เผลอแพลบเดี๋ยว รถจักรยานยนต์ตระกูล Max Series ของค่าย Yamaha ก้าวผ่านปี 25 ปีไปแล้ว ถ้าเป็นคนก็ต้องบอกว่าเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่มเต็มตัวกันเลยทีเดียว

จากจุดเริ่มต้นในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2000 ซึ่งยุคนั้นใครๆ ก็ขี่แต่มอเตอร์ไซค์ทรงสปอร์ตมีถังน้ำมัน แต่ยามาฮ่ากล้าฉีกหนีความจำเจจับเอามอเตอร์ไซค์สไตล์สกู๊ตเตอร์ลุยทำตลาดก่อนแบรนด์อื่น จนเกิดเป็นรุ่นบุกเบิกอย่าง Yamaha Majesty ที่เปิดตัวในปี 1998 โดยใช้เครื่องยนต์ขนาด 249cc 1 สูบ 4 จังหวะ SOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุดประมาณ 21 แรงม้า ซึ่งเป็นการนำข้อดีของรถสกูตเตอร์ล้อเล็กมาปรับรวมกับสมรรถนะของรถสปอร์ต เพื่อให้ขับขี่ง่ายแต่ยังคงสัมผัสได้ถึงพลังของเครื่องยนต์ โดยได้รับความนิยมอย่างมาทั้งในญี่ปุ่น และอิตาลี ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคของ Max Series เต็มตัว


ด้วยการเปิดตัว Yamaha TMAX เจเนอเรชั่นที่ 1 ในปี ค.ศ. 2001 ที่สร้างเอกลักษณ์ด้วยเส้นสายแบบ “บูมเมอแรง” กับเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ขนาด 499 cc. โดยการถือกำเนิดออกมานั้นมีทั้งพละกำลังที่มากขึ้นกว่า Majesty 250cc ทางทีมวิศวกรของ Yamaha รู้ว่าการจัดวางสวิงอาร์มแบบยูนิตของรุ่น Majesty ไม่เหมาะกับงานนี้ เพราะว่า TMAX นั้นจะมีเรี่ยวแรงของอัตราเร่งที่สูงกว่า ใช้ระบบขับเคลื่อนที่ใหญ่ขึ้นและมีน้ำหนักมากกว่า จึงได้มีการพัฒนาสวิงอาร์มใหม่ขึ้นมาเพื่อเจ้า TMAX โดยเฉพาะ ประกอบกับหัวใจสำคัญอย่างการออกแบบเพลาบาลานเซอร์ในลูกสูบ (TMAX มี 2 ลูกสูบ) ทำให้เมื่อมองดูเครื่องยนต์ของ TMAX จากภายนอกแล้ว จะคล้ายๆ ว่าเป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบนั่นเอง โดยลูกสูบที่หันหน้าไปทางด้านหลัง จะทำหน้าที่เป็นตัวปรับสมดุลในการขับขี่ให้กับตัวรถ

นอกจากนั้นแล้ว การจัดระบบขับเคลื่อน ยังถือว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์ด้วย ซึ่งพวกเขาได้เลือกใช้การแยกระบบ CVT และระบบขับเคลื่อนออกจากกัน เพื่อส่งกำลังจาก CVT ไปยังล้อหลังผ่านทางเฟืองขับและโซ่ ในลักษณะเดียวกันกับรถมอเตอร์ไซค์แบบมีเกียร์ปกติ และที่พิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือ TMAX ยังมีเฟืองอีกตัวหนึ่งที่อยู่ระหว่างเฟืองขับหลัก และเฟืองตัวสุดท้าย ในรูปแบบการขับเคลื่อนด้วยโซ่แบบสองขั้น ทำให้การส่งกำลังนั้นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยจะสังเกตได้ว่า TMAX มีระบบการขับเคลื่อนแบบเดียวกันกับรถสปอร์ตไบค์แบบมีเกียร์ และใช้สวิงอาร์มอิสระทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือนหลัง ที่นอกจากจะได้เปรียบทางด้านสมรรถนะแล้ว สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดยังสื่อให้เห็นชัดเจนว่า แม้ TMAX จะเป็นรถสกู๊ตเตอร์แบบออโตเมติก แต่ก็มีจิตวิญญาณของรถสปอร์ตไบค์อยู่อย่างเต็มตัว


TMAX เจนฯ 1 ทำตลาดอยู่ 3 ปี ก็ต่อยอดไปเจนฯ 2 ในปี 2004 ด้วยการปรับเชสซีให้แข็งแรงขึ้น และเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มล้อหลังเป็นขนาด 15 นิ้ว พร้อมดิสก์เบรกคู่หน้า และปฎิวัติการจ่ายน้ำมันเป็นแบบหัวฉีด ก่อนที่ปี 2006 จะได้กำเนิด MAX Series อนุกรมใหม่ ที่มีขนาดเล็กลง วางโพสิชั่นเป็นมิดไซส์สกู๊ตเตอร์ โดยใช้ชื่อว่า Yamaha XMAX ที่จะว่าไป ก็ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อทดแทนสกู๊ตเตอร์รุ่นเดิมอย่าง Majesty ซึ่ง XMAX ตัวนี้ก็ใช้เครื่องยนต์ขนาดความจุ 250 cc เหมือนกัน

เราพักเรื่องราวของ XMAX ไว้แป๊บนึงก่อน เพราะในปี 2008 TMAX เจนฯ 3 ก็ได้เปิดตัว โดยได้รับการอัปไปใช้เฟรมอะลูมิเนียมใหม่ เบากว่าแต่แข็งแรงขึ้น สามารถลดน้ำหนักตัวรถลงไปได้พอสมควร นอกจากนั้นแล้วยังใส่คาลิปเปอร์เบรกโมโนบล็อก แบบ R-Series เพราะด้วยตัวถังที่เบา ความแรงของรถก็เพิ่มขึ้น การควบคุมการเบรกก็ต้องดีขึ้นตามลำดับ

TMAX เจนฯ 3 ทำตลาดอยู่ได้ 4 ปี ก็ได้เวลาของ เจนฯ 4 ออกมาวาดลวดลายบ้าง โดยในเจนฯ นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะได้มีการอัปเกรดเครื่องยนต์เป็น 530 cc ซึ่งถือเป็นรถสกู๊ตเตอร์ที่มีความจุเครื่องยนต์สูงที่สุดในยุคนั้น และแรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 10% เปลี่ยนจากระบบโซ่ที่มีเสียงดัง เป็นสายพาน ใส่โช้คหัวกลับ (Upside Down) คาลิปเปอร์เบรกหน้าเป็นแบบเรเดียลเมาท์ และปรับสวิงอาร์มให้แข็งแรงมากขึ้น

เราได้เห็นพี่น้อง MAX Series ทั้ง TMAX และ XMAX แต่ยังขนาดน้องเล็กอีก 1 นั่นก็คือ NMAX สกู๊ตเตอร์ไซส์เล็ก ที่เริ่มทำตลาดเจเนอเรชั่นแรกในปี 2015 ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนั่นก็คือเครื่องยนต์ BLUE CORE + VVA และระบบเบรก ABS

ให้หลังมาอีก 2 ปี ในปี 2017 ทั้ง XMAX และ TMAX ได้เปิดตัวเจนฯ ใหม่ในเวลาใกล้เคียงกัน โดย XMAX เปิดตัว เจนเนเรชั่นที่ 2 ที่เพิ่มความจุกระบอกสูบจาก 250 cc มาเป็น 300 cc พร้อมทั้งใส่เทคโนโลยี BLUE CORE และ Traction Control ที่ช่วยเรื่องการยึดเกาะถนน และระบบเบรก ABS

ในขณะที่พี่ใหญ่อย่าง TMAX ออกเจนเนเรชั่นที่ 5 ที่มีการปรับโฉมการออกแบบภายนอก พร้อมระบบ YCC-T หรือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบอิเล็กทรอนิกส์ และโหมดการส่งกำลังเครื่องยนต์ที่สามารถเลือกได้ตามความต้องการ

พอมาในปี 2020 คราวนี้ถึงคิวน้องเล็กกับพี่รองบ้าง โดย NMAX ได้ออกตัวเจนเนเรชั่นที่ 2 ที่ได้รับการปรับโฉมให้มีความพรีเมียมสปอร์ตมากขึ้น และมาพร้อม Application Y-Connect เป็นครั้งแรก ส่วนพี่รอง XMAX ก็ได้เปิดตัวเจนเนชั่นที่ 3 ที่สร้างประวัติศาสตร์ในไทย โดยมียอดขาย XMAX สูงสุดในโลกมากกว่า 50,000 คัน ก่อนที่ในปี 2023 จะเปิดตัวเจนเนเรชั่นล่าสุด ที่มาพร้อมหน้าจอสีแบบ TFT และระบบนำทางผ่าน แอปพลิเคชัน Garmin เพื่อความสะดวกในการเดินทาง

และเมื่อปีที่แล้วที่โด่งดังกับเทคโนโลยีใหม่ สำหรับ NMAX เจเนอเรชันที่ 3 ได้มีการเปิดตัวระบบ YECVT ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยควบคุมการส่งกำลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแทนระบบเดิม ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการขับเคลื่อนได้ผ่านโหมด Riding Mode และปุ่มเปลี่ยนเกียร์เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการเร่งหรือใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรกตามต้องการ การพัฒนาของรุ่นนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้าง ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และความล้ำสมัยทางวิศวกรรมของแบรนด์

ในขณะที่พี่ใหญ่ ก็เปิดตัว Yamaha TMAX 2025 อย่างเป็นทางการในไทย โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตดุดันขึ้น ไฟหน้าคู่ใหม่และหน้าจอ TFT 7 นิ้ว มาพร้อมเครื่องยนต์ 562 ซีซี EURO5+ ขับขี่สมูทและทรงพลัง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี IMU, Traction Control, Cruise Control และระบบตรวจเช็กลมยาง (TPMS) เปิดราคาเริ่มต้นที่ 539,000 – 569,000 บาท

และเพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษ 25 ปี ในปีนี้ยามาฮ่าได้เปิดตัวรถลิมิเต็ดเอดิชันทั้ง 3 รุ่น TMAX, XMAX และ NMAX ที่สะท้อนความภาคภูมิใจของตระกูล MAX พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในกลุ่มพรีเมียมสปอร์ตออโตเมติก ด้วยโลโก้สีสีแดง เบาะนั่งลาย 25 ปี กราฟฟิกและโลโก้ 25 ปี โช้คอัพที่อัพเกรดอย่างรุ่น NMAX ก็จะมากับโช้คอัพหลัง Profender ในขณะที่ XMAX จะมากับ OHLIN

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว XMAX Tech MAX ที่มาพร้อมชิลด์บังลมแบบไฟฟ้า หน้าจอ TFT ใหม่ พร้อม ฟังก์ชัน ที่เท่ และเร้าใจครบครัน ตอบโจทย์การขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Photo Credit : New Yamaha TMAX 2017













