ในเซกเมนต์รถเอสยูวี เอ็มจีกำลังไปได้สวย ในขณะที่ตลาดรถกระบะเอง เอ็มจีก็กำลังเริ่มจะคลำถูกทาง ดูได้จากตัวเลขยอดขายที่กระโดดพรวด ดีไม่ดีแซงกระบะบางเจ้าไปซะอีก แต่ยังมีรายละเอียดอีกนิดหน่อย ที่หากเอ็มจีเข้าใจพฤติกรรมคนใช้รถกระบะในเมืองไทยอีกนิด ผมว่า MG EXTENDER ต้องประสบความสำเร็จในตลาดรถกลุ่มนี้อย่างแน่นอน

 

 

ซึ่งตลาดรถกระบะในเมืองไทย แม้จะเป็นตลาดใหญ่ ตัวเลขยอดขายสูงกว่ารถในทุกเซกเมนต์ แต่การจะประสบความสำเร็จในเซกเมนต์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคู่แข่งระดับบิ๊กๆ ในตลาดรถกระบะมีจำนวนมาก แต่ละเจ้าก็มีจุดขายที่แข็งแกร่ง และมีฐานลูกค้าที่มั่นคงมายาวนาน การจะตีตลาดขอส่วนแบ่งในจุดนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจตลาด และผู้บริโภคอย่างแท้จริง

 

โดยการมาของ NEW MG EXTENDER ครั้งนี้ก็ไม่ธรรมดา กวาดยอดขายได้แบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เรียกว่าถ้าดูตัวเลขยอดขายบางเดือน ยังสูงกว่าบางเจ้าที่ทำตลาดมาก่อนหน้านี้ซะอีก ทั้งที่ NEW MG EXTENDER มีโมเดลทำตลาดด้วยตัวถังแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น คือ กระบะตอนครึ่ง หรือ Giant Cab กับกระบะ 4 ประตู หรือ Double Cab โดยไม่มีกระบะหัวเดี่ยวที่เป็นตัวสร้างยอดขายในตลาดรถประเภทนี้ รวมถึงยังไม่มีกระบะตัวเตี้ยที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยม ทั้งในกลุ่มวัยรุ่นสร้างตัว และกลุ่มที่นิยมเอาไปแต่งซิ่ง

 

แต่นั่นน่ะสิ?? แล้วทำไม NEW MG EXTENDER ถึงขายได้ เรามาลองไล่เรียงกันไปทีละเรื่องเลยละกัน

 

 

เริ่มกันที่รูปร่างหน้าตากันก่อนเลย ซึ่ง EXTENDER ใหม่ นั้นเน้นมิติตัวถังขนาดใหญ่ ด้านหน้ามีการเปลี่ยนโฉมมาใช้กระจังหน้าขนาดใหญ่แบบโมเดิร์นดีไซน์ที่เอาจริง ผมยอมรับว่ามันดูดุดันเอาเรื่อง แล้วยิ่งมารวมกับชุดไฟหน้าแบบ LED PROJECTOR พร้อม Daytime Running Lights มันดูเข้ากั๊นเข้ากัน อีกทั้งยังเสริมความทันสมัยสไตล์รถหรูยุโรปด้วยระบบควบคุมไฟหน้าปรับเลี้ยวตามองศาพวงมาลัย เห็นมะว่าเอ็มจีเค้าไม่ธรรมดาใส่ออปชั่นที่กระบะหลายค่ายไม่ใส่มาให้

 

 

ส่วนด้านข้างตัวถังเน้นบึกบึน เสริมมัดกล้ามจากโป่งล้อขนาดใหญ่ ที่สอดรับเข้ากับล้ออัลลอยลายสวยที่มากับขนาดใหญ่ถึง 18 นิ้ว ประกบกับยางระดับหัวแถวอย่าง Bridgestone Dueler HT ขนาด 255/60R18 มองเลยไปด้ายท้าย อาจสะดุดตากับฝาท้ายที่มีแถบสีดำๆ อันนี้โดยส่วนตัว ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ดูมันเยอะๆ ไปนิดนึง แต่ถ้าบางคนชอบอันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ส่วนชุดกันชนหลังดูตัวดี

 

 

ขยับเข้ามาภายในห้องโดยสาร ต้องบอกว่าดูดีกว่าตัวเดิมมาก แม้สีสันและดีไซน์อาจไม่ต้องตรงใจมากนัก แต่ในเรื่องความกว้างขวางสะดวกสบาย ทั้งพื้นที่ด้านหน้า และพื้นที่สำหรับผู้โดยสารตอนหลังต้องยกนิ้วให้เค้าเลย ติดอยู่หน่อยตรงเบาะนั่งด้านหน้าที่ทางเอ็มจีพยายามออกแบบให้มีรูปทรงกึ่งสปอร์ต แต่เอาจริงๆ มันกลับนั่งไม่สบาย การปรับแม้จะเป็นแบบไฟฟ้า แต่ดันปรับได้ไม่ค่อยเข้ากับสรีระเท่าไหร่ รวมถึงมีผิวสัมผัสที่ออกจะแข็งไปหน่อย แต่ยังดีที่ผู้โดยสารตอนหลังมีช่องแอร์มาให้ ไม่ต้องไปแย่งแอร์กับผู้โดยสารตอนหน้า

 

 

มาดูที่เรื่องการออกแบบภายในกันต่ออีกหน่อย สำหรับ NEW MG EXTENDER เลือกใช้โทนสีภายในห้องโดยสารแบบทูโทน น้ำตาลสลับดำ วัสดุที่ใช้ให้ผิวสัมผัสนุ่ม (SOFT TOUCH) พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านหุ้มหนังเดินด้ายแดงแอบสปอร์ตนิดๆ พร้อมระบบมัลติฟังก์ควบคุมครุยส์คอนโทรล และชุดเครื่องเสียง บริเวณแผงหน้าปัดทรงกลมเรืองแสงสีแดงให้อารมณ์สปอร์ต บริเวณกึ่งกลางแผงหน้าปัดมีจอแสดงข้อมูลการขับขี่โชว์ทั้งระยะทางวิ่ง ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และที่สำคัญมีจอแสดงแรงดันลมยางมาให้ด้วย ฯลฯ ซึ่งจอนี้สามารถเปิดดูค่าต่างๆได้จากปุ่มที่ปลายก้านปัดน้ำฝนด้านซ้าย และถ้าต้องการรีเซ็ทค่าต้องกดปุ่มที่ปลายก้านไฟเลี้ยวด้านขวา

 

 

นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้อีกเพียบ ทั้งกุญแจระบบ Smart Key ปุ่ม Push Start ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ คอนโซลกลางติดตั้งจอสีระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว พร้อมรองรับระบบปฏิบัติการ i–SMART ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถเชื่อมต่อกันการสั่งการ หรือ SMART Command ผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ที่สามารถสั่งการให้โทรออก เปิด-ปิดหรือควบคุมระบบปรับอากาศ ตลอดจนควบคุมภาคบันเทิงภายในรถ

 

 

 

พร้อมกันนี้ยังสามารถควบคุมหรือสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่าน MG Mobile Application การเชื่อมต่อ หรือ SMART Connect ที่สามารถเลือกฟังเพลงผ่าน Online Music ค้นหาร้านอาหารและที่พัก รวมทั้งเรียกดูข้อมูลข่าวสาร และเหตุการณ์ปัจจุบันจากเว็บไซต์ได้บนหน้าจอในรถ และการตรวจเช็กรถ หรือ SMART Check โดยสามารถสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู ตรวจสอบตำแหน่งและค้นหารถ แจ้งความผิดปกติ และแจ้งสถานะการทํางานของรถ รวมถึงระบบช่วยค้นหาศูนย์บริการ นัดหมาย และบันทึกการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ เรียกว่าเป็นรถกระบะที่ทันสมัยอย่างแท้จริง

 

 

ด้านขุมกำลังของ MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD ซึ่งเป็นรุ่นท็อปนั้น มากับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น แบบ 4 สูบ ขนาดความจุ 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบแบบแปรผัน ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมฟังก์ชั่นปรับรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง ECO และ POWER
ซึ่งจากที่ได้ทดลองขับอยู่หลายวัน กับการเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง จับพิรุธ เอ้ย!! จับอาการหรือฟิลลิ่งของเครื่องยนต์ได้อย่างนี้ครับ คือการที่เอ็มจีเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุเพียง 2.0 ลิตรนั้น หากเทียบกับคู่แข่งอื่นในตลาด ส่วนใหญ่ถ้าเค้ามีเครื่องยนต์เล็ก ก็จะมีเครื่องยนต์ใหญ่อีกรุ่นไว้ให้เป็นตัวเลือก แต่สำหรับเอ็มจีนั้น มีเพียงเครื่องยนต์เดียวที่ทำตลาด ทั้งนั้นเจ้าฟังก์ชั่นการขับขี่ ECO และ POWER จึงจำเป็นต้องให้มีสมรรถนะที่แตกต่างกันมากๆ

 

 

ซึ่งหากใช้เจ้าโหมดหรือฟังก์ชั่นนี้ไม่ถูกกาลเทศะ อาจจะรู้สึกว่าเจ้า EXTENDER นี้ดื้อพอสมควร ยกตัวอย่างถ้าขับในเมือง ขืนไปเข้าโหมด POWER บอกตามตรงเร่งออกตัวทีมีหัวสั่นหัวคลอน เครื่องมันค่อนข้างพยศ เพราะต้องการรีดกำลังออกมาอย่างเต็มที่ ส่วนถ้าขับนอกเมือง แต่ดันไปเข้าโหมด ECO คราวนี้ล่ะ ความรู้สึกอืดอาดมีแสดงออกมาให้เห็นนิดๆ ในขณะที่เรื่องความประหยัดโดยการใช้งานเฉลี่ยๆ ทั้งในเมืองและนอกเมืองจะอยู่ที่ประมาณ 11 กม./ลิตร. ซึ่งก็พอรับได้กับรถกระบะไซส์ใหญ่ แต่ใช้เครื่องพิกัดนี้

