by Carzanova Team Doe
Hits: 2537

Review Harley-Davidson 14 รุ่น ที่ผลิตในไทย...

 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบขับขี่มอร์เตอร์ไซต์ประเภทบิ๊กไบค์ ชื่อของแบรนด์ Harley-Davidson (ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน) น่าจะเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ที่หลายคนปรารถนาจะเป็นเจ้าของ ด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างาม รวมไปถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ขับขี่ แต่ด้วยก่อนหน้านี้ Harley-Davidson เป็นตัวนำเข้าทั้งหมด ทำให้ราคาค่าตัวสูงจนหลายคนเอิ้มไม่ถึง แต่มาถึงวันนี้ Harley-Davidson ได้มาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย พร้อมทั้งเปิดตัว 14 รุ่น ที่ประกอบในประเทศ ส่งผลทำให้ค่าตัวลดลง จนยั่วกิเลสของบรรดานักบิด วันนี้ทีมงาน CAZANOVA จะพามาพบกับ 14 รุ่นของ Harley-Davidson ว่าแต่ละคันมีบุคลิกเป็นอย่างไร สำหรับ Harley-Davidson ทั้ง 14 รุ่นนั้นมาจาก 2 ตระกูลหลักคือ Sportster เเละ Softail โดย Sportster มาพร้อมกับ 6 รุ่น ได้แก่ SUPERLOW, IRON883, IRON1200, FORTY-EIGHT, 1200CUSTOM เเละ ROADSTER ซึ่งขนาดเครื่องยนต์ในแต่ละรุ่นจะมี 2 ขนาด 800 และ 1,200 ซีซี โดยพร้อมกับเกียร์ 5 สปีด
ขณะที่ Softail มีรุ่นย่อยให้เลือก 8 รุ่น ได้แก่ STREET BOB, LOW RIDER, FAT BOB114, SPORT GLIDE, FAT BOY 114, BREAK OUT 114, HERITAGE CLASSIC 114 เเละ FXDR 114 โดยรถในตระกูล Softail มากับขนาดเครื่องยนต์ 1,750 และ 1,850 ซีซี พร้อมชนกับเกียร์ 6 สปีด เรามาดูกันเลยว่าแต่ละรุ่นมีสมรรถณะอย่างไร
เริ่มกันที่ตระกูล Sportster กันก่อน

SUPERLOW
เปิดหัวกันที่ตัวสตาร์ทเตอร์อย่าง Superlow ที่คุณจะสัมผัสถึงความเป็นแบรนด์ Harley-Davidson ในราคาที่ย่อมเยาที่สุด ด้วยราคาเปิดตัว 479,000 บาท สำหรับตัวนี้เหมาะสำหรับคนไซส์เอเชีย ที่ไม่ได้ตัวใหญ่มากนัก เบาะนั่งรุ่นนี้มาในทรง Bucket Seat ที่วางในตำแหน่งที่ต่ำ รถไซส์เล็กขี่ได้สบาย รวมถึงเวลาเข้าโค้ง ก็ให้จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ทำให้ควบคุมรถได้ง่าย ระบบกันสะเทือนด้านหลังมีระยะยุบตัวยาวขึ้น ให้ฟิลลิ่งการนั่งที่นุ่มสบาย และแฮนด์บาร์ไม่กว้างมากนักจับถนัดมือ ไม่ต้านลม เหมาะใช้งานได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้านเครื่องยนต์เป็นตัว AIR Cco lED Evolution 883 ซีซี ที่มาพร้อมยางรองแท่นเครื่อง ทำให้ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน ให้ขับขี่ได้นุ่มรื่นมากขึ้น ส่วนช็อคอัพหลังเป็นแบบอิลมันชั่น พร้อมสกรูปพรีโหลดที่ช่วยดูดซับทุกแรงสั่นสะเทือน
ซึ่งโดยสรุป Superlow ถึงเป็นตัว Entry ที่เข้าถึงง่ายสำหรับใครที่อยากมาสัมผัสมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Harley-Davidson ที่ให้การขับขี่ที่ง่าย เหมาะกับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นรถไซส์ใหญ่ บวกด้วยราคาค่าตัวระดับนี้ ถือว่าน่าสนใจที่เดียว

