บอกเลยว่ารถที่กระแสมาแรงและถูกถามมามากที่สุดตอนนี้คือ All New Haval Jolion Hybrid SUV รถยนต์ไฮบริดรุ่นล่าสุดจาก GWM ก่อนอื่นเรามาออกเสียงให้ถูกต้องกันก่อน ทางผู้บริหาร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ยืนยันมาแล้วว่าชื่อรุ่นของเจ้าคันนี้ออกเสียงว่า โจไลอ้อนซึ่งเป็นการรวม 2 คำคือ Joy กับ Lion ไว้ด้วยกัน หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า มีความสุขสนุกไปกับเจ้าสิงโตตัวนี้ แม้ว่าอันที่จริงแล้วที่ประเทศจีนจะออกเสียงรถรุ่นนี้ว่า จื้อเหลียนหรือ ชูเลี่ยนที่แปลว่า First Love หรือ รักแรก ก็ตาม

 

 

All New Haval Jolion Hybrid SUV

 

เจ้าสิงโตหนุ่มตัวนี้มันมีอะไรน่าสนใจนักหนาถึงได้ถามกันมามากเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ไม่ถึงสัปดาห์ผมได้ไปเยี่ยมโรงงาน GWM ที่จ.ระยอง และได้เจอตัวจริงของ Haval Jolion ครั้งแรก ถามว่าเป็น First Love อย่างที่ชื่อจีนสื่อสารมั้ย? การจะรักใครหรือรักอะไรมันต้องใช้เวลา ประเภทว่ารักแรกพบนี่นานๆ ทีจะเกิดขึ้นกับผม การเจอกับ Jolion ครั้งแรกผมมองแค่ว่ามันเป็นรถที่ภายนอกก็ดูสวยดี ขนาดกำลังพอดีน่าจะขับใช้งานในเมืองได้สะดวก แต่มาสะดุดตาเอาที่ภายในห้องโดยสารที่สวยหรูดูดีมีชาติตระกูลเอามากๆ ยิ่งได้รู้ว่าได้ระบบฟังก์ชั่นต่างๆ จากรุ่นพี่อย่าง Haval H6 มาอีก เลยทำให้อยากได้ลองสัมผัสจับเจ้าสิงโตตัวนี้มาวิ่งเล่นดูเสียหน่อย ซึ่งทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ก็ทันใจ ไม่ถึงสัปดาห์จัดรถให้ลองกันแบบเต็มวันไปเลย ทั้งการพิสูจน์สมรรถนะตามสถานีที่ท้าทายต่างๆ รวมถึงออกเดินทางไกลไปต่างจังหวัด

 

 ไฟท้ายแบบ LED 

 

หนึ่งสัปดาห์หลังจากเจอกันครั้งแรก กลับมาเจอกันใหม่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้มาจอดในลานกว้างหรืออย่างไรรู้สึกว่า Haval Jolion ยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์ เป็นรถที่ภายนอกแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ดูหรูหราดีทีเดียว โดยคันที่ได้ลองขับในครั้งนี้เป็นเกรดสูงสุดคือ Ultra (มีรุ่นย่อย 3 รุ่น Tech / Pro / Ultra) จึงมากับล้อขนาด 18 นิ้ว (รุ่น Tech และ Pro ใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว) ระบบไฟหน้าทุกรุ่นย่อยเป็น LED Intelligent เปิด-ปิดอัตโนมัติ มีฟังก์ชั่น Follow Me Home พร้อมระบบไฟส่องสว่างกลางวัน DRL และ Welcome Light

 

กระจังหน้าแบบ Star Matrix 

 

ส่วนกระจังหน้าทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลว่าเป็นครั้งแรกที่นำกระจังหน้าแบบ Star Matrix มาใช้กับ Jolion (ที่ขายในประเทศจีนไม่ใช่กระจังหน้าแบบนี้) กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวและพับอัตโนมัติเมื่อล็อกรถ รุ่น Ultra ได้หลังคาซันรูฟแบบ Panoramic มาด้วย ไฟท้าย LED รูปทรงโคมเข้ากับไฟหน้า โดยขนาดตัวถังภายนอกถ้าเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันยี่ห้ออื่น Haval Jolion มีขนาดใหญ่ที่สุด (ยาว 4,472 มม. กว้าง 1,841 มม.)