 

ส่วนเรื่องของระบบเกียร์ที่เป็นแบบอัตโนมัติ 6 จังหวะนั้น ตรงนี้ก็ต้องมีส่วนเข้ามาช่วยเครื่องยนต์อยู่พอสมควร สังเกตได้ในช่วงเกียร์ต่ำ อัตราทดเกียร์ค่อนข้างจัด เพื่อต้องการสามารถออกตัวได้ดี แต่ก็ต้องแลกมากับความนุ่มนวลในการขับขี่ ซึ่งหากยังไม่คุ้น จะรู้สึกว่าคุมคันเร่งค่อนข้างลำบาก ส่วนเมื่อรถลอยตัวแล้ว อันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ขับได้อย่างสบายๆ

 

 

มาที่ในเรื่องของรุ่นนี้ที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) แบบพาร์ทไทม์ ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานตามสภาพเส้นทาง 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L โดยสามารถปรับได้ง่ายๆ จากปุ่มหมุนบริเวณ คอนโซลกลาง ซึ่งใช้งานง่ายครับ หลังได้ลองใช้งานจริงแล้ว

 

 

ต่อกันที่เรื่องการควบคุม สำหรับระบบช่วงล่างโดยพื้นฐานก็จะเหมือนกับรถกระบะทั่วไป ที่ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ และด้านหลังแบบแหนบแผ่นซ้อน ซึ่งฟิลลิ่งที่ตอนเปิดตัวบอกว่ามีการปรับจูนให้นุ่มนวลขึ้น แต่เอาจริงๆ บอกเลยอย่างยังเป็นกระบะที่ช่วงล่างเป็นสไตล์กระบะ ซึ่งถ้าอยากให้นุ่ม คงต้องมีน้ำหนักถ่วงท้ายหน่อย ส่วนเรื่องของพวงมาลัยนั้น ยังเป็นแบบแร็คแอนด์พิเนียน ผ่อนแรงด้วยไฮดรอลิค ไม่ขยับไปไฟฟ้า การเซ็ทน้ำหนักก็ทรงๆ เดียวกับเจ้าอื่นในตลาดที่ใช้แร็คแอนด์พิเนียนแบบเดียวกัน ส่วนความแม่นยำของพวงมาลัยอยู่ในเกณฑ์ดี

 

 

ส่วนเรื่องความปลอดภัย โครงสร้างโดยรวมใช้เหล็กแบบ High Strength Steel ที่มีความแข็งแกร่งสูง แต่ที่เป็นไฮไลท์เห็นจะเป็นการใช้ดิสก์เบรก 4 ล้อ ที่ทำงานร่วมกับระบบ ABS, EBA, EBD ขณะที่ระบบอื่นๆ ก็จัดมาให้ไม่น้อยทั้งระบบควบคุมการทรงตัว SCS, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่น, ระบบตรวจสอบความผิดปดติของลมยาง TPMS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา, ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ รวมถึงกล้องมองภาพ รอบทิศทาง สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า และกล้องมองหลังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่

 

 

มาดูที่เรื่องราคา MG EXTENDER DC รุ่น 2.0 GRAND 4WD X 6AT เคาะราคามาไว้ที่ 1,029,000 บาท เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ก็จัดว่ามีราคาค่าตัวย่อมเยากว่าพอสมควร โดย EXTENDER ใหม่ หวังจะใช้แก๊บของราคาที่ต่างจากกระบะเจ้าตลาด บวกกับออปชั่นที่ให้มาเหนือกว่า โกยกลุ่มลูกค้าที่กล้าลอง ชอบความทันสมัย ไม่ยึดติดกับแบรนด์ มาเป็นลูกค้า แต่มีจุดนึงที่สำหรับผมมองว่าเอ็มจีลืมนึกถึงไป ก็คือเรื่องของความต้องการของผู้ใช้รถกระบะในบ้านเรา ที่ตอนนี้ เน้นความคุ้มค่าที่ใช้รถกระบะเป็นเครื่องทำมาหากิน ไม่ได้เน้นความเป็นกระบะไฮโซ ยกสูงขับเข้าป่ากันเท่าไหร่แล้ว เพราะฉะนั้นการไม่ลงมาเล่นกระบะตัวเตี้ย ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย รวมไปถึงอุปนิสัยคนใช้รถกระบะบ้านเรา เน้นความแรง ซึ่งย้อนไปดู EXTENDER มีเครื่องยนต์ให้เลือกเพียงรุ่นเดียว แถมความจุเครื่องก็ไม่เยอะเพียง 2.0 ลิตร กับความแรงระดับ 161 แรงม้า หากต้องการบุกตลาดกระบะเมืองไทยอย่างจริงจัง ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ปรับใน 2 จุดนี้ ผมเชื่อว่า MG EXTENDER รุ่งแน่นอนครับ