ในขณะที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังระอุด้วยการขับเคี่ยวของแบรนด์จีน Suzuki กำลังจะสร้างความฮือฮาด้วยการส่ง e VITARA รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่ายลงสู้ศึก แม้ว่า Suzuki จะมีการปรับกลยุทธ์ปิดโรงงานผลิตในไทยช่วงสิ้นปี 2025 แต่แบรนด์ยังคงยืนหยัดทำตลาดต่อในฐานะผู้นำเข้ารถยนต์คุณภาพ

โดย e VITARA ถูกวางตัวเป็นไฮไลต์สำคัญที่จะเปิดตัวในงาน Motor Show 2026 นี้ เพื่อท้าชนกับคู่แข่งในกลุ่ม B-SUV ด้วย DNA ความเป็นรถสายลุยที่แตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปในตลาด โดย Suzuki e VITARA พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “High-tech and Adventure” ที่นำความล้ำสมัยของเทคโนโลยีไฟฟ้ามาผสมผสานกับความแข็งแกร่งของรถ SUV รูปลักษณ์ภายนอกมีพื้นฐานมาจากรถต้นแบบ eVX Concept เน้นเส้นสายที่เหลี่ยมสันและดูมีมัดกล้าม มาพร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Matrix LED 3-point ที่เป็นเอกลักษณ์ และล้ออัลลอยดีไซน์ Aero ขนาด 18-19 นิ้ว

หัวใจสำคัญของรถรุ่นนี้คือแพลตฟอร์ม HEARTECT-e ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ แม้ตัวรถจะมีความยาวเพียง 4 เมตรเศษๆ ซึ่งสั้นกว่า Toyota Yaris Cross เล็กน้อย แต่จุดที่น่าทึ่งคือ ระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2.7 เมตร ยาวกว่า Yaris Cross ถึง 8 ซม. ส่งผลให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางเกินตัว และด้วยระยะยื่นหน้า-หลังที่สั้น ทำให้รถมีความคล่องตัวสูงมากในการขับขี่

สิ่งที่ทำให้ e VITARA โดดเด่นที่สุดในเซ็กเมนต์คือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ALLGRIP-e ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าอิสระทั้งเพลาหน้าและหลัง (eAxle) ให้กำลังรวมสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร โดยมีโหมด Trail ที่ทำงานร่วมกับระบบเฟืองท้ายแบบ Limited Slip Differential (LSD) ช่วยให้ตัวรถสามารถลุยทางฝุ่นหรือเส้นทางออฟโรดได้จริง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่หาได้ยากในรถ EV ระดับเดียวกันที่มักเน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

e VITARA มาพร้อมแบตเตอรี่ LFP ขนาดสูงสุด 61 kWh วิ่งได้ไกลประมาณ 500 กม. (มาตรฐาน ARI) และรองรับการชาร์จ DC Fast Charge สูงสุด 150 kW สามารถชาร์จ 15-70% ภายใน 30 นาที นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังผ่านการทดสอบความทนทานในอุณหภูมิตั้งแต่ -30 ถึง 60 องศาเซลเซียส มั่นใจได้ในระบบจัดการความร้อนและหล่อเย็น

ภายในห้องโดยสารเลือกใช้โทนสีทูโทน ดำ-น้ำตาล พร้อมวัสดุ Soft Touch แม้จะมีหน้าจอคู่ขนาดใหญ่ (10.25 และ 10.1 นิ้ว) แต่ Suzuki ยังคงรักษาปุ่มกดจริง สำหรับปรับแอร์และระดับเสียงไว้ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งานขณะขับขี่ นอกจากนี้ เบาะหลังยังมีความอเนกประสงค์สูง สามารถปรับเอน เลื่อนหน้า-หลัง และพับได้แบบ 40:20:40

