by Carzanova Team Nat
Hits: 397

115 ปี โรลส์-รอยซ์นวัตกรรมแห่งความเป็นเลิศ

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมปี 2447 ชาร์ลส์โรลส์และเฮนรีรอยซ์ได้พบกันครั้งแรกที่โรงแรมThe Midland ในเมืองแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักรซึ่งการพบกันในครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของวงการยานยนต์115 ปีต่อมาบริษัทที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นในวันนั้นยังคงยืนหยัดในการสร้างมาตรฐานนวัตกรรมและความเป็นเลิศในแวดวงยานยนต์นานาชาติและรักษาไว้ซึ่งกิตติศัพท์ในฐานะผู้รังสรรค์ ‘ยนตรกรรมที่ดีที่สุดในโลก’

มร. โรลส์ 

มร. โรลส์ และ มร.รอยซ์ คงจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจหากได้มาเห็นยานยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นภายใต้ชื่อของทั้งสองในปี 2562 นี้ซึ่งเป็นระยะเวลากว่าศตวรรษนับจากวันที่เครื่องยนต์ 10hpเครื่องแรกของพวกเขาได้ปรากฏตัวครั้งแรกณงานแสดงรถยนต์ในปารีส(Paris SalonหรือParis Motor Show)กาลเวลาที่ผ่านไปย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันประจักษ์ได้ชัดทั้งในแง่ของวัสดุเทคโนโลยีและกระบวนการการผลิตแต่อย่างไรก็ตามในหลายองค์ประกอบสำคัญโรลส์-รอยซ์มอเตอร์คาร์สยังคงดำรงไว้ซึ่งความงดงามของยุคบุกเบิกในอดีตด้วยวิธีการสัญชาตญาณและค่านิยมของแบรนด์จนอาจกล่าวได้ว่าบิดาทั้ง 2 แห่งโรลส์-รอยซ์จะสามารถจดจำยนตรกรรมของบริษัทของตัวเองได้และรู้สึกพอใจกับมันอย่างแน่นอน

มร.รอยซ์

การหวนกลับสู่การผลิตแบบ Coachbuilding

ลายเส้นและสไตล์ของยานยนต์โรลส์-รอยซ์ในยุคแรกได้รับอิทธิพลอย่างเห็นได้ชัดจากรถม้าที่ขณะนั้นกำลังถูกรถยนต์ค่อยๆเข้ามาแทนที่การได้รับอิทธิพลนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเนื่องจากรถยนต์เหล่านั้นถูกผลิตด้วยมือของกลุ่มช่างผู้เชี่ยวชาญในการสร้างรถม้าซึ่งได้ถ่ายทอดความชำนาญและฝีไม้ลายมือทางหัตศิลป์ของพวกเขาจากขนบประเพณีดั้งเดิมดังเช่นการผลิตรถม้าสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างรถยนต์การต่อตัวถังด้วยมือ(Coachbuilding)ของโรลส์-รอยซ์ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ช่วงยุค 60 แต่ในปี 2560 งานฝีมืออันประณีตบรรจงนี้ได้กลับมาทวงบัลลังก์อย่างสง่างามในรูปแบบของ‘สเวพเทล(Sweptail)’ยนตรกรรมแบบCoachbuilt สั่งผลิตพิเศษเต็มรูปแบบที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับลูกค้าผู้แสวงหารถยนต์Grand Tourerที่เปี่ยมไปด้วยความหรูหราและสมรรถภาพที่ทรงพลัง

‘สเวพเทล(Sweptail)’นับเป็นยนตรกรรมที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยโครงสร้างและการตกแต่งภายในที่ไม่เหมือนใครซึ่งรวมไปถึงตู้แช่แชมเปญที่ถูกออกแบบให้มีขนาดพอดีสำหรับบรรจุDom Pérignon ’73 จำนวน 1ขวดโดยเฉพาะอย่างไรก็ตามกระจังหน้าแบบPantheongrilleและระยะยื่นด้านหลังจากล้อหลังถึงปลายสุดของรถ(rear overhang)ของ‘สเวพเทล(Sweptail)’ยังคงแสดงถึงความยึดมั่นต่อสไตล์การออกแบบและตัวตนของแบรนด์โรลส์-รอยซ์ได้อย่างไร้ที่ติ

สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา(The Architecture of Luxury)