IRON 883
Iron 883 ถือเป็นรุ่นต้นแบบมอเตอร์ไซค์สำหรับขับขี่ในเมืองในตระกูลสปอร์ตสเตอร์ (Sportster) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Evolution V-Twin ที่เพิ่มสมรรถนะด้วยกรองอากาศแบบเปลือยจาก Scremin’ Eagle กุญแจแบบ Keyless พกติดตัวง่าย ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ไฟหน้าขนาดโหญ่ เรือนไมล์แต่งที่ผสานการทำงานของเข็มอนาล็อคเข้ากับการแสดงผลแบบดิจิตอล สามารถอ่านได้ชัดเจนทั้งสภาพแสงจ้า และเวลากลางคืน (แต่ทั้งนี้ถ้าใส่แว่นที่มีคุณสมบัติ Polarized อาจจะมีสีเหลือบ หรือมองไม่ชัดเจนได้นะครับ) ปุ่มที่ควบคุมที่แฮนด์บาร์ แม้ตัวรถจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ปุ่มต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้ ดูแข็งแรงหนักแน่นเต็มไม้เต็มมือ ใช้งานง่าย
แต่ที่มีเปลี่ยนไป สำหรับใครที่เคยขี่ตัว Iron 883 มาก่อน คงต้องทำความคุ้นเคยกับสัญญาณไฟเลี้ยวสักนิด เพราะจากเดิม ที่อยู่คนละข้าง แต่ในรุ่นใหม่นี้ จับมาอยู่ข้างเดียวกัน เหมือนกับรุ่นใหญ่ตัวอื่นๆ แล้วนั่นเอง

สำหรับ Iron 883 เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นที่ 499,000 บาท ซึ่งต้องบอกว่ารถรุ่นนี้ไม่เหมาะกับคนตัวไซส์ที่สูงระดับ 180 ซม. เพราะด้วยขนาดรถที่ค่อนข้างเล็ก เวลาขี่ทางไกลถ้าคนตัวใหญ่ ตัวสูง จะออกอาการเมื่อยเลยทีเดียว แม้จะมีชุดฟิตติ้งไซส์มาให้แต่ก็ได้แค่ระดับหนึ่ง แต่หากเป็นคนที่มีรูปร่างเล็กกว่านี้ ผมว่าเจ้า Iron 883 คันนี้ขี่ง่ายเลยทีเดียว แม้เครื่องยนต์จะเป็นไซส์เล็ก แต่ก็มีแรงบิดที่ไม่ธรรมดา ตามสไตล์รถ Harley-Davidson


IRON 1200
Iron 1200 รูปทรงเป็นแบบเดียวกับตัว 883 แต่ติดตั้งเครื่องยนต์บิ๊กไซส์ Evolution 1200 V-Twin engine ขนาด 1,202 ซีซี 2 ลูกสูบ V-Twin ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบ Air Colled Evolution เอกลักษณ์เฉพาะ ขนาดกระบอกสูบxช่วงชักอยู่ที่ 88.9×96.8 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.0:1 จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ESPFi (Electronic Sequential Port Fuel Injection) ให้แรงบิดสูงสุด 94 นิวตัน-เมตรที่ 3,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ 5 สปีด ที่ให้แรงบิดมากขึ้น 34% (เปรียบเทียบตัว 883 ที่มีแรงบิด 70 นิวตัน-เมตร)
โดยโมเดลปี 2019 มาพร้อมกับแฮนด์บาร์สีดำในแบบมินิเอพ (Mini Ape) สีซาตินแบล็ก ที่ยกสูงโค้งขึ้นแบบชอปเปอร์ที่สร้างความโดดเด่นให้มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้อย่างชัดเจน การออกแบบแผงหน้าปัดสีดำเงาที่ล้อมกรอบไฟหน้าได้รับอิทธิพลมาจากสไตล์ West Coast ที่ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับแกนทรงสูงของตัวรถ ส่วนเบาะนั่งตอนเดียวแบบคาเฟ่ Café Solo Seat เอียงลาดไปยังส่วนบังโคลนหลังและถูกปรับรูปทรงให้ช่วยรองรับผู้ขี่ให้อยู่ในตำแหน่งอย่างมั่นคงในยามที่แรงบิดจากเครื่องยนต์ Evolution 1200 กระชากออกตัว
ถังน้ำมันขนาด 3.3 แกลลอนของรุ่นสปอร์ตสเตอร์แบบคลาสสิก มีการทำลวดลายกราฟิกแถบยาวหลากสีให้โอบตัวถังน้ำมันโดยรอบ ระบบส่งกำลังเครื่องทั้งหมดถูกตกแต่งด้วยสียอดนิยม อาทิ ส่วน rocker box ทั้งบนและล่างสีดำ, ท่อไอเสียและแผ่นกันความร้อนสีดำ, และตัวไทเมอร์ ฝาครอบ Primary และ Derby สีดำ สำหรับส่วนท่อก้านส่งลิ้นและฝาครอบลูกกระทุ้งชุบโครเมียมช่วยเพิ่มโทนสีสว่างและสร้างจุดเด่นให้กับส่วนเครื่องยนต์ V-Twin engine โดยไออ้อน 1200 ยังติดตั้งล้ออลูมิเนียมแบบ 9 ซี่ รวมถึงเบลท์การ์ดสีดำสนิทตั้งแต่ขอบล้อ โซ่ฟันเฟือง สำหรับ Iron 1200 มีราคาเริ่มต้นที่ 619,000 บาท

