Mercedes-Benz A 200 Progressive จัดเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น Entry ที่มีราคาค่าตัวที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ด้วยราคาจำหน่าย 1.99 ล้านบาท ส่วนฟิลลิ่ง และออปชั่นของรถคันนี้จะเป็นอย่างไร ... เราไปดูด้วยกันเลย

 

 

สำหรับ A 200 Progressive จัดเป็นรถในกลุ่ม C-Segment โดยในส่วนของดีไซน์ภายนอกนั้นมาในรูปแบบของรถซีดานขนาดเล็ก ที่มีคู่แข่งในคลาสเดียวกันก็ BMW 220i Gran Coupe Sport ซึ่งค่าตัวก็อยู่ในระดับเดียวกัน โดย A 200 จะมีมิติตัวถัง ยาวxกว้างxสูง อยู่ที่ 4,549x1,796x1,425 มม. หากเทียบกับ BMW 220i Gran Coupe ที่จะมีมิติตัวถัง ยาวxกว้างxสูง อยู่ที่ 4,526x1,800x1,420 มม. ต้องบอกว่าใกล้เคียงกันมากๆ จะมีก็แค่ความยาวที่ทาง Mercedes-Benz A 200 ดูจะได้เปรียบกว่าอยู่ประมาณ 23 มม.

 

 

ด้านการตกแต่งภายนอก A 200 Progressive ใช้ไฟหน้าแบบ LED High Performance ที่มีรูปทรงถอดแบบมาจากตระกูล CLS โดยไฟหรี่จะทำหน้าที่เป็นไฟเลี้ยวด้วยในตัวเดียวกัน ด้านตัวกระจังหน้ามาเป็นลายเส้นสีเงินคาดกลาง 1 เส้น พร้อมโลโก้ตราดาวขนาดใหญ่ ขยับมาที่ด้านข้าง จะเห็นกรอบกระจกหน้าต่างที่ตัดด้วยเส้นโครเมี่ยมทั้งหมด ขับภาพลักษณ์ตัวรถให้ดูหรูหรา พรีเมี่ยมตามแบรนด์ของเค้าได้เป็นอย่างดี ตัวกระจกข้างให้มาเป็นแบบตัดแสง ล้อแม็กล้ออัลลอยแบบ 10 ก้านขนาด 17 นิ้ว ที่ใช้ควบกับยางขนาด 205/55 R17 ซึ่งเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

 

 

ไล่ต่อมาที่ด้านท้ายของตัวรถ ไฟท้ายก็จะมาเป็นแบบ LED พร้อมไฟเลี้ยวที่เป็นแบบ LED เช่นเดียวกัน ขณะที่ท่อไอเสียแม้จะเป็นเครื่องไซส์เล็ก แต่เลือกใช้ดีไซน์ท่อไอเสียแบบคู่ ให้ดูสปอร์ต แถมยังออกแบบได้เรียบเนียนไปกับตัวชายด้านล่างของตัวรถ

 

 

หลังจากดูเรื่องภายนอกกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็ขยับเข้ามาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง ซึ่งหากมองผ่านๆ ก็จะเห็นถึงกลิ่นไอของความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ แต่อาจจะดูความหรูหราน้อยกว่ารุ่นพี่ๆ อย่าง C-Class หรือ E-Class ไม่ว่าจะเรื่องของจอมัลติมีเดียที่แม้จะมาในขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมระบบ MBUX สั่งการด้วยเสียงได้ และรองรับระบบ Apple CarPlay / Andriod Auto แต่ถ้าเทียบกับรุ่นพี่ๆ แล้ว มันก็ยังดูเป็นเด็กๆ เบบี๊ และยิ่งในส่วนของหน้าจอเรือนไมล์ ที่ให้มาในขนาด 7 นิ้ว บอกเลยว่ามันดูไม่อลังการเหมือนกับรุ่นพี่ๆ ซักเท่าไหร่ แต่ก็อย่างว่าผมยังเป็นน้องเล็ก ให้มาขนาดนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว อย่าง Ambient Light ก็มีให้มานะ แต่ก็เฉพาะแค่บริเวณเท้าของผู้ขับ และผู้โดยสารตอนหน้าเท่านั้น

 

 

ในขณะที่ความสปอร์ตของห้องโดยสาร มาพร้อมพวงมาลัย 3 ก้าน พร้อมมัลติฟังก์ชั่นที่ไม่แพ้รุ่นพี่ อีกทั้งยังมี Paddle Shift แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยมาให้ซะด้วย รวมไปถึงมีการตกแต่งด้วยลวดลายคาร์บอนไว้ที่บริเวณคอนโซลและด้านข้างประตู โดยเบาะนั่งคู่หน้ามากับเบาะหนัง Artico ที่ปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมทั้งระบบดันหลัง และเมมโมรี่เซฟได้ 3 ตำแหน่ง ตั้งค่าเบาะนั่งนี้จะรวมไปถึงตำแหน่งของกระจกมองข้างด้วย โดยตัวกระจกมองหลังและกระจกด้านขวา ให้มาเป็นแบบตัดแสง

 

 

ส่วนเรื่องช่องเก็บของ A200 ก็จัดมาไม่น้อยเพื่อเอาใจวัยรุ่นหนุ่มสาว ไม่ว่าจะเป็นที่วางแก้ว ช่องต่อมือถือแบบ USB-C ช่องเก็บของใต้คอนโซล รวมถึงเรื่องฟีเจอร์ก็จัดมาเต็มทั้งโหมดการขับขี่ กล้องมองหลัง และระบบ Entertainment แต่ต้องบอกก่อนว่าชุดลำโพง อาจจะไม่ได้เป็นแบรนด์ดัง แต่ก็ให้คุณภาพเสียงในระดับที่ดีพอตัว