เฮนรีรอยซ์เริ่มต้นเส้นทางอาชีพในวงการยานยนต์ด้วยการพัฒนาFrench Decauvilleเครื่องยนต์ 10hp สองสูบซึ่งเป็นรถยนต์คันแรกที่เขาซื้อหลังจากกิจการบริษัทไฟฟ้าภายใต้ชื่อของเขาประสบความสำเร็จเมื่อมร. โรลส์ได้เห็นและทดลองขับรถยนต์ของมร. รอยซ์เขารู้ในทันทีว่าได้ค้นพบรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีความสุดยอด เหนือรถยนต์คู่แข่งร่วมทวีปทั้งหมดและได้ตกลงที่จะจำหน่ายยานยนต์ทุกคันที่รอยซ์จะสร้างขึ้นในระยะเวลา 2 ปีแรกโรลส์-รอยซ์ผลิตรถยนต์เพียงแค่ 10 คันระยะเวลาผ่านมากระทั่งในปี 2561 ที่ผ่านมาบริษัทได้จัดส่งรถยนต์ 4,107 คันไปยังลูกค้าในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกนับเป็นยอดตัวเลขยอดขายต่อปีที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการสินค้าจากลูกค้าทั่วโลกบริษัทได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้หนุนรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมดเป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อ ‘สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา’(The Architecture of Luxury)อันประกอบไปด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียมที่สามารถปรับให้เข้ากับการใช้งานที่หลากหลายได้โดยใช้แผ่นโครงพื้นรถยนต์(floor pans)และคานเหล็กขวาง(cross members)ที่ขนาดแตกต่างกันกระบวนการผลิตแบบใหม่ทำให้มั่นใจได้ในความแข็งแกร่งและสมบูรณ์ของตัวรถในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งประสบการณ์การขับขี่ดังพรมวิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของโรลส์-รอยซ์

แบล็คแบดจ์(Black Badge)

แบล็คแบดจ์คือการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้ากลุ่มเล็กๆผู้ใฝ่ฝันถึงรถยนต์อันมีเอกลักษณ์พิเศษที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันแตกต่างต่อชีวิตความสำเร็จและความหรูหราของพวกเขาบุคคลเหล่านี้เลือกที่จะนิยามตัวตนของพวกเขาให้ไม่เหมือนใครนับเป็นกลุ่มบุคคลผู้มีความเป็นปัจเจกอย่างแท้จริง

กว่าศตวรรษที่กลุ่มบุคคลผู้มีจิตวิญญาณอันร้อนแรงเหล่านี้ตกหลุมรักเสน่ห์อันเย้ายวนของโรลส์-รอยซ์ผู้ทรงคุณวุฒิมากมายเช่นเซอร์มัลคอล์มแคมป์เบล (Sir Malcolm Campbell),โฮเวิร์ดฮิวจ์ส(Howard Hughes) และมูฮัมหมัดอาลี(Muhammad Ali)ล้วนแล้วแต่ยึดมั่นในปรัชญาเฉกเช่นเดียวกับปรัชญาริเริ่มของแบรนด์นั่นคือการปฏิเสธที่จะยอมรับในสภาพที่เป็นอยู่และมีความทะเยอทะยานที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงริเริ่มและพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง

จิตวิญญาณอันเข้มแข็งนี้ยังพบได้ในผู้ร่วมก่อตั้งโรลส์-รอยซ์หนึ่งในนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเขาซี. เอส. โรลส์เป็นชายผู้ไม่เคยหยุดนิ่งการเปลี่ยนแปลงอันแสนธรรมดาของวงการรถยนต์ไม่อาจทำให้เขาพอใจได้เขาจึงแสวงหาสิ่งที่เหนือกว่าโดยมุ่งจิตวิญญาณแห่งความก้าวหน้าและการผจญภัยไปยังเทคโนโลยีบนฟากฟ้า ซึ่งเป็นความหลงใหลที่นำเขาไปสู่การถึงแก่อนิจกรรมก่อนวัยอันควรด้วยวัยเพียง 33 ปี

และด้วยจิตวิญญาณอันกล้าแกร่งนี้ทำให้นับตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์แบล็คแบดจ์ก็ได้กลายเป็นที่ต้องการของเจ้าของรถอายุน้อยจำนวนมากพวกเขาถูกดึงดูดด้วยเสน่ห์ของโรลส์-รอยซ์และตระหนักว่าไม่มีแบรนด์ลักซ์ชัวรีอื่นใดที่จะมีวิสัยทัศน์และความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาทั้งในแง่ของการออกแบบและวิศวกรรมได้แบล็คแบดจ์ถูกออกแบบมาเพื่อป่าวประกาศอัตลักษณ์ที่แตกต่างอย่างแท้จริงซึ่งเชื้อเชิญให้กลุ่มลูกค้าใหม่อายุน้อยจำนวนมากหันมาสนใจในยนตรกรรมของโรลส์-รอยซ์

ในการรังสรรค์เรธโกสต์หรือดอว์นแบลคแบดจ์นั้นนักออกแบบและวิศวกรรถยนต์สั่งผลิตพิเศษ(Bespoke) ของโรลส์-รอยซ์ได้นำแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์อันแตกต่างของกลุ่มลูกค้าบุรุษและสตรีที่พิเศษเหล่านี้ถ่ายทอดมาเป็นการออกแบบและวิศวกรรมที่ลงตัวสะท้อนถึงคุณค่าของยานยนต์โรลส์-รอยซ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