 
FORTY-EIGHT
ใช้เครื่องยนต์เดียวกับตัว Iron 1200 ช่วงล่างด้านหน้าเป็นช็อคอัพแบบหัวกลับขนาด 39 มม. จากแบรนด์ Showa ระบบกันสะเทือนหลังแบบคู่ปรับสปริง Preload ได้ ระยะยุบตัว 49 มม. ระบบเบรกหน้าแบบดิสก์เดี่ยวขนาด 292 มม. ปั้มเบรก 2 พอร์ต ระบบเบรกหลังดิสก์เดี่ยวขนาด 260 มิลลิเมตร ปั้มเบรก 2 พอร์ท วงล้อซี่ลวด 9 ก้าน ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 130/9016 73H และ 150/80B16 77H มิติตัวรถยาว 2,165 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 1,495 มิลลิเมตร เบาะนั่งสูงจากพื้น 710 มิลลิเมตร ถังน้ำมันจุได้ 7.9 ลิตร น้ำหนักโดยรวม 252 กิโลกรัม
สำหรับ Forty-Eight ถือเป็นสปอร์ตในตำนานของ Harley-Davidson สิ่งแรกที่ประทับใจก็คือการออกแบบตัวรถนั้นมาในแนวทาง Street Cruiser ที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถเนกเกตไบค์และรถ Cruiser ให้อารมณ์ที่ปราดเปรียว และดูดีมีสไตล์ อีกทั้งยังสามารถ Custom ด้วยพาร์ทอะไหล่แท้จากโรงงานกว่า 300 ชิ้น ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกแต่งเจ้า Forty-Eight คันโปรดได้ในแนวทางที่ตัวเองชื่นชอบ
โดย Forty-Eight เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นอยู่ทิ่ 689,000 บาท ที่ต้องบอกว่าเมื่อถูกนำมาประกอบในประเทศไทยแล้ว ราคาลดลงขนาดนี้ ถือเป็นรถอีกรุ่นของ Harley-Davidson ที่น่ามีไว้ในครอบครอง

1200 CUSTOM
สำหรับ 1200 Custom ยังคงใช้เครื่องยนต์เดียวกับ Iron 1200 และ Forty-Eight แต่ตัวรถถูกออกแบบมาในสไตล์ช็อปเปอร์ครูซเซอร์ ท่อไอเสียมาในสไตล์คู่แบบสั้นสีโครเมียม ตัวรถเน้นการตัดกันของสีดำและโครเมียมที่ทำให้ดูหรูหราทันสมัย ลวดลายมีความคลาสสิกตรงส่วนด้านข้างของถังน้ำมัน มาตรวัด ติดตั้งมาให้ที่ แฮนด์บาร์ โดยแสดงผลมากมาย อาทิ ความเร็ว ระยะทาง นาฬิกาบอกเวลา ไฟเตือนน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟแรงดันน้ำมัน เป็นต้น
สำหรับฟิลลิ่งการขี่ ต้องบอกว่ามันเป็นรถที่ขี่ง่าย ท่านั่ง เหมาะกับการเดินทางไกล และดูจะเข้าตากับหนุ่มใหญ่ วัยระดับ 40 อัพ แม้จะไม่มีชิลด์บังลมติดตั้งมาให้ แต่ด้วยการออกแบบแฮนด์บาร์ที่ไม่กว้างเกินไปนั่ง ทำให้ตัวคนขี่ไม่ต้องรับลมมาก ขี่ไกลๆ ไม่รู้สึกเมื่อยล้า โดยราคาเริ่มต้นของ 1200 Custom ตั้งไว้ที่ 599,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่น่าสนใจทีเดียว