 

 

นอกจากนี้เรื่องระบบอำนวยความสะดวก ก็มีมาให้ไม่น้อยหน้ารุ่นพี่ ไม่ว่าจะเป็น กุญแจ Keyless-Go ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ระบบ Cruise control ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ รวมถึงระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง และที่ขาดไม่ได้กับกล้องมองหลังที่ให้ความคมชัดดีเยี่ยมแม้ในเวลากลางคืน

 

 

 

อีกนิดกับเรื่องของพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถ บอกเลยว่าความจุไม่ธรรมดา เพราะพกพาความจุมาถึง 420 ลิตรเลยทีเดียว และสามารถพับเบาะนั่งด้านหลัง เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระเข้าไปในห้องโดยสารได้เลย โดยตัวเบาะนั่งจะสามารถแยกพับได้แบบ 60:40 โดยฝาท้ายของรถรุ่นนี้ เป็นฝาท้ายแบบแมนนวล ไม่มีระบบไฟฟ้ามาให้นะจ๊ะ

 

 

เอาล่ะ!! หลังจากดูดีเทลของตัวรถกันไปแล้ว คราวนี้มาเข้าเรื่องสมรรถนะของรถกันบ้าง โดยเจ้า A200 คันนี้มันมากับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง ไซส์เล็ก ขนาด 1,332 ซีซี ที่มีระบบอัดอากาศเทอร์โบมาให้ด้วย โดยสามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้ 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 - 4,000 รอบ/นาที ด้านระบบส่งกำลังเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติ DCT 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า และที่สำคัญคือสามารถรองรับน้ำมันเบนซินได้ถึง E85 เลยทีเดียว

 

 

สำหรับฟิลลิ่งการขับขี่ต้องบอกว่าเจ้าขุมกำลังไซส์เล็กบล็อกนี้มันจัดจ้านเอาเรื่อง โดยเฉพาะช่วงตีนต้น ที่บอกเลยว่า ขับสนุก โดนทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 8.1 วินาที ส่วนความเร็วปลายก็ใช่ย่อย ไหลๆ แป๊บเดียวมีแตะระดับ 170 กม./ชม. สบายๆ ในขณะที่ระบบส่งกำลังที่แม้จะเป็นเพียงระบบเกียร์อัตโนมัติ DCT 7 สปีด ไม่ใช่ 9 สปีด อย่างพี่ๆ เค้า แต่ก็เพียงพอกับการใช้งาน แถมยังให้อารมณ์สนุกแบบผู้ดี ไม่กระชากกระชั้นซะด้วย ส่วนเรื่องความประหยัดนั้นไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ เพราะเท่าที่ลองใช้งานอัตราการบริโภคน้ำมัน ผมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตรนิดๆ ต่อลิตร แต่ต้องบอกว่าการทดสอบครั้งนี้ มีช่วงเค้นสมรรถนะเครื่องยนต์อยู่พอสมควร

 

ในขณะที่ระบบช่วงล่างซึ่งด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วก็ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะไม่ได้ใช่คานแข็งเหมือนรถไซส์เล็กฝั่งญี่ปุ่นเค้า แต่พอได้ลองขับเข้าจริงๆ ฟิลลิ่งมันหลุดจากความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นรถยุโรปไปพอสมควร ฟิลลิ่งความหนึบแน่นมันหายไป อารมณ์มันออกจะไปคล้ายๆ กับรถญี่ปุ่นอะไรประมาณนั้น

 

 

ส่วนเรื่องความปลอดภัย จุดนี้หายห่วง ตั้งแต่ระบบเบรก ที่ให้ดิสก์เบรกประสิทธิภาพเยี่ยมมาทั้ง 4 ล้อ ถุงลมนิรภัยรอบคัน พร้อมม่านถุงลมนิรภัย ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ระบบช่วยออกตัวจากทางลาดชัน ไฟเบรกฉุกเฉิน

 

 

สรุปหลังขับ สำหรับ Mercedes-Benz A 200 Progressive

ผมว่ามันเหมาะกับเด็กวัยรุ่นที่ไม่อยากใช้รถญี่ปุ่น อย่างน้อยก็ได้ขับรถเบนซ์ ซึ่งได้เรื่องของภาพลักษณ์ความพรีเมี่ยม แต่ถ้าถามเรื่องฟิลลิ่งการขับ ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า A200 คันนี้ ฟิลลิ่งการขับโดยเฉพาะช่วงล่างมันหลุดจากความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ ไปพอสมควร แต่ด้วยราคาที่ตั้งไว้ต่ำกว่า 2 ล้านบาท มันก็ล่อตาล่อใจให้เป็นเจ้าของซะเหลือเกิน หากใครต้องการความหรูหรา แบรนดิ้งที่ดี ไม่เน้นสมรรถนะการขับขี่สไตล์รถยุโรปมากนัก ตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่ถ้าต้องการเน้นสมรรถนะการขับขี่สไตล์รถยุโรป ผมแนะนำให้ขยับขึ้นไปหาตัวคลาสที่สูงขึ้น อย่าง C-Class ไปน่าจะเหมาะกว่าครับ