฟฟ้าอัจฉริยะ DeepWay แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย พร้อมลงนามความร่วมมือพลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยจากระบบดีเซลสู่ระบบพลังงานไฟฟ้า เปิดตัว DeepWay Star 6×4 ชู EV ระยะวิ่ง 440 กิโลเมตร (Full Load) พร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ CATL เป็นกลไกหลักลดต้นทุน–คาร์บอน เจาะตลาดขนส่งอาเซียน

DeepWay Star 6 x 4 เป็นรุ่นเรือธงที่ถูกพัฒนาเพื่อตอบโจทย์งานขนส่งตู้คอนเทนเนอร์หรือสินค้าที่วิ่งระยะไกลโดยไม่ต้องเสียเวลาชาร์จบ่อยครั้งระหว่างขนส่ง โดยมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่

- แบตเตอรี่ขนาด 600 kWh จาก CATL
- ระยะวิ่งมากกว่า 440 กม./ชาร์จ (บรรทุกเต็ม)
- Battery Warranty 6 ปี หรือ 1,200,000 กิโลเมตร
- ระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะ ประหยัดพลังงานเฉลี่ย ~1.3 kWh/กม.
- โครงสร้างความปลอดภัยระดับสูง พร้อมระบบขับขี่อัฉริยะ ระดับ 2 (L2)
นอกจากนี้ ตัวรถยังมาพร้อมระบบจัดการความร้อนอัจฉริยะ 360 องศา ที่ผ่านการทดสอบความทนทานในสภาพอากาศร้อนจัดแบบทะเลทราย มั่นใจว่าทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของไทยได้

โดยได้ทำการทดสอบเส้นทางและสมรรถนะของรถหัวลากไฟฟ้าอัจฉริยะ DeepWay Star 6×4 ในไทยพบว่าได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ทำอัตราสิ้นเปลืองได้ต่ำถึง 1.3 กิโลวัตต์ ต่อกิโลเมตร หรือ เพียง 3.4 บาท/KWh เท่านั้นแอง (คิดจาก On Peak 4.2 / Off Peak 2.6)

ส่วนกลยุทธ์การตลาดจะเน้นที่ Fleet ขนาดกลาง–ใหญ่, อุตสาหกรรมอาหาร, อีคอมเมิร์ซ และ Supply Chain ที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานและ Carbon Footprint และบริการหลังการขายครบวงจร ทั้งการติดตั้งสถานีชาร์จในพื้นที่ (Depot Charging) การซ่อมบำรุง และการฝึกอบรมพนักงานขับรถ

พร้อมเปิดรับจอง DeepWay Star 6×4 แล้ววันนี้ พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้ากลุ่มองค์กร ประกาศราคาจำหน่าย 6,550,000 บาท และมีส่วนลดพิเศษคันละ 300,000 บาท สำหรับลูกค้า 100 รายแรก

ในระยะเริ่มต้น บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถทำยอดขายในปีแรก 100 คัน โดยจะมีดีลเลอร์ กระจายทั่วประเทศ 20 แห่ง พร้อมศูนย์บริการ โดย Prime E Truck ได้ลงทุนสร้างศูนย์เทคนิคและคลังอะไหล่ขนาดใหญ่ ณ สำนักงานใหญ่ย่านเทพารักษ์

นอกจากนี้ Prime E Truck ยังได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับ DeepWay ในการร่วมวิจัยและศึกษาเทคโนโลยีการแปลงรถหัวลากสันดาปภายในเดิมของลูกค้า ที่มีอยู่จำนวนมากในไทย มาเป็นรถหัวลากไฟฟ้า โดยใช้เทคโนโลยีและชิ้นส่วนสำคัญของ DeepWay การศึกษานี้คาดว่าจะใช้เวลา 6-12 เดือน โดยจะศึกษาแบบครบวงจรตั้งแต่การดัดแปลงตัวรถ ระบบขับเคลื่อน (E-Axle) ระบบแบตเตอร์รี่ ไปจนถึงการเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ในรูปแบบ Swap เพื่อสร้างความมั่นใจและตอบโจทย์กับตลาดเรื่องระบบการชาร์จแบตเตอร์รี่ที่รวดเร็วขึ้น














