ในวันที่อำนาจล้นมือ เงินทอง หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่ มักทำให้ข้าราชการบางกลุ่มหลงระเริง คิดว่าอำนาจที่มีอยู่ในมือ กฎหมายคงเอื้อมไม่ถึง แต่ในยุคที่คนไทยยี้กับคอร์รัปชัน ชะตากรรมของข้าราชการทุจริตจำนวนมากกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า วันที่หมดอำนาจ วงเวียนชีวิตกลับต้องไปจบลงที่กรงขัง

วันก่อนเห็นข่าว ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางนัดฟังคำพิพากษาคดีอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อดีตรองอธิบดีกรมศุลกากร กับพวกเป็นจำเลย ในคดีคืนภาษีอากรให้กับบริษัท จูบิลี่ ไลน์ จำกัด ผู้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป ยี่ห้อ Lamborghini และบริษัท นิชคาร์ จำกัด ผู้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป ยี่ห้อ Lotus โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
มีความผิดตามมาตรา 154 และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใด โดยทุจริตเรียกเก็บ หรือ ละเว้นไม่เรียกเก็บ ภาษีอากร ค่าธรรมเนียมหรือเงิน หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร หรือค่าธรรมเนียมนั้นไม่ต้องเสีย หรือ เสียน้อยลงกว่าที่จะต้องเสีย ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูล ศาลจึงมีคำพิพากษาจำคุกสูงถึง 15 ปี โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ อนุญาตให้จำเลยทั้ง 6 คน สามารถใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน

บังเอิญคดีนี้ ปรากฎขึ้นตรงกับช่วงที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาโชว์ผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยล่าสุด โดยสะท้อนชัดเจนว่า สังคมไทยตื่นตัวและขยะแขยงการเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานรัฐมากขึ้น กระทรวงการคลัง ก็หนีไม่พ้นแถมยังเป็นแถวหน้าของผลสำรวจนี้ซะด้วย โดยเฉพาะกรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร และกรมศุลกากร ซึ่งเม็ดเงินสินบนเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ในเกณฑ์สูงลิ่วทีเดียว
วันนี้ทีมงาน CARZANOVA จะพาย้อนไปดูมหากาพย์ทุจริตรถหรูและรถนำเข้า เครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนที่โยงใยเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มทุนสีเทามาอย่างยาวนาน ซึ่งมีหลากหลายกลโกง และหลากหลายโมเดล
โมเดลแรก แกล้งตาบอดร่วมมือกับแก๊งสำแดงเท็จ โดยมีคดีตัวอย่างเช่น แก๊งบอย ยูนิตี้ ศาลพิพากษาจำคุกเจ้าหน้าที่ศุลกากร 2 ราย พฤติการณ์คือ จงใจตรวจปล่อยรถยนต์โดยไม่เป็นไปตามระเบียบ และกรอกข้อความในใบรับรองการนำเข้าไม่ครบถ้วน เพื่อช่วยให้บริษัทเอกชนนำรถหรูไปจดทะเบียนได้ ทั้งที่ชำระภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง
โมเดลที่ 2 ใช้ดุลพินิจกลั่นแกล้ง ไม่ยอมลดภาษีตามจริง มีคดีตัวอย่าง เช่น คดีรถยนต์โดยสาร NGV ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุกเจ้าหน้าที่ศุลกากร 1 ราย เป็นเวลา 3 ปี จากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในขั้นตอนการตรวจปล่อยและประเมินภาษีอากรเพื่อเอื้อหรือกลั่นแกล้งเอกชน

โมเดลที่ 3 อุกอาจขั้นสุด ดึงเงินคลังคืนให้พ่อค้า เคสนี้เป็นคดีคืนภาษีรถหรู ซึ่งล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง พิพากษาจำคุกอดีตรองอธิบดีกรมศุลกากร หลังพบพฤติการณ์ร่วมมือกับพวกทุจริตอนุมัติเพิกถอนการประเมินภาษีนำเข้ารถยนต์หรู แล้วนำเงินภาษีที่เก็บเข้าคลังไปแล้วออกมาคืนให้เอกชน จนรัฐเสียหายเฉียด 20 ล้านบาท
จะเห็นว่า เงินทอนและส่วยในวันนั้น หอมหวานจนทำให้ข้าราชการผู้ทรงเกียรติหลงระเริงในความร่ำรวยทางลัด แต่สุดท้ายทรัพย์สินที่เคยโกงกินมาถูกอายัด ยศถาบรรดาศักดิ์ถูกริบคืน เหลือเพียงชุดนักโทษและเกียรติตระกูลที่ป่นปี้ กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนสติข้าราชการคนอื่นๆ
แต่ก็มีหลายคนตั้งข้อสังเกคุว่า ทำไมพ่อค้าส่วนใหญ่มักเล็ดรอดไปได้ ในขณะที่ข้าราชการต้องรับกรรมในคุก คำถามตัวโต ๆ จากสังคมไทยคือแล้วบรรดากลุ่มพ่อค้า นายทุน หรือชิปปิ้งล่ะ ไปอยู่ที่ไหน?

ความเป็นจริงในโลกของคดีทุจริต มักพบว่าพ่อค้าหรือกลุ่มเอกชนผู้ให้สินบน มีความจัดเจนและยืดหยุ่นมากกว่าข้าราชการ หลายครั้งที่นักธุรกิจตัวจริงหลบฉากอยู่ด้านหลัง หรือมีนอมินี จัดตั้งบริษัทขึ้นบังหน้า เมื่อถูกจับได้ก็สั่งปิดบริษัทแล้วไปเปิดใหม่ ส่วนตัวการใหญ่หากรู้ว่าจวนตัว ก็มักจะใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่กอบโกยไป บินหนีไปเสวยสุขอยู่ต่างประเทศ ปล่อยให้ข้าราชการไทยที่เซ็นชื่อผูกพันในเอกสารราชการ ต้องน้อมรับหมายศาลและเดินหน้าเข้าคุกไปเพียงลำพัง
เรื่องทำนองนี้เราจะสมน้ำหน้าดีมั้ย สำหรับข้าราชการที่ตัวเองถือกฎหมาย มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของชาติ แต่กลับยอมทำตัวเป็นเสมือน “เบี้ย” ให้พ่อค้าใช้เดินเกมเพื่อแลกกับเศษเงินส่วย สุดท้ายเมื่อเกมจบ พ่อค้าลอยนวล แต่ข้าราชการกลายเป็นแพะรับบาปที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิตที่เหลือในเรือนจำ