 

หลังคาซันรูฟแบบ Panoramic (รุ่น Ultra)

 

ด้านความสูงของตัวรถอยู่ที่ 1,619 มม. รวมถึงความกว้างฐานล้อที่ 2,700 มม. ก็กว้างที่สุดในกลุ่มด้วยเช่นกัน ซึ่งขนาดฐานล้อนี้ส่งผลดีต่อสมรรถนะการทรงตัวของรถและความกว้างภายในห้องโดยสาร ความสูงใต้ท้องรถอยู่ที่ 168 มม. สูงกว่ารถเก๋งทั่วไป พอจะลุยน้ำได้แต่เลี่ยงได้ก็เลี่ยงถ้าระดับน้ำมันสูงก็อย่าไปลุยมันเลยครับ ซึ่งเจ้าสิงโตตัวนี้ก็ใช้แพลทฟอร์มประจำของแบรนด์อย่าง LEMON (Lightweight, Electrification, Multi-Purpose and Omni-Protection Network) มีข้อดีตรงที่ออกแบบครั้งเดียวปรับเปลี่ยนใช้กับรถได้หลายรุ่น

 

 

พูดตรงๆ ว่าภายนอกที่ว่าดูดี เจอภายในห้องโดยสารของรุ่น Ultra เข้าไปทำเอาเคลิ้มภายใต้แนวคิด Future Intelligent Cockpit เรายังไม่พูดถึงดีไซน์ เริ่มจากการให้สีก่อน ผมยังไม่เคยเห็นรถในกลุ่มนี้ที่ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีแบบนี้ พยายามหาคำอธิบายให้เห็นภาพอยู่พักนึงก็ปิ๊งขึ้นมาว่าลวดลายสีสันการตกแต่งภายในคนออกแบบน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากบรรดาของแบรนด์เนมทั้งหลาย ก็คุณลองดูสิครับ การให้สีโดยเฉพาะแดชบอร์ด พวงมาลัย และแผงข้างประตูที่มีทั้งหนังสีขาว ชิ้นส่วนที่มีทั้งสีเงิน สีดำ Piano Black และสี Rose Gold ผมถามว่าคุณเคยเห็นสีสันหรูๆ แบบนี้ในรถกลุ่มเดียวกันยี่ห้ออื่นบ้างหรือไม่

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ถ้ายังมีบางคนคิดว่ารถจากประเทศจีนจะต้องมากับลายไม้สีแจ๋นๆ แบบที่อากงอาม่าชอบกัน เปลี่ยนความคิดเหล่านั้นใหม่ครับ หมดยุคอะไรแบบนั้นไปแล้ว เบาะนั่งดีไซน์หรูหราน่านั่งจนไม่ได้สนใจแล้วว่าหนังหุ้มเป็นหนังสังเคราะห์ไม่ใช่หนังแท้ อย่างไรก็ตามด้วยการให้สีภายในห้องโดยสารของรุ่น Ultra ที่หนังหุ้มเป็นสีขาวก็ต้องระวังเรื่องความสะอาดกันพอสมควร ถ้าไม่ขยันเช็ดมีหวังหม่นหมองในระยะอันสั้นแน่นอนครับ เบานั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง

 

 

 

ส่วนฝั่งคนนั่งด้านหน้าปรับแบบแมนวล 4 ทิศทาง พวงมาลัยรูปทรงเดียวกับ H6 มาตรฐานเดียวกัน หุ้มหนังพร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นทั้งซ้าย-ขวา คอนโซลเกียร์ดีไซน์ชนะเลิศ หมดสมัยกับด้ามเกียร์เลื่อนขึ้นลงเพราะคันนี้เป็นสวิตช์แบบหมุน Electronic Shifter ได้ทั้งรูปลักษณ์ที่หรูหราและไม่เกะกะ เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Brake Hold มองลึกเข้าไปเป็นแท่นวางชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย Wireless Charger ด้านล่างมีช่องเสียบ USB ด้วยอีกต่างหาก ปุ่ม Push Start เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น แต่ในรุ่น Pro และ Ultra จะได้ระบบ Keyless Access ที่ไม่ต้องล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋าเวลาเปิดล็อคประตูมาให้ด้วย

