นาทีนี้ ตลาด EV เมืองไทยไม่ต่างจากสมรภูมิรบย่อมๆ เพราะค่ายรถขยันเปิดตัวรุ่นใหม่แบบรายสัปดาห์กันเลยทีเดียว สเปคที่ว่าเทพวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะมีตัวที่เทพกว่าในราคาที่ถูกกว่า ดังนั้นการเลือกรถยน์เอสยูวีไฟฟ้าในงบไม่เกิน 8 แสนบาทตอนนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกรถที่ชอบคันที่ใช่เท่านั้น แต่มันคือการเลือกระบบนิเวศหรือ Ecosystem ที่เราต้องฝากชีวิตไว้ด้วย เพราะถ้าเลือกผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

เพราะอย่าลืมว่าราคาขายต่อรถยนต์ EV ผันผวนมาพักใหญ่ และจะยิ่งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าซื้อมาแล้วไม่ชอบจะขายทิ้งไปซื้อคันใหม่ เจ็บตัวหนักกว่ารถน้ำมันแน่นอนยกตัวอย่างเช่น กรณีรออะไหล่มันคือฝันร้ายรถบางรุ่น แม้สเปคจะเทพมาก แต่ถ้าชนตูมเดียวแล้วต้องจอดรออะไหล่ 3-6 เดือนไม่สนุกแน่ ยิ่งใช้ไปสักพักเจอซอฟต์แวร์เอ๋อ ค่ายไหนทำซอฟต์แวร์ไม่นิ่ง หน้าจอค้าง แอร์ไม่เย็น หรือระบบช่วยขับช่วยเบรกเองแบบมั่วๆ อันตรายและน่าหงุดหงิดสุดๆ

วันนี้ทีมงาน Carzanova พาไปดูรถเอสยูวีไฟฟ้า สำหรับคนมีเงินในกระเป๋าไม่เกิน 7 แสนบาท ซึ่งคัดเลือกตัวเด็ดๆ ในท้องตลาดออกมา 4 รุ่น ที่มีการแข่งขันกันดุเดือดมากๆ

ตัวแรกเป็น OMODA C5 EV MAX+ ราคาโดยประมาณ 629,000 บาท มิติตัวรถ (ยาวxกว้างxสูง) 4,545×1,830×1,588 มม. ระยะฐานล้อ 2,630 มม. มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 288 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 7.2 วินาที ระยะทางวิ่งทางโอโมด้าได้ลดขนาดความจุแบตเตอรี่ 50.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง จากเดิมประมาณ 61 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จลงมาเหลือ 422 กม. (NEDC) โดยรองรับการชาร์จ AC 6.6kW / DC 110kW ซึ่งเหตุผลที่ลดขนาดแบตเตอรี่ลงนั้น ก็น่าจะต้องการทำราคาให้ต่ำลง เพราะดูแล้วทางค่ายนี้ เค้าจะเน้นเรื่องดีไซน์และความคุ้มค่า ในราคาที่เอื้อมถึงง่ายเป็นหลัก

ส่วนเรื่องการควบคุมระบบกันสะเทือนหน้า เป็นแมคเฟอร์สัน สตรัท ส่วนด้านหลังเป็น มัลติ-ลิงค์ โดยอย่างที่บอกค่ายนี้ไม่ได้เน้นเรื่องสมรรถนะของช่วงล่างอะไรมากนัก ซึ่งถ้าใครเคยขับรุ่นเดิมมาคงพอนึกถึงฟิลลิ่งของช่วงล่างออก แต่ในตัวใหม่ไมเนอร์เชนจ์ MAX+ เค้าก็ไม่ได้ปรับเซ็ตช่วงล่างใหม่ แต่ด้วยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้เล็กลง ทำให้น้ำหนักตัวรถเบาลงด้วย ซึ่งก็ทำให้ฟิลลิ่งของช่วงล่างควบคุมได้ดีกว่าเดิมตามไปด้วยนั่นเอง

ด้านฟีเจอร์ฟังก์ชั่นให้หลังคามีซันรูฟพร้อมม่านบังแดด ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า กระจกมองข้างพับไฟฟ้า เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมฟังก์ชั่นระบายอากาศและนวด ส่วนเบาะผู้โดยสารปรับได้ 6 ทิศทางพร้อมฟังก์ชั่นระบายอากาศ มีไวเลสชาร์จเจอร์ให้ด้วย



พร้อมกันนี้ยังโดดเด่นด้วยกล้องมองรอบทิศทาง 540 องศา มีระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงถึง 3.3 kW จอแสดงข้อมูลคนขับ 8.8 นิ้ว จอสัมผัส 15.6 นิ้ว นิ้ว ลำโพงโซนี่ 8 ตัว มีระบบฟอกอากาศ PM 0.3 และที่สำคัญระบบ ADAS มีมาให้มากถึง 19 ระบบ อาทิ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ระบบเตือนจุดอับสายตา ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง ช่วยป้องกันการชนขณะเปลี่ยนเลนหรือถอยออกจากซอง ฟีเจอร์เด่น มีทั้งระบบ Door Opening Warning เตือนเมื่อเปิดประตูหากมีรถวิ่งมาด้านหลัง ซึ่งช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้ดีมากในเมือง ตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ และควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ

ตัวถัดไปเป็น ORA 5 EV PRO ราคาเคาะเรียบร้อยเหมือนนัดกันมา 629,000 บาท มิติตัวรถ (ยาวxกว้างxสูง) 4,471×1,833×1,641 มม. ระยะฐานล้อ 2,720 มม. แม้หน้าตาจะคล้ายๆ กับน้องแมว แต่ความรู้สึกเป็นรถแบบ SUV เต็มตัว แถวไซส์ใหญ่และทัศนวิสัยดีซะด้วย ด้านมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 7.5 วินาที ระยะทางวิ่ง 520 กม. (NEDC) ความจุแบตเตอรี่ 58.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จ AC 6.6 กิโลวัตต์ / DC 120 กิโลวัตต์

ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท หลังมัลติ-ลิงค์ ตัวนี้ไม่มีซันรูฟ ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยมือ กระจกมองข้างพับด้วยมือในรุ่นเริ่มต้น ส่วนรุ่นท็อปเป็นไฟฟ้า เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง ไม่มีระบบระบายอากาศ ตัดออปชั่นกลุ่มนี้ไปบางส่วนเพื่อแลกกับราคาที่โดนใจพอสมควร ด้านฟีเจอร์ฟังก์ชั่นให้จอแสดงข้อมูลผู้ขับขี่เป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว จอแสดงผลกลาง 14.6 นิ้ว ลำโพง 6 ตัว ไม่มีที่ชาร์จไร้สาย แต่มีแผ่นกรอง N95 มาให้



เรื่องความปลอดภัยมี ADAS 8 ระบบ อาทิ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะด้วยเซนเซอร์รอบคัน มีระบบช่วยจอดอัจฉริยะที่แม่นยำสูง กล้อง 360 องศา มี V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงถึง 6 กิโลวัตต์ สายที่ชอบรถดีไซน์โค้งมน มีเอกลักษณ์ คันนี้ใช่เลย

มาอีกตัว Changan Nevo Q05 หรือที่ขายในจีนเป็น Deepal S03 จากค่าย Changan คาดว่าเปิดตัวไม่ถึง 6 แสนบาท ด้านมิติตัวรถ (ยาวxกว้างxสูง) 4,435×1,855×1,600 มม. ระยะฐานล้อ 2,735 มม. มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 8.2 วินาที ระยะทางวิ่งสูงสุด 462 กม. (NEDC) กับความจุแบตเตอรี่ 51.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จ AC 6.6 กิโลวัตต์ / DC 162 กิโลวัตต์ ไม่มี V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก

ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท หลังเป็นโทรชั่นบีม อันนี้ดูจะด้อยกว่าคนอื่น ไม่มีซันรูฟ ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยมือ กระจกมองข้างพับด้วยมือ แต่เบาะนั่งเป็น Zero Gravity เบาะหลังปรับเอนได้ราวๆ 30 องศา นั่งสบาย หน้าจอกลางขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว และระบบช่วยขับขี่ที่ให้มาเกินราคา นอกจากนี้ยังมีกล้องมองรอบทิศทาง 540 องศา จอแสดงข้อมูลผู้ขับขี่ หน้าจอสัมผัส 10.17 นิ้ว จอแสดงผล 14.6 นิ้ว ลำโพง 4 ตัว มีที่ชาร์จไร้สาย ระบบกรองอากาศ PM 2.5

ด้านความปลอดภัยให้ ADAS มา 8 ระบบ เริ่มจากระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับระบบช่วยรักษาเลน ระบบอ่านป้ายจราจรและจำกัดความเร็วอัตโนมัติ ระบบช่วยขับขี่ในที่รถติด ช่วยควบคุมรถทั้งพวงมาลัย เบรก และคันเร่ง ตามรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ มีระบบเตือนเปิดประตูใครที่มองหาความคุ้มค่าเป็นหลัก อยากได้รถ Compact SUV ไซส์ใหญ่ ราคาประหยัด น่าจะใช่คำตอบ


ตัวสุดท้ายตัวติดดอยกับ ATTO 3 Premium ราคา 669,900 บาท มิติตัวถัง (ยาวxกว้างxสูง) 4,455×1,875×1,615 มม. ระยะฐานล้อ 2,720 มม. สมส่วนมาตรฐาน B-SUV ที่เคยยอดนิยม มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 7.9 วินาที ระยะทางวิ่งสูงสุด 410 กม. (NEDC) ความจุแบตเตอรี่ 50.25 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จ AC 7 กิโลวัตต์ / DC 70 กิโลวัตต์

ระบบกันสะเทือนหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท ระบบกันสะเทือนหลังเป็นมัลติ-ลิงค์ มีซันรูฟพร้อมม่านบังแดดฝาท้ายไฟฟ้า กระจกมองข้างพับไฟฟ้า เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ไม่มีฟังก์ชั่นระบายอากาศ มี V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก

ภายในมีกล้องมองรอบทิศทาง 360 องศา จอแสดงข้อมูลผู้ขับขี่แบบสัมผัสขนาด 5 นิ้ว จอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ลำโพง 8 ตัว ที่ชาร์จไร้สาย ระบบกรองอากาศ PM 2.5 ส่วนระบบความปลอดภัยมี ADAS 10 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชัน Stop & Go ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบตรวจจับจุดบอด ระบบเตือนการชนเมื่อถอยหลัง ระบบเตือนเมื่อเปิดประตู (DOW) เตือนรถที่มาด้านข้างขณะเปิดประตู และจุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือ BYD มีสถานีชาร์จของตัวเอง แบรนด์นี้อาจไม่หวือหวา แต่ไว้ใจได้ในระยะยาวได้ ถ้าไม่ห่วงเรื่องราคาขายต่อ หรือราคาค่าตัวที่อาจติดดอยแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

มาถึงบทสรุปสำหรับการเลือกซื้อรถเอสยูวีไฟฟ้าระดับราคาไม่เกิน 7 แสนบาท อยากให้ย้อนกลับไปพิจารณากันอีกนิด จุดใหญ่สุดจะอยู่ที่ขุมพลังและแบตเตอรี่ ใคร?? “อึด” กว่ากัน OMODA C5 แบตเตอรี่ 50.6 kWh แต่มอเตอร์แรงสุดในกลุ่มที่ 211 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 ใน 7.2 วินาที สายมุดต้องชอบ ชาร์จเร็ว DC 110 kW ถือว่าไวใช้ได้ แต่ต้องบอกว่าค่ายนี้ไม่เน้นความสำคัญของระบบช่วงล่างมากนัก

ขณะที่ Nevo Q05 แบตเตอรี่ 51.9 kWh วิ่งไกลสุด 488 กม. แต่แรงม้ายังน้อยไปนิด 160 แรงม้า เน้นวิ่งยาวๆ ไม่เน้นกระชาก ต่างจาก ORA 5 แบตเตอรี่ใหญ่สุด 58 kWh วิ่งได้ 480 กม. แถมชาร์จ DC ไวที่สุด 120 kW จ่อหัวเสียบชาร์จแป๊บเดียวไปต่อได้เลย ในขณะที่ Atto 3 แบตเตอรี่ 50.25 kWh วิ่งได้น้อยไปนิดแค่ 410 กม.

ส่วนเรื่องความปลอดภัย คงต้องดูว่าใครตาไวกว่ากัน OMODA C5 จัดเต็มระดับ ADAS ที่ให้มากกว่าเพื่อนถึง 19 ระบบ Nevo Q05 จุดเด่นคือกล้อง 540 องศาเห็นถึงใต้ท้องรถ และเบาะนั่งไม่เหมือนคนอื่นที่ใช้ระบบเป่าลม แต่เจ้านี้ใช้ระบบดูดซึ่งระบายความร้อนได้ดีกว่า ขณะที่ Atto 3 มีครบตามมาตรฐานความปลอดภัยที่คนไทยคุ้นเคย แต่หน้าจอคนขับแอบเล็กไปนิดแค่ 5 นิ้วเท่านั้น

อีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาดและควรถามตัวเองตลอดๆ ว่าซื้อแล้วนอนหลับฝันดีมั้ย? คือความเชื่อมั่นเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ ORA น่าจะได้เปรียบสุด เพราะเน้นบริการหลังการขายเยอะสุด อะไหล่สต็อกแน่น ช่างชำนาญการเยอะ ส่วน Nevo Q05 และ BYD Atto 3 อยู่ในระดับกลาง ศูนย์บริการขยายตัวเร็ว ความเชื่อมั่นในแบรนด์แม่ Changan และ BYD ค่อนข้างดี ขณะที่ OMODA C5 อาจจะเป็นน้องใหม่ที่สุดในกลุ่ม ต้องให้เวลากันหน่อย เพราะเครือข่ายศูนย์บริการยังไม่เยอะเท่าเพื่อน

ฟันธงเลยละกันเลือกคันไหนดี ถ้าชอบความแรง และออปชั่น ต้องเลือก OMODA C5 ถ้าเน้นความคุ้มค่าของระยะทางวิ่งไปกลับที่ทำงานแล้วไม่อยากชาร์จบ่อยต้อง Nevo Q05 แต่ถ้าเน้นชาร์จไวและชอบรถมีคาแรคเตอร์ชัดเจน ORA 5 ส่วนถ้าเน้นความสบายใจกลัวรถเสียแล้วไม่มีที่ซ่อม หรือกังวลเรื่องการหาอะไหล่ก็ต้อง BYD Atto 3 เลยครับ