ROADSTER
รุ่นนี้ก็เช่นเดินตัวเครื่องยนต์เดียวกับ Iron 1200, Forty-Eight และ 1200 Custom ความตื่นเต้นเร้าใจที่ควบคู่มากับสไตล์คัสตอมแบบการาจบิลด์ มอเตอร์ไซค์แห่งความเร็วสไตล์ท้าทาย ที่มาพร้อมแรงบิด 94 นิวตัน-เมตรที่ 3,500 รอบต่อนาที สำหรับการเข้าโค้งที่แม้แฮนด์บาร์จะหมอบต่ำลงมา แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับการเลี้ยว ส่วนถ้าขับระยะทางไกล อาจจะรู้สึกล้านิดๆ เพราะแรงสะท้านจะล้อจะส่งมาถึงมือค่อนข้างแรง
ด้านการตกแต่งมาพร้อมมาตรวัดคู่ดิจิตอลขนาด 4 นิ้ว ที่อ่านค่าได้ทั้งความเร็ว และอัตรารอบเครื่องยนต์ ระบบกันสะเทือนล้อหน้า ช็อคอัพหน้าเป็นแบบหัวกลับ (Up Side Down) ขนาด 43 มม. มีระบบ Cartridge Damping ส่วนด้านหลังมากับ Twin Sided Swing Arm ที่ให้การยึดเกาะที่ดี
ระบบเบรกล้อหน้าเป็นดิสก์เบรก (แม่ปั๊มเบรค 4 ลูกสูบ) ล้อหลังก็ดิสก์เบรก (แม่ปั๊มเบรค 2 ลูกสูบ) ล้อเป็นอลูมิเนียม ส่วนยาง:ล้อหน้า Dunlop 120/70 R19 และล้อหลัง Dunlop 150/70 R18
ด้านตัวเบาะนั่งเป็นแบบ 2 ตอนทรงต่ำ มีร่องลึกช่วยให้นั่งกระชับติดกับตัวเบาะขณะที่เร่งความเร็ว และสูงจากพื้นเพียง 785 มม. จึงมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ยังช่วยให้การควบคุมรถที่ง่ายและสบายมากขึ้น ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 659,000 บาท รุ่นนี้ราคาถือว่ารับไหว เพราะสมรรถณะและรูปทรงถือว่าไม่ธรรมดาเลย
 
มาที่กลุ่มตระกูล SOFTAIL กันบ้าง
STREET BOB
เริ่มต้นกับรุ่นนี้ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee Eight 107 Hydraulic 2 วาล์ว/สูบ ขนาดเครื่อยนต์ 1,745 ซีซี แรงบิดของเครื่อง 144 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์เป็นแบบธรรมดา 6 สปีด ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ระบบจุดระเบิด Electronic Sequential Port Fuel Injection (ESPFI) ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล์ 95 เบนซิน 95 ขนาดความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 13.2 ลิตร น้ำหนักตัวรถ 297 กก.Street Bob มาพร้อมไฟหน้าเดี่ยวทรงกลมแบบ LED ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นช็อคอัพแบบ Cartridge ที่มีสมรรถนะสูง ล้อซี่ลวดถักที่มีความคลาสสิกขนาก 19 นิ้ว ยางหน้ามีขนาดยางอยู่ที่ 100/90B19 เบรกหน้าใช้เป็น ดิสก์เดี่ยวขนาด 292 มม. x 5.1 มม. 4 ลูกสูบ เทคโนโลยีหน้าจอดิจิตอลแบบสัมผัส พอร์ตชาร์จแบบ USB ให้ความทันสมัยในรูปทรงของรถคลาสสิก ออกแบบมาให้ติดอยู่ตรงระหว่างของแฮนด์ พอดีกับสายตาของผู้ขับขี่ แฮนด์ที่ยกขึ้นสูง ทำให้การควบคุมรถทำได้ง่ายและยังทำให้มีท่านั่งที่สบาย
Street Bob มากับโครงแบบใหม่ ที่มีน้ำหนักที่เบาและแข็งแรงกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ เบาะนั่งเป็นแบบตอนเดียว ความสูงของเบาะ 680 มม. ทำให้สามารถวางเท้าได้อย่างเต็มสองเท้า คนตัวเล็กขี่ได้ง่าย แม้ตัวรถจะดูใหญ่ ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบช็อคอัพเดี่ยวสามารถปรับระดับได้ ส่วนตัวล้อซี่ถักด้านหลังดูคลาสสิก ดุดัน แถมให้ความนุ่มนวล
STREET BOB ใช้ยางหลังขนาด 150/80B16 เบรกเป็นแบบ ดิสก์ขนาด 292 มม. x 5.8 มม. 4 ลูกสูบ STREET BOB มีท่อคู่ที่ให้เสียงอันทรงพลังและหน้าหลงไหลเป็นอย่างยิ่ง โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 849,000 บาท


LOW RIDER
ได้แรงบันดาลใจมาจากในยุคช็อปเปอร์คัสตอม พร้อมลายกราฟฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 70 โดดเด่นด้วยมาตรวัดคู่บนถังน้ำมัน ที่ดูสวยดี แต่เวลาขี่มองค่อนข้างยาก เพราะต้องก้มลงมามาก สำหรับ Low Rider รองรับการขับขี่ที่รวดเร็ว หนักหน่วง ยาวนาน จากการใช้เครื่องยนต์ซึ่งเป็นตัวเดียวกับ Street Bob ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบ Travel 4.6 นิ้ว ด้านหลัง Travel Rear Wheel 3 นิ้ว ระบบเบรกล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 292 มม. x 5.1 มม แม่ปั๊มเบรค 4 ลูกสูบ ล้อหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 292 มม. x 5.8 มม. แม่ปั๊มเบรค 4 ลูกสูบ โดยรุ่นนี้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 899,000 บาท


SPORT GLIDE
รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ MILWAUKEE EIGHT 107 V-TWIN ที่ให้แรงบิด 145 นิวตัน-เมตร จะน้อยกว่าตัว MILWAUKEE EIGHT BIG TWIN รูปทรงดูเท่ด้วยแฟริ่ง Batwing ที่มีความโดเด่น แฟรี่งด้านหน้ายังช่วยลดแรงปะทะของลมได้เป็นอย่างดี ไฟหน้าเป็นแบบ LED ส่วนแฟริ่งด้านหลังมาพร้อมกล่องคู่ที่ติดอยู่ข้างของตัวรถ ที่มีขนาดใหญ่เก็บของได้เยอะ ดูเข้ากับรถได้เป็นอย่างดี
ส่วนเบาะเป็นแบบตอนเดียวยาว ความสูงของเบาะไม่มาก การวางเท้าสามารถวางได้เต็มเท้า ระดับของแฮนด์บาร์กับเบาะยังได้ออกแบบมาให้นั่งสบายในสไตล์รถครูสเซอร์ ระบบกันสะเทือนมีคุณภาพสูงทั้งหน้าและหลัง ในส่วนของช็อคอัพหลังยังสามารถปรับระดับได้ด้วยมือ ทำให้การรับแรงกระแทกทำได้ดีและนุ่มนวล
ตัวถังน้ำมันมีขนาด 22.7 ลิตร เรือนไมล์ทรงกลม 4 ดวง เป็นแบบ Analog ออกแบบมาให้ดูคลาสสิกเข้ากับหน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 165 มม. ที่มาพร้อมการสั่งการด้วยระบบเสียง มีระบบนำทาง และยังมีระบบเสียงที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพิ่มความบันเทิงในการขับขี่
ส่วนของยางหน้าขนาด 130/60R19 ยางหลัง 180/55R18 ยังมีระบบเบรก ABS ที่ได้มาตรฐาน เบรกด้านหน้าและด้านหลังยังทำงานพร้อมกันในแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การควบคุมรถทำได้ง่าย
สำหรับตัวนี้เหมาะกับการขี่นอกเมือง มากกว่าในเมือง ด้วยลักษณะของเครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดดีในช่วงความเร็วสูง แต่เมื่อขับขี่ที่รอบต่อ รับรู้ได้ถึงบุคลิกของเครื่องยนต์ที่ไม่ชอบความเร็วในระดับ Walking Speed ออกอากาสะอึดบ้างเป็นบ้างครั้ง แต่ถ้าขี่นอกเมืองหายห่วง บิดไปไหนไปกัน โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 979,000 บาท