 

 

แหงนขึ้นด้านบนเจอกระจกมองหลังรูปทรงเดียวกับในรถยุโรปเป๊ะ โดยรุ่น Ultra จะได้เป็นแบบตัดแสงอัตโนมัติ และมีทีเด็ดตรงที่มีช่องต่อ USB ซ่อนอยู่ด้านหลังเผื่อไว้สำหรับกล้องบันทึกภาพด้วย อะไรมันจะขนาดนั้น! เบาะหลังกว้างนั่งสบาย พื้นที่วางเท้าเหลือเฟือ มีพนักวางแขนตรงกลางพับได้พร้อมหลุมวางแก้วหรือขวดน้ำ พนักพิงเบาะหลังพับได้แบบ 60:40 เพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระท้ายรถโดยจะเพิ่มความจุจาก 279 ลิตรเป็น 1,069 ลิตรเมื่อพับพนักพิงเบาะหลังลงทั้งซ้าย-ขวา แต่ด้วยตำแหน่งติดตั้งแบตเตอรี่ไฮบริดที่บริเวณท้ายรถจึงทำให้พื้นรถด้านหลังยกสูงขึ้นมาพอสมควร สำหรับผู้โดยสารตอนหลังที่ติดโทรศัพท์งอมแงมไม่ต้องห่วง มีทั้งช่อง USB และช่องจ่ายไฟสำรองรอไว้ให้แล้วครับ ระบบปรับอากาศเป็นแบบแยกซ้าย-ขวาอัตโนมัติ พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

 

 

 

จากประสบการณ์ที่ได้ลองขับเจ้าแมวเหมียว ORA Good Cat รถในเครือเดียวกันเมื่อคราวที่แล้วที่หน้าจอไม่รู้จะให้อะไรมานักหนาจนเล่นไม่หมด คราวนี้ตั้งใจมาจากบ้านเลยว่าจะมาลองเล่นก่อนออกไปขับ เริ่มจากหน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว แสดงผลข้อมูลการขับขี่ที่ปรับเปลี่ยนและเซ็ตค่าการใช้งานผ่านปุ่มมัลติฟังก์ชั่นฝั่งขวาของพวงมาลัย ปรับดูได้หลายอย่างตั้งแต่ระยะการเดินทาง แรงดันลมยางทั้ง 4 ล้อ ข้อมูลการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การทำงานของระบบไฮบริด การตั้งค่าฟังก์ชั่น Adaptive Cruise Control ที่ตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าได้ 3 ระดับ

 

หน้าจอสัมผัส ขนาด 12.3 นิ้ว

 

ส่วนปุ่มมัลติฟังก์ชั่นฝั่งซ้ายของพวงมาลัยเป็นเรื่องของการควบคุมระบบเครื่องเสียง รับ-วางสายโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับบลูทูธ และระบบสั่งการต่างๆ ภายในรถด้วยเสียง (Voice Command) ซึ่งระบบสั่งการด้วยเสียงนี้ครอบคลุมได้แทบทุกฟังก์ชั่นและที่สำคัญเป็นภาษาไทย เกือบลืมบอกไปว่ามี Head-up Display ที่แสดงผลสะท้อนขึ้นที่กระจกหน้าด้วย แต่ทีเด็ดอยู่ที่หน้าจอกลางขนาด 12.3 นิ้วแบบสัมผัสที่ดูเหมือนว่าอะไรที่มีในโลกพี่แกจับใส่มาหมดนี่แหละครับ เริ่มจากเมนูภาษาไทยที่น่าจะช่วยหลายๆ คนได้ดีทีเดียว เข้าสู่การปรับระบบต่างๆ ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้วสัมผัสที่หน้าจอตามเมนูหลักที่ประกอบไปด้วย การควบคุมรถ ในเมนูนี้คุณสามารถเลือกได้ตั้งแต่ โหมดการขับ (มาตรฐาน / สปอร์ต / ประหยัด / หิมะ) โหมดพวงมาลัยเพาเวอร์ (เบา / สบาย / สปอร์ต) คำสั่งเสียงควบคุมรถที่ใช้บ่อย โหมดคันเร่งอัจฉริยะ Intelligent Single Pedal ระดับการกลับคืนพลังงาน (ต่ำ / มาตรฐาน / สูง) ต่อด้วยเมนูการขับขี่ ก็จะเซ็ตไว้ได้หมดทั้งตัวช่วยด้านหน้า ตัวช่วยให้อยู่ในเลน ตัวช่วยด้านหลัง ข้อมูลป้ายจราจร แต่เมนูที่ผมว่าเป็นฟังก์ชั่นที่เหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันก็คือ การจอดรถแบบอัตโนมัติ ส่วนที่เหลือก็เป็นการตั้งค่าอื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง พูดง่ายๆ เหมือนยกเอาทุกอย่างจาก H6 มาใส่เลยก็ว่าได้ โดยระบบต่างๆ สามารถอัพเกรดผ่านออนไลน์ (FOTA) ได้อีกด้วย ด้านความบันเทิงรองรับได้ทั้ง MP3 / JOOX / Apple CarPlay แล้วก็ไม่ต้องกลัวหลงทางเพราะมี Navigator มาด้วย เล่นหน้าจอยังไม่ทันหมดทีมงานก็มาตามให้ไปเข้าสถานีทดสอบแล้วครับ

 

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น

 

เราเริ่มกันด้วยสถานีทดสอบอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่ง All New Haval Jolion Hybrid SUV ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นรถยนต์ไฮบริด แหล่งกำเนิดพลังจึงมาจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมทั้งหมด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร ซึ่งในระบบมีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว โดย 1 ตัวทำหน้าที่ส่งกำลังไปที่ล้อ ส่วนอีกตัวมีหน้าที่ปั่นไฟฟ้ากลับชาร์จเข้าแบตเตอรี่ แต่หากมีการใช้อัตราเร่งสูง มอเตอร์ทั้ง 2 ตัวก็จะช่วยกันส่งกำลังไปที่ล้อ ระบบเกียร์เป็นอัตโนมัติ DHT ซึ่งผมได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ดูแลผลิตภัณฑ์ว่าระบบทุกอย่างเป็นแบบเดียวกับที่อยู่ใน Haval H6 ต่างกันที่เครื่องยนต์ของ Jolion ไม่มีเทอร์โบเท่านั้นเอง

 

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร + มอเตอร์ไฟฟ้า

 

การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งด้วยการเหยียบคันเร่งจนสุด สิ่งที่สัมผัสได้คือแรงดึงไปข้างหน้าที่เร็วและแรงพอสมควรแต่ไม่ถึงกับกระชากออกจนน่าตกใจ เป็นแรงดึงที่เพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่องแต่ก็แรงเอาเรื่องถ้าเทียบกับเครื่องยนต์สันดาปเพียวๆ ต่อด้วยสถานีการขับหลบหลีกสิ่งกีดขวางและสลาลอมเพื่อทดสอบการทรงตัวของรถ ความเร็วที่ใช้ในสถานีนี้ไม่สูงมากก็จริงแต่มีการใช้พวงมาลัยค่อนข้างเยอะและไว รถแสดงอาการได้กระฉับกระเฉงดี การถ่ายเทน้ำหนักซ้าย-ขวามีพอสมควร แต่ก็ควบคุมได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามในช่วงการขับสลาลอมลัดเลาะกรวย พอเพิ่มความเร็วมากขึ้นในช่วงจังหวะหักพวงมาลัยเลี้ยวซ้าย-ขวาด้วยความเร็ว ท้ายรถมีอาการปัดบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับอันตรายหรือน่าตกใจ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในการใช้งานทั่วไปอยู่แล้วนอกจากจะกรณีฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น

 

 

 

แต่อย่างที่บอกว่ารถคันนี้สามารถปรับตั้งได้หลายๆ อย่าง ดังนั้นการเซ็ตน้ำหนักพวงมาลัยก็น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีช่วยให้การควบคุมทำได้แม่นยำขึ้น สถานีต่อมาเป็นการทดลองประสิทธิภาพของระบบ Adaptive Cruise Control ซึ่งในขณะเดินทางมุ่งหน้า จ.สระบุรี ผมก็เปิดฟังก์ชั่นนี้ใช้งานด้วยเช่นกัน แต่ในสถานีทดสอบบนลานกว้างเป็นการลองการควบคุมและเว้นระยะห่างจากคันหน้าในความเร็วต่ำเสมือนการขับใช้งานในจราจรทั่วไป โดยระบบนี้จะเริ่มทำงานที่ความเร็ว 30 กม./ชม. ขึ้นไป โดยจะทำงานควบคู่ไปกับฟังก์ชั่น Stop & Go กล่าวคือ ความเร็วของรถจะแปรผันตามรถคันหน้าแม้กระทั่งการหยุดนิ่ง และเคลื่อนตัวออกตาม และเมื่อเปิดใช้งานระบบ LDW ช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LKA ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน AEBI เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว จึงทำให้ Haval Jolion เป็นรถที่มีการขับขี่แบบอัตโนมัติในระดับ L2+ เลยทีเดียว

 

 

 

มาถึงสถานีที่โชว์ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะที่ทำได้ทั้งการถอยจอดเข้าซอง จอดขนานชิดขอบทาง และการถอยจอดในมุมเฉียง บอกเลยว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมากสำหรับการใช้รถในเมือง ไม่ต้องกลัวว่าจะจอดไม่ตรงช่องหรือจะไปเบียดรถข้างๆ การใช้งานก็แสนจะง่าย แค่กดปุ่มและทำตามคำแนะนำจากระบบเท่านั้นเอง มือไม่ต้องจับพวงมาลัย เท้าไม่ต้องเหยียบอะไรทั้งนั้น รถจัดการเองหมด โดยกล้องรอบทิศทางจะเป็นตัวกะระยะให้รถเข้าจอดเว้นระยะห่างจากรถที่จอดขนาบข้างหรือประกบหน้า-หลังได้พอดีเป๊ะ ซึ่งคุณก็สามารถดูระยะห่างได้จากภาพรอบตัวรถที่โชว์ขึ้นที่หน้าจอกลางได้เลย นอกจากจอดให้แล้วยังให้ระบบช่วยเอารถออกมาจากช่องจอดให้ได้ด้วยอีกต่างหาก กล้องรอบทิศทาง 360 องศาที่ติดตั้งมามีความแม่นยำ แสดงภาพได้คมชัดระดับ 4 Megapixel และยังปรับเปลี่ยนมุมมองได้หลายรูปแบบ แม้กระทั่งการกะระยะให้ล้อหน้าหรือล้อหลังจอดพอดีเส้นถนนก็มองจากภาพหน้าจอที่เป็นรูปรถให้จอดพอดีเส้นแค่นั้นเอง อะไรๆ ดูง่ายไปหมด

 

 

 

ส่วนสถานีการทดลองใช้ โหมดคันเร่งอัจฉริยะ Intelligent Single Pedal อันนี้ผมไม่ตื่นเต้นแล้วเพราะมีอยู่ในรถหลายรุ่น ก็จะมีข้อดีตรงที่การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันช่วยให้คุณสะดวกมากขึ้นไม่ต้องละเท้าจากคันเร่งมาเหยียบเบรกบ่อยๆ ในกรณีที่อยู่ในจราจรติด แค่ยกเท้าออกจากคันเร่งรถก็จะหน่วงความเร็วให้อัตโนมัติ แต่ระบบนี้บางคนที่ไม่ชอบเลยก็มีโดยให้เหตุผลว่าเหมือนขับๆ เบรกๆ เวียนหัวก็ว่ากันไป

 

 

 

