ครั้งที่แล้วผมทิ้งท้ายไว้ว่า ในช่วงปี 2021 – 2022 GT-R (R35) ทำท่าเหมือนจะหลับ แต่มันกลับมาอีกครั้งในปี 2023 และการกลับมาครั้งนี้มันมาพร้อมกับหน้าตาที่ถูกศัยกรรมมาใหม่ดูโฉบเฉี่ยวเข้ายุคเข้าสมัย คือถ้ายังคงหน้าตาอวบอิ่มเหมือนเดิมมีหวังคนร้องยี้ อย่างไรก็ตามทาง Nissan ก็ได้ออกมาบอกว่าเจ้า GT-R (R35)facelift โมเดลปี 2023 นี้ คงไม่ได้ผลิตออกมาในจำนวนมากนัก แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจำนวนเท่าไหร่ โดยจะทำตลาดเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ทวีปอเมริกาเหนือ และประเทศอื่นอีกเล็กน้อย ซึ่งนอกจากด้านหน้าที่ดูแบนราบกว่าเดิม อย่างอื่นยังคงพื้นฐานที่อัพเกรดไว้ครั้งล่าสุดทั้งหมด โดยครั้งนี้มีออกมาทั้งหมด 4 เวอร์ชั่นคือ Premium, Nismo และT-Spec ส่วนเวอร์ชั่นโหดๆ อย่าง TrackEdition จะขายแค่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนที่บอดี้ครั้งนี้ประกอบไปด้วย กันชนหน้า-หลังรูปทรงใหม่ กระจังหน้าใหม่ สปอยเลอร์หลังใหม่ และปรับแต่งรูปทรงลิ้นหน้าและครีบรีดอากาศท้ายกันชนให้รับกับกันชนหน้า-หลังใหม่ ซึ่งถ้าเจาะรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเวอร์ชั่นพิเศษ Track Edition ถือว่าปรับเปลี่ยนน้อยสุดเพราะมีแค่หน้ารถที่ปรับไปตามดีไซน์ของโมเดลปี 2023 เท่านั้นเอง ส่วนเวอร์ชั่น Nismo มีการปรับเยอะขึ้นมาหน่อย อย่างเช่นการปรับแต่งระบบล็อคเฟืองท้าย Limited-slip ด้านหน้าใหม่ สปอยเลอร์หลังรูปทรงใหม่ ครีบดักอากาศที่กันชนหน้า และครีบรีดอากาศใต้กันชนหลัง



ภายในใช้เบาะนั่งโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ มีเพียงเท่านี้ เวอร์ชั่น T-Spec ก็เช่นกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากหน้ารถที่ปรับไปเป็นโมเดลปี 2023 ซึ่งผมเองไม่รู้สึกแปลกใจหรือผิดหวังแต่อย่างใด คุณจะให้เขาทำอะไรได้มากกว่านี้อีกล่ะครับ ก็ระยะเวลาตั้งแต่ GT-R (R35) ส่งถึงมีลูกค้าคนแรกในปี 2007 จนถึงปี 2023 มันถูกอัพเกรดมาตลอดทุกๆ 2 ปี และการอัพเกรดแต่ละครั้งก็ไม่ใช่น้อยๆ ที่แน่ๆ เราเห็นพละกำลังของมันถูกเพิ่มขึ้นทุกๆ ครั้ง ไม่นับรวมอุปกรณ์ร่วมและระบบต่างๆ ที่เสริมสมรรถนะพร้อมไปกับความแรงของเครื่องยนต์ รถโมเดลเดียวที่ถูกโรงงานพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันหนึ่งที่มันสุดตารางชนเพดาน มันก็ถึงวันที่ต้องหยุด จนในที่สุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา เมื่อ GT-R (R35) ตัว Premium T-Spec สีม่วง Midnight Purple คันสุดท้าย วิ่งออกจากโรงงานจังหวัด Tochigi



หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการประกอบ Nissan ก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ถึงเวลาสิ้นสุดการผลิต GT-R (R35) หลังจากครองใจคนทั่วโลกและอยู่ในตลาดมาถึง 18 ปี ปิดตำนาน Godzilla ผู้หาญกล้าออกมาปราบซูเปอร์คาร์ฝั่งยุโรปได้อย่างสวยงาม มันเป็นรถที่สร้างตำนานบทใหม่ให้กับวงการซูเปอร์คาร์ของโลก ซึ่งสำหรับแบรนด์ Nissan เจ้า GT-R (R35) ถือว่าเป็นฮีโร่ตัวจริง เป็นรถที่มีสมรรถนะเทียบเท่าซูเปอร์คาร์ยุโรปในค่าตัวที่ต่ำกว่า เป็นรถที่เป็นที่ปรารถณาของคนรักความเร็วทั่วโลก เป็นรถที่สร้างสถิติใหม่ในสถานที่สุดอันตรายออย่าง Nürburgring ประเทศเยอรมนี เป็นรถที่ถูกนำไปทำเป็นรถแข่งแล้วคว้าชัยได้แชมป์ในรายการแข่งขันระดับโลกหลายรายการ มันคว้ารางวัลมากมายจากสื่อมวลชนสายรถยนต์ทั่วโลก