FAT BOB 114
ตัวนี้มาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ MILWAUKEE EIGHT BIG TWIN ขนาดความจุ 1,688 ซีซี แรงบิด 158 นิวตัน-เมตร เรื่องเสียงนี้ไม่ต้องพูดถึง ดังกระหึ่มชัดเจนสุดเร้าใจ รับรองว่าขับไปคนเห็นนี่เหลียวหลังมองไปตามๆ กัน ด้านสมรรถนะระบบกันสะเทือนมาพร้อมช็อคอัพหน้าหัวกลับสไตล์รถแข่ง ตอบสนองต่อเข้าโค้งได้ดีแม้ยางหลังจะมีขนาดหน้ายางกว้าง แต่ด้วยสวิงอาร์มหลังที่เป็นอลูมิเนียม ให้ความยืดหยุ่นได้ดีกว่าเหล็ก ทำให้รู้สึกว่าเข้าโค้งได้ง่ายและสมูทกว่า น้อกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีคลัทช์เดี่ยว ส่วนล้อเป็นแบบแม็กซ์อลูมิเนียม ดูดุดัน สมบึกสมบัน ท่อไอเสียขนาดใหญ่แบบเฉียงขึ้นเน้นสมรรถณะพร้อมทำสีตัดกันแบบคัสตอม ระบบไฟหน้าเด่นด้วยโคม LED รุ่นนี้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,049,000 บาท เห็นราคาแล้วแม้จะยังดูสูงอยู่แต่ก็ถือว่าลดลงมามากพอสมควร บวกสมรรถณะของรถที่ยอดเยี่ยม เชื่อว่าเหล่าสาวกหลายคนฝันอยากเป็นเจ้าของ


FAT BOY 114 
ใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับ Fat Bob 114 ไฟหน้าออกแบบเป็นทรงกลมเดี่ยว ใช้หลอด LED โครงเป็น Softail แบบใหม่ ส่วนท้ายแบบฮาร์คเทลที่ดูคลาสสิก และยังดูทันสมัยในตัวของมันเอง ถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ให้มามีขนาด 18.9 ลิตร บนถังน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีจอแสดงผลที่เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์และแสดงความเร็วเป็นอนาล็อก ให้ความคลาสสิกและทันสมัยอยู่ในตัวเดียวกัน ในส่วนของเบาะ เป็นแบบ 2 ตอน ความสูงของเบาะอยุ่ที่ 675 มม. ทำให้ผู้ขับขี่สามารถวางเท้าได้อย่างเต็มสองเท้า ง่ายต่อการควบคุมรถ
ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิค 43 มม. ระยะยุบตัวของช็อค 130 มม. เพิ่มความนุ่นนวลและยังลดแรงปะทะได้อย่างดี ล้อหน้ามีขนาดใหญ่ Lakester แบบรีด ใช้ยางขนาด 160/60R18 ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยว 4 ลูกสูบ ระบบกันสะเทือนหลังแบบช็อคอัพเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์ม ที่สามารถปรับระดับได้ เพิ่มความนุ่นนวลให้การใช้งาน ล้อหลัง Lakester แบบรีด ที่มีขนาดของยางอยู่ที่ 240/40R18 ถือว่าใหญ่มากเลยทีเดียว และยังเป็นจุดเด่นในรถตระกูลนี้ ซึ่งการใช้ล้อหลังใหญ่ ต้องบอกว่าในช่วงทางตรงที่ใช้ความเร็วรถจะมีอาการนิ่งมากๆ แต่จะมีข้อด้อยหน่อย ตรงทางที่โค้งแคบมากๆ ถ้าไม่ค่อยคุ้นจะค่อนข้างเลี้ยวยากหน่อย เพราะจะพับรถเทรถค่อนข้างลำบาก เนื่องจากยางหลังมีหน้ากว้างมาก ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว 4 ลูกสูบ ท่อคู่ที่ให้มากับรถ ยังสามารถช่วยให้เครื่องส่งกำลังได้ดีอีกด้วยและยังมีเสียงที่ทรงพลังน่าหลงไหลจริงๆ
โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,049,000 บาท รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่หนุ่มไบร์เกอร์ทั้งหลายอยากได้มาไว้เป็นเจ้าของกันอย่างแน่นอน

BREAK OUT 114
มาพร้อมโครง Softail ที่มีความแข็งแรงและยังมีน้ำหนักที่เบา เครื่องยนต์ใช้ตัวเดียวกับ Fat Boy และ Fat Bob ส่วนไฟหน้าแบบกลมเป็น LED ออกมามาได้สวย ดูเด่น ให้ความสว่างที่เพียงพอในตอนกลางคืน ส่วน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงยังออกแบบมาให้เหมาะกับตัวรถ มีขนาดถังน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.2 ลิตร เบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เดี่ยว 4 ลูกสูบ ช๊อคอัพหน้ามีเทคโนโลยีแบบ Cartridge ที่มีคุณภาพสูงและน้ำหนักยังเบาอีกด้วย หน้าจอดิจิตอลขนาดกว้าง ติดอยู่บนแฮนด์บาร์ ในจอยังแสดงข้อมูลเกียร์ ระดับน้ำมัน ระดับความเร็วของรถ ออกแบบมาได้สวย และเหมาะกับตัวรถ ดูทันสมัยในความคลาสสิก แฮนด์ที่กว่ายังทำให้การควบคุมรถทำได้ง่าย ตรงแฮนด์ยังมีปุ่มต่างๆเช่น ปุ่มไฟเลี้ยว ปุ่มสตาร์ทรถ ปุ่มควบคุมโหมดต่างๆ ที่อยู่ตรงระหว่างนิ้วพอดี ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน ตัวยางหลังที่โดดเด่นของขนาดยาง Muscular ที่ให้มาขนาด 240 มม. ให้ความคลาสสิกเป็นอย่างยิ่ง โช้คหลังแบบเดี่ยวพร้อมสวิงอาร์มที่สามารถปรับระดับได้แบบง่าย ยังมีท่อคู่ที่บวกกับเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทำให้มีเสียงที่กระหึ่ม ส่วนระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด น้ำมันเชื้อเพลิงใช้ได้ทั้งแก๊สโซฮอล์ 95, เบนซิน 95 น้ำหนักตัวรถ 294 กก.
โดยรุ่นนี้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,129,000 บาท บอกเลยรุ่นนี้ถ้าไม่ได้ประกอบในไทยราคาคงพุ่งปรี๊ด แต่พอเปิดราคามาแบบนี้ เหล่าสาวกคงตาร้อน อยากเป็นเจ้าของ ก็ด้วยรูปลักษณ์ และบุคลิกของรถที่ดูดุดัน ขนาดผมยังอยากเป็นเจ้าของซักคันเลยครับ 