ลองอะไรกันไปเยอะแล้ว มาถึงการขับยาวๆ ทางไกลมุ่งหน้าสู่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ขาไปเป็นรูปแบบคอนวอยคือขับตามกันไป ผมเลยเปิดฟังก์ชั่น Adaptive Cruise Control ตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าไว้ใกล้ที่สุด แต่ก็อยู่ในระยะปลอดภัย หากคันหน้าเบรกฉุกเฉินก็ยังเบรกทัน ซึ่ง Jolion มีระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติมาให้อยู่แล้วแต่ก็ไม่ควรใช้หรอกครับถ้าไม่จำเป็นจริงๆ การใช้ Adaptive Cruise Control ในการเดินทางแบบนี้ได้ทั้งเรื่องความปลอดภัยและความสบาย แต่ถ้าถามผมก็จะแนะนำว่าควรสลับกัน ใช้บ้างยกเลิกบ้าง เพราะถ้าใช้ตลอดมันจะทำให้คุณง่วงเอาง่ายๆ ในช่วงแรกผมใช้โหมดการขับขี่อยู่ที่ มาตรฐานส่วนโหมดพวงมาลัยเพาเวอร์อยู่ที่ สบายในความเร็วปานกลางที่ไม่ได้เร่งรีบกับการขับทางยาวๆ Haval Jolion เป็นรถที่ขับสบายคันหนึ่งเลย พละกำลังมีให้ใช้อย่างต่อเนื่อง ภายในเก็บเสียงดี โดยเฉพาะการเก็บเสียงจากห้องเครื่องยนต์ที่แม้ขณะเร่งแซงแบบฉับพลันที่ต้องใช้รอบเครื่องยนต์สูงบวกกับการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่มากขึ้น แต่กลับแทบไม่ได้ยินเสียงเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารเลย การเก็บเสียงจากพื้นถนนก็ทำได้ดีเช่นกัน ถ้าจะมีเสียงจากภายนอกเข้ามาบ้างก็จะเป็นทางด้านข้างตัวรถเท่านั้น

 

 

 

การทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าก็สัมพันธ์กันดี และสมูธมากจนไม่รู้สึกถึงการสับเปลี่ยนการทำงานทั้งการส่งกำลังด้วยมอเตอร์ฟ้าอย่างเดียว หรือการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ แต่ก็สามารถรู้ได้ด้วยการปรับฟังก์ชั่นหน้าจอ TFT ดูระบบการทำงานผ่านรูปภาพกราฟฟิค หรือการปรับเข้าฟังก์ชั่นที่แสดงรอบเครื่องยนต์ที่เป็นตัวเลขและจุดทศนิยม (2.5 rpm x 1000) ซึ่งการแสดงรอบเครื่องยนต์ลักษณะนี้ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นจากรถค่ายอื่นเหมือนกัน เบาะนั่งสบายขับทางไกลไม่เมื่อย ติดตรงที่จุดยึดเข็มขัดนิรภัยดันปรับสูง-ต่ำไม่ได้ อาจมีปัญหาสำหรับสุภาพสตรีรูปร่างเล็กที่สายเข็มขัดนิรภัยอาจพาดผ่านคอก่อความรำคาญขณะขับขี่ได้

 

 

อีกอย่างถ้าเพิ่มเติมเข้ามาก็น่าจะดีคือ พวงมาลัยปรับได้แต่ขึ้น-ลง ดึงเข้า-ออกไม่ได้ นอกนั้นผมยังหาข้อติไม่เจอในตำแหน่งผู้ขับขี่ ระบบช่วงล่างที่ความเร็วต่ำในช่วงที่ยังอยู่ในเมืองผมรู้สึกว่าแข็งกระด้างพอสมควร อาจจะขัดใจคนที่ชอบรถช่วงล่างนุ่มๆ อยู่บ้าง แต่จะบอกว่าในช่วงใช้ความเร็วสูงขึ้นกับเส้นทางยาวๆ รถคันนี้ถือว่ามีระบบช่วงล่างที่หนึบแน่นมั่นคงดีมาก การขับผ่านเนินหรือการเข้าโค้งกล้าพูดเลยว่ารถนิ่งมาก แต่เมื่อความเร็วเกิน 100 กม./ชม. ไปแล้ว ผมเลือกที่จะเปลี่ยนโหมดพวงมาลัยเพาเวอร์จาก สบายที่รู้สึกว่าเบาและวอกแวกไปหน่อย มาเป็น สปอร์ตที่ให้น้ำหนักเฟิร์มขึ้น เพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถขึ้นมาได้เยอะเลย

 

 

 

ถึงจะขับคนเดียวแต่ไม่มีทางเหงา เพราะถ้าคุณเปิดระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือต่างๆ เอาไว้ จะมี AI เป็นเสียงหญิงสาววัยกลางคนพูดและเตือนคุณไปตลอดทาง ทั้งเรื่องความเร็วที่จับจากป้ายถนนว่าคุณขับเร็วเกินไปแล้ว ระยะห่างจากรถคันหน้าที่ใกล้มากเกินไป นี่ยังไม่นับรวมถ้าคุณเปิดใช้งานระบบนำทางไปด้วย นอกจากนี้พวกเซ็นเซอร์ของระบบต่างๆ ที่ทำงานตลอดเวลาก็จะส่งสัญญาณเตือนตลอดเวลาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขับออกนอกเลน ระบบเตือนมุมอับสายตา และอีกหลายๆ อย่าง คือถ้าเป็นคนขี้รำคาญจะปิดบางอย่างไปบ้างก็ได้ แต่ผมมองว่าเปิดไว้แหละครับปลอดภัยดี

 

มาตรวัดเรือนไมล์

 

ระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน มีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ด้านผลิตภัณฑ์ของ Haval Jolion ก็เลยรู้ว่ามีบางอย่างที่ถือเป็นของเจ๋งของรถคันนี้ที่วันนี้อาจไม่ได้ลองด้วยเวลาที่จำกัด เริ่มจาก การสั่งงาน และควบคุมระบบต่างๆ ผ่าน GWM APP พูดง่ายๆ คือควบคุมรถผ่านสมาร์ทโฟนในมือคุณนั่นแหละครับ มีทั้งการค้นหารถ เปิด-ปิดระบบปรับอากาศ เปิด-ปิดระบบระบายความร้อนที่เบาะคนขับ ปิดประจก และล็อคประตู นอกจากนี้ยังได้รู้เกี่ยวกับระบบความปลอดภัย และช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกว่า หากรถคุณไปเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนถุงลมนิรภัยทำงาน ไฟกระพริบฉุกเฉินจะทำงานอัตโนมัติ ประตูปลดล็อคเองอัตโนมัติ และที่สำคัญจะมีระบบ Emergency Call ติดต่อ Call Center อัตโนมัติ นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ 

 

 

ขากลับเป็นการขับแบบ Free Run คือไม่ต้องขับตามๆ กันอีกต่อไป เป็นโอกาสที่จะได้ลองบางอย่างเพิ่มเติมจากตอนขามา ในขณะที่ Haval Jolion คันอื่นเลือกหามุมถ่ายรูปสวยๆ ผมเลือกเส้นทางกลับผ่าน อ.แก่งคอย ซึ่งมีลักษณะเส้นทางที่คดเคี้ยว เนื่องจากสิ่งที่ยังไม่ได้ลองคือการขับบนเส้นทางที่มีโค้งเยอะๆ บวกกับบางจังหวะที่จะได้ลองอัตราเร่งในทางตรงบนเส้นทางโล่งๆ ผมปรับโหมดการขับขี่จาก มาตรฐานไปที่ สปอร์ตโดยโหมดพวงมาลัยเพาเวอร์อยู่ที่ สปอร์ตอยู่แล้ว ความแตกต่างที่รู้สึกได้ทันทีคือ คันเร่งตอบสนองเร็วขึ้นมาก เร่งเพิ่มความเร็วได้ทันใจ ออกโค้งได้เร็ว ระบบช่วงล่างที่บอกว่าขับช้าๆ ในเมืองรู้สึกกระด้างไปนิด พอมาเจอทางโค้งคดเคี้ยวแบบนี้บอกเลยว่าเอาอยู่ ไปได้แบบมั่นใจ ยิ่งขับยิ่งสนุก ยิ่งสนุกยิ่งชอบ พวงมาลัยน้ำหนักกำลังพอดี ไม่เบาไม่ตึงจนเกินไป