แบล็คแบดจ์นับเป็นตัวตนที่สองของรุ่นมาตรฐานที่คมเข้มมากขึ้นล้ำสมัยมากขึ้นด้วยพลังและแรงบิดที่สูงขึ้นพร้อมทั้งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นเพื่อแนะนำโรลส์-รอยซ์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าใหม่

รายละเอียดในการออกแบบได้รวมไปถึงสัญลักษณ์สปิริตออฟเอ็กสตาซีชุบโครเมียมรมดำล้อแม็กซ์รมดำและส่วนประกอบภายในตัวรถที่ทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์นอกจากนั้นยังมีตราสัญลักษณ์‘RR’สีเงินบนพื้นดำและเช่นเดียวกันกับยนตรกรรมทุกคันของโรลส์-รอยซ์ลูกค้าสามารถเพิ่มเติมองค์ประกอบสั่งผลิตพิเศษอื่นๆได้ตามต้องการดังนั้นแม้จะเป็นยานยนต์ “แบล็คแบดจ์”ลูกค้าก็อาจเลือกที่จะรังสรรค์ออกมาเป็นสีใดก็ได้

 


ขับสบาย...ไปทุกที่(Effortless,everywhere)

ในเดือนกรกฎาคมปี 2460 มร. ฮิวจ์ลอยด์-โธมัส(Hugh Lloyd-Thomas) ทูตชาวอังกฤษกำลังรับประทานอาหารเย็นณคลับแห่งหนึ่งในเมืองไคโรกับไอลีน(Aileen)ภรรยาของเขาชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมยาวปลิวไสวได้ก้าวเข้ามาในร้านและเปล่งเสียงถามว่า “รถยนต์โรลส์-รอยซ์ด้านนอกเป็นของใคร”เมื่อไอลีนตอบว่ารถยนต์เป็นของเธอชายผู้นั้นประกาศว่าเขาจะเกณฑ์รถยนต์คันนั้นไปใช้ “ในนามกองกำลังของกษัตริย์”และขับรถออกไปเขาผู้นั้นคือที. อี. ลอว์เรนซ์หรือเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกว่าในชื่อของลอว์เรนซ์แห่งอาราเบียทั้งเขาและรถยนต์คันนั้นได้ถูกจับภาพเอาไว้ในภายหลังและรูปนั้นกลายเป็นหนึ่งในรูปสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุด

หนึ่งศตวรรษหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นโรลส์-รอยซ์ได้สร้างยานยนต์ที่สามารถพิชิตสภาพแวดล้อมอันยากลำบากที่สุดในโลกขึ้นอีกครั้งยนตรกรรมคัลลิแนนซูเปอร์ลักซ์ชัวรีเอสยูวีได้สร้างกระแสความสนใจไปทั่วโลกเมื่อครั้งที่ถูกเปิดตัวในปี 2561 นอกจากนั้นยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่แวดวงยานยนต์ลักซ์ชัวรีออฟโร้ดระดับโลกคัลลิแนนถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เดินทางไปในทุกที่ได้เห็นทุกสิ่งที่อยากเห็นและได้ทำทุกสิ่งที่อยากทำด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมพร้อมความสะดวกสบายและความหรูหราที่มาพร้อมกับแบรนด์ของโรลส์-รอยซ์ในการพิสูจน์ชื่อเสียงของความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์คัลลิแนนได้ถูกทดสอบด้วยการผจญภัยกว่า 12,000 ไมล์ผ่านภูมิประเทศที่ท้าทายที่สุดของโลกด้วยความร่วมมือกับNational Geographicไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ราบสูงในสก็อตแลนด์เทือกเขาแอลป์ในออสเตรียหรือพื้นที่ทางตะวันตกของอเมริกาสถานที่ที่คัลลิแนนไปเยือนยังครอบคลุมไปถึงพื้นที่แห้งแล้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ยนตรกรรมคันนี้สามารถตอกย้ำคำกล่าวของลอว์เรนซ์ที่ว่า'รถยนต์โรลส์-รอยซ์ในทะเลทรายมีค่ายิ่งกว่าทับทิม'

มร. ทอร์สตันมูเลอร์-ออทเวิสประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรลส์-รอยซ์มอเตอร์คาร์สกล่าวว่า “เราตระหนักถึงคุณค่าของมรดกที่สืบทอดต่อกันมาอย่างลึกซึ้งการได้สรรสร้างและสานต่อผลงานที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ 115 ปีที่แล้วนับเป็นเกียรติอันใหญ่หลวงในขณะเดียวกันเราก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าผู้ก่อตั้งทั้งสองของโรลส์-รอยซ์เป็นผู้มีวิสัยทัศน์พวกเขาคอยหาวิธีที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่แตกต่างอยู่เสมอจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและการถวิลหาความเป็นเลิศนี้คือสิ่งที่โรลส์-รอยซ์มอเตอร์คาร์สยังคงรักษาไว้และให้คุณค่ามาจวบจนถึงปัจจุบันนี้”