HERITAGE CLASSIC
ตัวนี้เห็นหน้าตาแบบนี้ อาจจะดูเชยๆ แก่ๆ ไปนิด แต่พูดจริงๆ ขี่ดีสุดๆ เครื่องยนต์เป็นรุ่นเดียวกับ Fat Boy, Fat Bob และ Break Out โดยรถตัวนี้ช่วงล่างถือเป็นจุดเด่นที่สุดด้วยช็อคอัพหน้าแบบ Cartridge ที่สามารถรับแรงกระแทกได้ดี และยังเพิ่มความนุ่มนวลให้กับการขับขี่ มาพร้อมเบรกหน้าแบบ ดีสก์เดี่ยวขนาด 292 มม. x 5.1 มม. 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นช็อคอัพเดี่ยวที่สามารถปรับระดับได้ เบรกเป็นดิสก์ขนาด 292 มม. x 5.8 มม. 4 ลูกสูบ นอกจากนี้ยังมีระบบเบรก ABS ยางหน้าขนาด 130/90B16 ระบบควบคุมความเร็วแบบอัตโนมัติ
Heritage Classic มาพร้อมไฟหน้าทรงกลม 3 ดวง แบบ LED เบาะมีความสูงอยุ่ที่ 680 มม. ขนาดนี้ผู้ขับขี่สามารถวางเท้าเต็มสองเท้าได้อย่างสบาย ดีไซน์กระเป๋าข้างตัวรถสามารถปิดเปิดได้ง่ายแค่ใช้ฝามือสัมผัสครั้งเดียวและ กระเป๋ายังกันน้ำซึมได้เป็นอย่างดี ส่วนชิลบังลมหน้าแบบถอดได้ เปลี่ยนจากมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเป็นครุยเซอร์แค่แปปเดียวเพื่อรูปลักษณ์ใหม่ในการขับขี่
โดยรุ่นนี้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,129,000บาท ตัวนี้บอกเลยเป็นรถสไตล์ดาร์กคลาสสิค ที่หากไม่ได้ลองขี่ อาจจะไม่หันมอง แต่ถ้าหากได้ลองขี่แล้ว รับรองได้เลยว่าคุณจะต้องชอบ ด้วยฟิลลิ่งที่ต้องบอกว่าเหนือ แถมขี่สบาย นุ่มนวล เชื่อได้ว่าหลังได้ลองขี่แล้วจะต้องเหลียวมองทันที

FXDR 114
ปิดท้ายกับคันนี้ ซึ่งใช้เป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกับ 3 รุ่นก่อนหน้านี้ แต่คันนี้ถือเป็นพระเอกสุดของตระกูล Softail ด้วยรูปทรงที่ดูโมเดิร์นในแบบมอเตอร์ไซค์ยุคใหม่ ตั้งแต่ไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟท้ายแบบ LED เกจวัดดิจิทัล ขนาด 2.14 นิ้ว ไปจนถึงท่อไอเสียแบบ 2 ออก 1 ที่ช่วยให้ FXDR 114 ดูเป็นเครื่องจักร 2 ล้อ สไตล์หนุ่มที่สุขุมแต่ลึกๆ แล้วโมโหร้าย ด้านสมรรถนะมากับช็อคอัพหน้าแบบหัวกลับสไตล์รถแข่ง ให้การเข้าโค้งที่คล่องตัวมากขึ้น เฟรมของรถได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีน้ำหนักเบา คล่องตัว โดยรุ่นนี้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,199,000 บาท ตัวนี้เป็นอีกตัวเลยครับที่ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

เป็นไงกันบ้างครับสำหรับ สมรรถณะของแต่ละรุ่นโดนใจไบร์เกอร์หลายรุ่นเลยใช่ไหมครับ ยิ่งตอนนี้ได้ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ราคาก็ขยับลดลงเมื่อเทียบกับในอดีตที่ต้องนำเข้ามา แบบนี้น่าโอกาสอันดีในการเป็นเจ้าของ Harley-Davidson ... แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีหลายคนตั้งคำถามว่าเเล้วเมื่อมาผลิตในประเทศไทยแล้วแบบนี้วัสดุที่ใช้ในการผลิต คุณภาพของวัตถุดิบเเละการประกอบจะเทียบเท่าสากลหรือไม่ คำตอบคือไม่ต้องห่วงถึงเเม้จะเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย แต่คุณภาพของอะไหล่ เครื่องยนต์ วัสดุที่ใช้ต่างๆ ตรงตามมาตรฐานทุกกระบวนการผลิตไม่ต่างจากที่โรงงานผลิตที่สหรัฐอเมริกาแต่อย่างใดเลยครับ
รอช้าอยู่ทำไหม เหล่าไปเกอร์ทั้งหลายต้องไปเล็งไว้ครอบครองสักรุ่นแล้วครับ!!