 

แท่นวางชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย Wireless Charger 

 

จังหวะเร่งแซงรถคันหน้าบนถนนเลนสวนทำได้มั่นใจดี อย่างว่าแหละครับ ในกลุ่มเดียวกันตอนนี้ Jolion เขาแรงที่สุด ถึงจะเป็นรถที่มีน้ำหนักเพิ่มมาจากชุดมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ไฮบริด แต่ด้วยบาลานซ์น้ำหนักหน้า-หลังที่ทำมาค่อนข้างดีก็ทำให้ควบคุมรถง่าย ระบบเบรกไว้ใจได้ แล้วยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยหน่วงความเร็วให้ด้วย อีกอย่างที่เพิ่มความมั่นใจขณะขับเดินทางต่างจังหวัดของเจ้าสิงโตคันนี้ก็คือ ระบบ WDS ช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง เพราะในบางครั้งเราอาจไม่ทันสังเกตว่าอันตรายเข้ามาใกล้เรามากแล้ว มีระบบช่วยไว้ก็อุ่นใจไปได้เยอะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไม่ประมาทครับ กลับถึงกรุงเทพฯ ปลอดภัยและประทับใจ

 

สวิตช์เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์แบบ Electronic Shifter

 

หนึ่งวันเต็มกับ All New Haval Jolion Hybrid SUV ได้รู้จักกันดีพอสมควร และได้ลองแทบทุกอย่าง ที่ไม่ได้ลองคือโหมดการขับขี่ ประหยัดกับ หิมะแค่นั้นเอง นอกนั้นผมเปิดฟังก์ชั่นการทำงานครบเลย ถ้าจะให้สรุปว่าเจ้าสิงโตหนุ่มตัวนี้เป็นยังไง คงต้องบอกว่าเป็นรถที่มีระบบฟังก์ชั่นต่างๆ ให้มาล้นหลาม จะไปหาอะไรมากมายขนาดนี้ในรถไซส์เดียวกันคันอื่นผมยังไม่เห็นนะ ให้เป็นรถยุโรปคันละ 2 ล้านก็เถอะ โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยที่ถ้าให้เซลส์ขายรถจำให้ได้ทั้งหมดมีหวังสมองระเบิด สิ่งที่จำเป็นหรือพึงมีหรืออยากให้มี คันนี้มีหมด ส่วนอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้นจะใช้หรือไม่ก็แล้วแต่ผู้ขับแต่ละคน ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตาจริงๆ ขึ้นอยู่กับรสนิยมแต่ละคน แต่ผมก็ยังมองว่ามันหล่อเหลาเอาเรื่อง โดยเฉพาะหน้ากับท้ายที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน All New Haval Jolion Hybrid SUV เป็นรถที่ทางผู้บริหาร GWM บอกว่าตั้งใจเอามาสร้างสีสันในตลาดรถกกลุ่มนี้ในประเทศไทย แต่ผมคิดว่าถ้าพี่ขนของใส่มาเต็มรถขนาดนี้ไม่น่าจะแค่สีสันแล้วล่ะครับ บอกมาเลยดีกว่าว่าพี่กะมาเป็นที่ 1 ในกลุ่มเลยใช่หรือไม่ รุ่นย่อยมี 3 รุ่นตามที่กล่าวไปตอนต้นแล้วคือ Tech / Pro / Ultra ส่วนเรื่องสำคัญที่ทุกคนอยากรู้เช่นเคยคือ ราคา อดใจรออีกไม่กี่วัน กำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมเปิดเผยราคาทุกรุ่นย่อยวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกันทั่วประเทศ ผมเชื่อว่าคุณจะต้องร้อง ว้าว!!!