MINI เตรียมหักดิบทิ้งรถน้ำมันพลิกสู่ EV … ว่าแต่เสน่ห์ความสนุกแบบโกคาร์ทจะหายไป
ร้อนแรง และกะชั้นชิดขึ้นมาเรื่อยๆ หลังแบรนด์ไอคอนิกอย่าง MINI ประกาศหักดิบหัวใจตัวเอง จากรถที่เคยใช้น้ำมัน พลิกไปสู่การเป็นแบรนด์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือ Fully Electric ภายในปี 2030 นักวิเคราะห์หลายคน มองว่านี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านธรรมดา แต่คือการ “รีเซ็ต” ตัวตนท่ามกลางพายุความเปลี่ยนแปลงที่ทุกแบรนด์ทั่วโลกกำลังเผชิญ มีคำถามมากมายว่าทำไมต้องไปไฟฟ้าล้วน โดยทิ้งตัวตนของตัวเอง การก้าวสู่ยุครักษ์โลกของ MINI มีนัยสำคัญด้านกลยุทธ์ต้นทุนต่อหน่วยด้วยหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าน่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้แบรนด์ดูแข็งแกร่งขึ้น ลองคิดตามดูนะครับเครื่องยนต์สันดาปมีชิ้นส่วนซับซ้อนหลายหมื่นชิ้น การทำให้ผ่านมาตรฐานไอเสียยุคใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงลิบ การเปลี่ยนเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีชิ้นส่วนน้อยลง ช่วยลดต้นทุนการผลิตและซัพพลายเชนอย่างมหาศาล นี่ยังไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงอัตราภาษีอื่นๆ ที่ต่างกันลิบลิ่ว การพัฒนาแพลตฟอร์ม EV โดยเฉพาะ ทำให้เกิด Economy of Scale หรือการผลิตจำนวนมากในต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ MINI ยุคเดิมไม่เคยทำได้ มีนักการตลาดหลายคนแย้งว่า ทำไมไม่ไป Hybrid ก่อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้จะหาคำตอบได้ยาก แต่เราได้เห็นนโยบายที่ชัดเจนของผู้บริหาร MINI ซึ่งตัดสินใจยุติการทำตลาดรุ่น Plug-in Hybrid (PHEV) ก็น่าชัดเจนแทนคำตอบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการแบกรับต้นทุนซ้ำซ้อน ทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ในคันเดียว ทำให้รถหนักและซ่อมบำรุงยาก MINI จึงเลือกเดินเกมทิ้งน้ำมัน แล้วไปสู่ไฟฟ้าล้วน เพื่อความชัดเจนในสายการผลิตและประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นในช่วงปี 2024-2026 เราจึงได้เห็น 3 ทัพหลวง EV ที่เรียงรายเข้ามาครองใจผู้ใช้งานทั้ง MINI ...










