คนไทยจำนวนไม่น้อยที่เคยมีประสบการณ์กับเครื่องยนต์สันดาปภายในล้วนๆ ใช้งานแล้วรู้สึกว่าไม่ประหยัด ตัดสินใจกระโจนไปรถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งตอบโจทย์ลดค่าใช้จ่ายได้มากก็จริง แต่ยังเจอข้อจำกัดด้านความสะดวกสบายในการชาร์จ ถึงกับออกปากว่ารถคันต่อไปที่จะเป็นเจ้าของต้อง “ไฮบริด” เท่านั้น

ความชัดเจนของประเด็นนี้ ทำให้ค่ายรถยนต์ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดให้สามารถก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยเชอรี่กรุ๊ปประกาศบุกตลาดเมืองไทยอย่างเต็มตัว เปิดตัว JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) ระบบที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ทันสมัยและประหยัดพลังงาน โดยพาไปพิสูจน์ว่าประหยัดน้ำมันขนาดไหน?? กับเส้นทาง กทม. – เขาใหญ่ ระยะทางกว่า 200 กม.

จุดเริ่มการทดสอบเราเติมน้ำมันเต็มถังและพลังงานแบตเตอรี่ที่ 25% วิ่งกันตามถนนปกติที่ต้องเผชิญกับปัญหาจราจร โดยใช้โหมดไฮบริดในการเดินทาง ซึ่งรูปแบบการขับต้องบอกว่าเราค่อนข้างเน้นทำตัวเลขการประหยัด โดยพยายามใช้คันเร่งเนียนๆ ไม่กดคันเร่งแรง เพื่ออยากลองดูว่าเจ้า JAECOO 7 SHS จะสามารถทำอัตราประหยัดได้เท่าไหร่

โดยระหว่างการทดสอบ เพื่อเป็นการแก้ง่วงเราก็ได้สำรวจภายในห้องโดยสารกันหน่อยว่าเป็นอย่างไร ซึ่ง JAECOO 7 ให้ความสำคัญกับการพื้นที่ภายในที่กว้างขวางทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกสะดวกสบาย แม้ในระหว่างการเดินทางไกล ที่นั่งถูกออกแบบเพื่อให้รองรับสรีระของผู้โดยสารได้อย่างดี ทั้งการปรับเอนพนักพิงและที่นั่งที่สามารถปรับความสูงได้เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด

การเลือกใช้วัสดุถือว่าเกรดใช้ได้ หนังแท้ และวัสดุสังเคราะห์คุณภาพดี รวมถึงการใช้ไม้ หรือโลหะเพื่อเพิ่มความหรูหรา และความทันสมัยให้กับห้องโดยสาร พื้นผิวที่สัมผัสจะให้ความรู้สึกหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นแผงประตูหรือคอนโซลกลางที่มีการตกแต่งด้วยวัสดุที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม ซึ่งเค้าบอกว่าด้วยโรงงานผลิตที่จีน เค้าเป็นโรงงานที่ผลิตรถให้ Range Rover เลยได้แนวคิดมาจากตรงนั้น JAECOO 7 เลยได้อานิสงค์มาด้วย


ด้านจอแสดงผลของ JAECOO 7 SHS มีขนาดใหญ่และตอบสนองได้ดี ใช้งานง่ายและทันสมัย โดยการควบคุมผ่านจอสัมผัสและปุ่มฟังก์ชันที่ตอบสนองได้รวดเร็ว ระบบเสียงถือว่าใช้ได้ ช่วยให้การฟังเพลงมีอรรถรสมากขึ้น ส่วนการเชื่อมต่อรองรับ Bluetooth, Apple CarPlay, Android Auto และระบบนำทางที่มีการอัพเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ Dual-zone Climate Control ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารปรับอุณหภูมิได้ตามความต้องการของแต่ละคน Ambient Lighting ปรับสีได้ตามอารมณ์และเวลาที่ขับขี่ ทำให้บรรยากาศภายในรถมีความเป็นส่วนตัวและมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

คอนโซลกลางได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัย โดยมีการใช้วัสดุที่เหมาะสมทั้งในการควบคุมและการตกแต่ง สร้างความสวยงามและประโยชน์ใช้งาน ปุ่มควบคุมต่างๆ ภายในรถออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ใช้งานสะดวก และมีการออกแบบให้ดูสวยงามทั้งในแง่ของการใช้งานและรูปลักษณ์

เราสำรวจห้องโดยสารซะนาน จนเราเดินทางมาถึงจุดพักจุดแรก เพื่อดูตัวเลขว่าเราทำอัตราการบริโภคน้ำมัน ภายใต้เงื่อนไขที่แจ้งไปข้างต้น ซึ่งตัวเลขที่ทำได้ถือว่าน่าสนใจดีทีเดียว โดยคันผมทำได้ 28.8 กม./ลิตร แต่ก็อย่างที่บอกว่าเราขับแบบไม่ใช่ขับกันธรรมดามีการปั้นตัวเลขจากการเน้นการกดคันเร่งเนียนๆ ซึ่งผลที่ได้ก็ถือว่าน่าพอใจ