สำหรับการเข้าตลาดน้องใหม่ e VITARA จะต้องปะทะกับคู่แข่งในสมรภูมิ EV ในไทยกับใครบ้าง ทีมงาน Carzanova เรียบเรียงและเปรียบเทียบความได้เปรียบเสียเปรียบไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

กลุ่มแรกปะทะกลุ่มรถ EV จีน ในกลุ่ม B-SUV ยอดนิยม อาทิ Leapmotor B10 ความได้เปรียบของ e VITARA คือมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ลุยได้จริงและโหมด Trail ซึ่งรถจีนส่วนใหญ่ในระดับเดียวกันมักเป็นขับเคลื่อนล้อหน้า หรือไม่ก็ขับเคลื่อนล้อหลังจากมอเตอร์หลังอย่างเดียว อาทิ MG S5 EV ส่วนถ้าเป็นขับสี่ก็แค่มีมอเตอร์หลังมาเพิ่ม นอกจากนี้การมีปุ่มกด Physical Buttons ยังถูกมองว่าเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมากกว่าระบบที่รวมทุกอย่างไว้ในหน้าจอสัมผัส ซึ่งรถจีนมักจะได้เปรียบเรื่องราคาและออปชั่นความบันเทิงที่หวือหวากว่า ในขณะที่ e VITARA เน้นความเรียบง่าย และสมรรถนะการใช้งาน




กลุ่มที่สอง ปะทะรถ EV พรีเมียม อาทิ Avatr 07 และ Zeekr 7 ความได้เปรียบ e VITARA เน้นความคุ้มค่าและขนาดที่เหมาะสมกับการจราจรในไทย ขณะที่ Avatr และ Zeekr เป็นรถหรูที่เน้นเทคโนโลยี AI ซึ่งราคาจะโดดไปไกลกว่ามาก หากมองหาเทคโนโลยีล้ำยุคหรือความหรูหรา e VITARA อาจดูธรรมดาไปบ้างสำหรับบางคน

กลุ่มที่สาม ปะทะคู่แข่งญี่ปุ่น อย่าง Toyota bZ4X และ Honda e:N1 ความได้เปรียบ e VITARA ใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าแท้ ทำให้จัดการพื้นที่ภายในได้ดีกว่า Honda e:N1 ดัดแปลงจาก HR-V และมีขนาดกะทัดรัดคล่องตัวกว่า Toyota bZ4X ที่เป็นรถไซซ์ใหญ่กว่า โดย bZ4X จะมีความพรีเมียม และนุ่มนวลกว่า แต่ e VITARA มีความอเนกประสงค์ของเบาะนั่งและการปรับพื้นที่เก็บสัมภาระที่ยืดหยุ่นกว่า



ถ้าจะให้สรุปสำหรับ Suzuki e VITARA แบบกระชับสั้นๆ ได้ใจความก็ต้องบอกว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์คนที่ต้องการรถใช้งานที่ไว้ใจได้ และมีความเป็น SUV สายพันธุ์แท้ที่พร้อมลุย มีจุดเด่นเรื่องระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไฟฟ้า แพลตฟอร์มที่กว้างขวาง และความใส่ใจในเรื่องความทนทานของแบตเตอรี่ คือเหตุผลหลักที่จะทำให้รถรุ่นนี้ครองใจคนรักรถญี่ปุ่นได้ไม่ยาก

ปัญหาที่น่ากังวลอีกประเด็นคือ e VITARA นำเข้าจากประเทศอินเดีย ซึ่งไม่มีสิทธิพิเศษด้านภาษีนำเข้าเหมือนรถจากจีนหรืออาเซียน คาดการณ์ราคาเริ่มต้นอาจอยู่กระโดดพอสมควร แต่ถ้า Suzuki สามารถจัดการเรื่องราคาให้แข่งขันได้ Suzuki e VITARA จะเป็นหนึ่งในรถ EV ที่น่าสนใจที่สุดในงาน Motor Show 2026 ก็ว่าได้