พูดง่ายๆ คือตั้งแต่ผมเป็นเด็กจนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยเห็นรถญี่ปุ่นคันไหนที่ได้รางวัลมากเท่านี้ และที่ลืมไม่ได้คือ มันเป็นฮีโร่ของคน Nissan โดยเป็นตัวการสำคัญในการกู้สถานการณ์การเงินขององค์กรให้ฟื้นกลับมาได้ และยังทำให้คนทั่วโลกหันกลับมาให้ความสนใจแบรนด์รถยนต์ Nissan อีกครั้ง ถามว่าทำไมมันถึงเป็นรถโมเดลเดียวที่ขายมาได้ยาวนานถึง 18 ปี และที่สำคัญอยู่ในกลุ่มรถสมรรถนะสูงระดับซูเปอร์คาร์เสียด้วย คำตอบง่ายนิดเดียว ก็มันเอาไปวิ่งไล่ Ferrari , Lamborghini , McLaren , Porsche และซูเปอร์คาร์อื่นๆ ได้อย่างสบาย โดยที่คุณจ่ายเงินแค่ครึ่งเดียวของราคารถพวกนั้น

และด้วยความที่เป็นรถที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว แตะนี่นิดเขี่ยนี่หน่อย มันก็แรงขึ้นมาอีกมหาศาล จึงไม่ต้องสงสัยว่ามันเป็นรถยอดนิยมของสำนักแต่งดังทั่วโลก ของเล่นของแต่งมีให้เลือกมากมายแล้วแต่คุณจะชอบและพร้อมจะจ่าย รูปร่างหน้าตาก็ดูมีเอกลักษณ์โดดเด่นทรวดทรงไม่ซ้ำใคร ภายในนั่งสบาย ขับในเมืองง่ายโดยเฉพาะระยะห่างใต้รถถึงพื้นถนนที่พอๆ กับรถใช้งานทั่วไป ถ้าจ่ายค่าน้ำมันไหวก็ขับใช้งานได้ทุกวัน และถ้าใครบอกว่ารถแรงม้าขนาดนี้กินน้ำมันระเบิดระเบ้อ ผมเถียงคอแข็งเลย เพราะจากที่ผมเคยเอามาใช้อยู่เกือบๆ 1 สัปดาห์ ถ้าขับใช้งานทั่วไปในเมืองไม่ได้หวดไม่ได้ซัด ให้ระบบเกียร์อัตโนมัติของมันทำงานตามสถานการณ์ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันไม่ได้ถือว่ามากมายอะไรเลย


ถึงตรงนี้แล้ว แม้ว่าวันที่ Nissan ประกาศยุติการผลิต GT-R (R35) และเกริ่นว่ามีโอกาสที่เราจะได้เจอกับ GT-R เจเนอเรชั่นต่อไป เอาจริงๆ ส่วนตัวผมมองว่าโอกาสที่เราจะได้เห็นรถสายพันธุ์แรงจาก Nissan ภายใต้ชื่อรุ่น GT-R อีกครั้ง เป็นไปได้ยากเหลือเกิน ด้วยสภาวะทางการเงินและเสถียรภาพของ Nissan ในปัจจุบัน ที่ตอนนี้ก็ยังลูกผีลูกคนเอาแน่เอานอนยังไม่ได้ บวกกับการวิจัยและพัฒนารถสมรรถนะสูงระดับนี้มันใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งเป็นไปแทบไม่ได้สำหรับบริษัทที่ปัจจุบันภาวะการเงินง่อนแง่นอย่าง Nissan จะเอาเงินมาลงกับโปรเจ็คต์รถประเภทนี้


ดังนั้นถึงแม้ว่า GT-R (R35) จะถูกยุติการผลิตไปแล้ว แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่ามันจะยังคงเป็นรถที่คนทั่วโลกต้องการไม่ว่าจะรุ่นปีไหนเวอร์ชั่นไหน และผมเชื่อว่าในอนาคตมันจะเป็นรถสปอร์ตหรือบางคนอาจเรียกมันว่าซูเปอร์คาร์อีกคันที่ราคาขายต่อสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นของที่นักสะสมต้องแย่งกัน ไม่นับรวมเวอร์ชั่นพิเศษที่มีออกมาขายไม่กี่คันทั่วโลก ยิ่งเป็นที่ต้องการของคนมีตังค์ ฟังดูเหมือนโอเวอร์แต่คุณเชื่อผมสิว่ามันเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะแค่วันนี้ก็มีกลุ่มคนที่เริ่มเก็บเจ้า GT-R (R35) กันแล้ว


อย่างเช่นผู้ใหญ่ใกล้ตัวผมท่านหนึ่งที่ตอนนี้ในบ้านมี GT-R (R35) อยู่ 3 คัน เป็นเวอร์ชั่นรถเดิมๆ จากโรงงาน 1 คัน รถแต่งเต็ม 1 คัน และรถแข่งอีก 1 คัน ส่วนผมน่ะเหรอ ถ้าถามว่าอยากได้ GT-R (R35) เวอร์ชั่นไหน ผมบอกได้ทันทีว่า เวอร์ชั่นที่เปิดตัวครั้งแรกปี 2007 ภายนอกสีเงินออริจินัล Super Silver เท่านั้น เพราะมันเป็นต้นกำเนิดของโมเดล GT-R (R35) และคุณล่ะครับ ชอบเวอร์ชั่นไหนกันบ้าง


Photo credit:
https://www.goodwood.com/grr/road/news/nissan-gt-r-updated-again-for-2023/
https://www.hdcarwallpapers.com/nissan_gt_r_premium_edition_2023-wallpapers
https://www.netcarshow.com/nissan/2024-gt-r_nismo
https://japanesenostalgiccar.com/2024-nissan-gtr-r34-inspiration-tokyo-auto-salon
https://www.supercars.net/blog/2023-nissan-gt-r-nismo-costs-over-210000
https://www.marshallgoldmanoh.com/used-vehicle-2023-nissan-gt-r-nismo-c-2957
https://philippines.nissannews.com/en-PH/channels/gt-r?selectedTabId=gt-r-photos
https://www.topgear.com/car-news/supercars/boo-nissan-has-finally-built-its-last-ever-r35-gt-r
https://www.motorsport.com/supergt/news/nissan-gtr-gt500-replaced-z/6790247