เข้าช่วงที่สอง คราวนี้เป็นการขับโดยใช้น้ำมันล้วนๆ เพราะไฟฟ้าเกลี้ยงหมดแล้ว จะได้ลองว่าเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร TDGI เทอร์โบ เจเนอเรชั่นที่ 5 กับเกียร์ DHT ที่ไม่มีไฟฟ้ามาช่วยนั้นจะทำตัวเลขการบริโภคน้ำมันได้ขนาดไหน ซึ่งคราวนี้รู้เรื่องเลยครับ เพราะตัวเครื่องยนต์เปล่าๆ ที่มากับพละกำลัง 143 แรงม้า เอาจริงๆ ยุคนี้ เครื่องยนต์แค่นี้ ไม่เพียงพอหรอกครับ แต่ด้วยการขับครั้งนี้ เราต้องการรู้อัตราการกินน้ำมันของเครื่องยนต์สันดาปล้วน แบบขับเอาตัวเลข มันก็เลยไม่รู้สึกว่าอืดอาดอะไร โดยช่วงนี้ ก็จะวิ่งเส้นทางจากวังน้อย เข้าสู่เขาใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นเขาในบางช่วง

ซึ่งอัตราการกินน้ำมันล้วนๆ ก็ถือว่าใช้ได้กับตัวเลข 20 กม./ลิตร แต่ย้ำนะครับ ว่าขับแบบเน้นตัวเลข ส่วนใครที่อยากรู้ว่าขับจริงๆ ในชีวิตประจำวันจะอยู่ที่เท่าไหร่ อดใตรออีกนิดครับ เพราะช่วงขากลับ ผมจะหวดกลับ กทม. แบบใช้งานจริงๆ แต่ช่วงนี้ เรามาดูเรื่องสมรรถนะการขับขี่กันก่อน เพราะเขาพาเรามาที่สนามแข่ง 8-Speed เขาใหญ่ ซึ่งจะใช้เป็นจุดทดสอบอัตราเร่ง ระบบบังคับเลี้ยว และการควบคุมรถ ซึ่ง JAECOO 7 SHS แสดงให้เห็นถึงอัตราเร่งที่ตอบสนองฉับไว เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ เกาะถนนดีเยี่ยม แต่อาจจะติดนิดนึงตรงการเก็บเสียงจากพื้นถนนขึ้นมาห้องโดยสาร ที่ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

นอกจากนั้นเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นรถยนต์ Plug-in Hybrid ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขับขี่บนเส้นทางลาดชันขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ด้วยโหมด EV ตลอดเส้นทางกว่า 80 กิโลเมตร ผลลัพธ์ที่ได้คือการขับขี่ที่ราบรื่น มั่นใจ และทรงพลัง แม้ในสภาพภูมิประเทศที่ท้าทาย ตอบโจทย์การขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อีกอย่างที่หลายคนกังวล คือ ระหว่างใช้รถจะมีค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน ยิ่งเป็นรถที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทางผู้บริหาร ทำข้อมูลเปรียบเทียบกับรถ Plug-in Hybrid นวัตกรรมเดิม เป็นเวลา 5 ปี ได้สถิติดังนี้
ค่าบำรุงรักษารถยนต์ JAECOO 7 SHS | ค่าบำรุงรักษา รถ Plug-in Hybrid นวัตกรรมเดิม | ค่าบำรุงรักษา รถ Hybrid | ค่าบำรุงรักษา รถสันดาป |
เฉลี่ย 27,051 บาท ต่อ 5 ปี | เฉลี่ย 39,837 บาท ต่อ 5 ปี | เฉลี่ย 40,631 บาท ต่อ 5 ปี | เฉลี่ย 39,071 บาท ต่อ 5 ปี |
ปิดท้ายด้วยเส้นทางกลับ กทม. ซึ่งผมจะขับแบบใช้งานจริง และก็เปิดโหมด Hybrid ปกติ กับไฟที่เหลืออยู่ไม่ถึง 50% ซึ่งระยะทางประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร อัตราการประหยัดทำได้ที่ประมาณ 18 กม./ลิตร ตัวเลขประมาณนี้ต้องถามว่าคุณพอใจไหม

โดยสรุป JAECOO 7 Super Hybrid System ใช้เครื่องยนต์ 1.5 TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5 และระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT ที่ทำให้การทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ

การออกแบบต้องบอกว่า คลาสสิก สะท้อนความเป็นรถระดับพรีเมียม กระจังหน้าถูกออกแบบมาให้โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดพรีเมียม พร้อมไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light (DRL) ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ชัดเจนในทุกสภาพอากาศ ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว สวย หล่อ เท่ เลยทีเดียว

ด้านความปลอดภัย JAECOO 7 SHS มาพร้อมระบบความปลอดภัยชั้นเลิศ เช่นการขับขี่บนถนนเปียก ที่สามารถยึดเกาะถนนได้ดี ไม่ลื่นไถล การขับแบบสลาลมไม่ว่าจะเข้าโค้งไวแค่ไหน ก็ขับสนุกและมั่นใจ และระบบเบรคที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แม้เหยียบเบรคอย่างรวดเร็ว รถก็หยุดนิ่งได้อย่างมั่นคง ไม่มีการสะบัด

JAECOO 7 SHS มี 2 รุ่นย่อยได้แก่ JAECOO 7 SHS Dynamic ค่าตัว 8.99 แสนบาท และ JAECOO 7 SHS Max 1 ล้านบาทถอน 1 พันบาท จัดเป็นตัวเลือกอีกรุ่นที่คุ้มค่าโดยเฉพาะความประหยัดที่ได้ตั้งแต่เริ่มซื้อและระหว่างการใช้งาน