ปลายสัปดาห์ที่แล้ว 10 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผนึกกำลังยื่นข้อเสนอ 8 มาตรการฉุกเฉิน วอนรัฐบาลเร่งรักษาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน และให้เพิ่มความเข้มข้นกับผู้ผลิตรถยนต์ EV จีนใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น

ในข้อเสนอภาคีร่วม ยังระบุว่า ผู้ประกอบการยานยนต์ไทยกำลังสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน และอนาคตจะเกิด “หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์” เมื่อมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2570 เพราะหมดภาระผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ ประกอบกับไม่มีเงินอุดหนุนการซื้อรถEV จากภาครัฐแล้ว ผู้ผลิตจะหันไปนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% มาขายแทนการผลิตในประเทศ

ทั้งนี้ 8 มาตรการที่ยื่นต่อรัฐบาล ประกอบด้วย

1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต สร้างส่วนต่างภาษีสรรพสามิตที่ชัดเจนระหว่างรถนำเข้า (CBU) กับรถที่ผลิตในไทย (CKD) พร้อมใช้ระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า” เช่น ลงทุนสถานีชาร์จสาธารณะ, ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) หรือศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกโควตานำเข้ารถยนต์อัตราภาษีต่ำ
2. ยกเครื่องเขตปลอดอากร ปรับปรุงระเบียบ บังคับสัดส่วนวัตถุดิบจากประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อตรวจสอบการผลิตในประเทศที่แท้จริง
3. ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนร่วม กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันได้ระหว่างรถEV กับรถยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น แชสซีส์ หรือตัวถัง ที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
4. ปรับนโยบาย BOI ปิดรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และให้ BOI ตรวจสอบผู้ได้รับสิทธิ์อย่างเข้มงวด ทั้งด้านแรงงานและเครื่องจักร หากไม่ปฏิบัติตามให้ถอนบัตรส่งเสริมทันที

5. แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ ให้ภาครัฐเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ หรือG2G เพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า
6. ยกระดับถิ่นกำเนิดสินค้า ตรวจสอบใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ย้อนกลับไปถึงซัพพลายเออร์อย่างน้อยระดับ Tier 3 เพื่อป้องกันการ “สวมสิทธิ์สินค้า” และรักษาชื่อเสียงการส่งออกของไทย
7. บังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี กำหนด KPI การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่วัดผลได้จริง และบังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อระบบเพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีส่วนร่วมพัฒนา
8. ออกมาตรการความปลอดภัยบังคับให้รถยนต์ที่มีระบบขับขี่อัจฉริยะ ADAS ต้องทดสอบและปรับจูนเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพบริบทถนนและการใช้งานของไทย โดยให้ความสำคัญกับการใช้ห้องปฏิบัติการทดสอบภายในประเทศไทย

ดูจากข้อเสนอที่ยื่นกันเยอะแยะแบบนี้มาลองฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ว่ารัฐบาลไทยจะทำได้มากน้อยแค่ไหน?

ข้อเสนอทั้ง 8 ข้อ ถือว่าผสมผสานระหว่างมาตรการที่ทำได้ทันที กับมาตรการที่ติดเงื่อนไขระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลหากจัดการไม่ดี

เรื่องแรกปฏิรูปภาษีสรรพสามิต ความจริงทางกฎหมายรัฐบาลไทยมีอธิปไตยในการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตภายในประเทศได้โดยไม่ขัดต่อ FTA ตราบใดที่จัดเก็บรถนำเข้าและรถผลิตในประเทศในเกณฑ์ที่เป็นธรรม แต่การผูกเงื่อนไขโควตาอาจต้องพิจารณาข้อตกลงองค์การการค้าโลกอย่างรอบคอบ

ข้อ 2. ยกเครื่องเกณฑ์ Local Content และเขตปลอดอากร สามารถทำได้ผ่านการปรับระเบียบกรมศุลกากร แต่ต้องระวังไม่ให้กระทบต่อข้อตกลงถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน
3. ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนร่วม เรื่องนี้สามารถทำได้ทันทีผ่านการกำหนดเงื่อนไขในมาตรการสนับสนุนภาษีสรรพสามิตรอบใหม่
4. ปรับนโยบาย BOI และคุมเข้มหลังการลงทุน เรื่องนี้ BOI สามารถปรับปรุงบัญชีประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมได้ตลอดเวลาตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่การบังคับสัดส่วนหุ้นไทย 40% ในอุตสาหกรรมไฮเทคอาจทำให้ต่างชาติย้ายฐานหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซียได้

5. ให้รัฐบาลเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อควบคุมราคาและโควตาวัตถุดิบต้นน้ำ อย่าลืมว่า กลไกราคาวัตถุดิบผูกอยู่กับตลาดโลก การเจรจา G2G เพื่อแทรกแซงราคานั้นทำได้ยากในระบบการค้าเสรี แต่อาจใช้วิธีอุดหนุนทางอ้อมหรือใช้มาตรการภาษีส่งออกเศษโลหะทดแทนได้
6. สกัดการ “สวมสิทธิ์สินค้า” ข้อนี้กระทรวงพาณิชย์ สามารถเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารและการสุ่มตรวจโรงงานได้ทันทีตามกฎหมายภายในประเทศ
7. บังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องนี้ค่ายรถยนต์ต่างชาติมักถือว่าซอฟต์แวร์และอินเทอร์เฟซเป็นความลับทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาขั้นสูง การบังคับทางกฎหมายอาจทำได้ยาก แต่อาจเปลี่ยนเป็นการให้แต้มต่อทางภาษีแก่ค่ายรถที่ยอมเปิดระบบแทน
และ 8. บังคับทดสอบระบบความปลอดภัย ADAS ในประเทศ ประเด็นนี้สามารถทำได้ผ่านการกำหนดเป็นมาตรฐานบังคับของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทย

รัฐบาลอาจจะต้องรอบครอบสักนิด เพราะข้อเรียกร้องทั้ง 8 ข้อนี้ หากให้รัฐบาลใช้วิธีฉีกสัญญาดื้อๆ หรือยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่เคยอนุมัติให้ค่ายรถ EV จีนไปแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของประเทศอย่างรุนแรง และอาจโดนฟ้องร้องระหว่างประเทศได้

ทางออกที่เป็นไปได้ คือใช้ช่องโหว่และกติกาใหม่โดยไม่ไปแตะสัญญาเก่า แต่เข้มงวดกับกฎหมายเดิม รัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางเทคนิค เช่น การตรวจมาตรฐาน สมอ. ที่เข้มขึ้น, การดีเลย์ใบอนุญาตหากไม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัย หรือส่งทีมเข้าตรวจสอบโรงงานจริงว่าทำตามเงื่อนไขแรงงานของ BOI หรือไม่

รวมถึงท่าจะส่งเสริมกันต่อ รัฐบาลสามารถเขียนเงื่อนไขใหม่สำหรับมาตรการระยะถัดไปไม่ว่าจะเป็น EV 4.0 หรือมาตรการหลังปี 2570 ให้รัดกุมขึ้น โดยบังคับเรื่อง Local Content หรือการลงทุน R&D สูงขึ้นอย่างเข้มงวด ใครทำไม่ได้ก็จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในอนาคต

ที่สุดแล้วรัฐบาลต้องแสดงเจตนาที่ชัดเจนและออกแบบมาตรการที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมโดยเฉพาะบริษัทที่ลงทุนจริง ผลิตจริง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานในไทยกับบริษัทที่เน้นการนำเข้ารถสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยถูกกระทบอย่างหนักในช่วงเปลี่ยนผ่านและสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน














