ในยุคที่เงินทองหายากจากหายนะในสภาวะ COVID-19 บุกทำลายโลก บางคนจากการเงินที่เคยมั่งคั่งใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ทุกเดือน ตอนนี้ไม่ตกงานก็ถือว่าทำบุญมาดีแล้ว จะใช้จ่ายแต่ละบาทต้องคิดแล้วคิดอีก จากที่อยากได้อะไรต้องได้ กลายมาเป็นใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อสิ่งจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ซึ่งสิ่งจำเป็นของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปไม่เว้นแม้แต่พาหนะที่ต้องใช้เดินทาง จากเมื่อก่อนชอบก็ซื้อเลย ตอนนี้ต้องใช้ความยับยั้งชั่งใจมีเหตุผลมากขึ้น คนมีครอบครัว สิ่งแรกที่ต้องมองถึงคือรถที่ใช้เดินทางไปพร้อมกันทั้งครอบครัวได้ และสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ช่วงที่ผ่านมาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักของผมที่กำลังจะซื้อรถใหม่มักมีโจทย์คล้ายๆ กันคือต้องการรถ 7 ที่นั่งราคาไม่แพงนัก คำว่าไม่แพงตอนนี้แน่นอนว่ายังไงก็ต้องไม่แตะล้าน แล้วจะมีทางเลือกไหนบ้างที่เป็นรถใหม่ป้ายแดง ในไม่กี่ตัวเลือกดังกล่าวมี Suzuki อยู่ในนั้น และพอพูดถึงรถ 7 ที่นั่งของ Suzuki ก็มีทั้ง Ertiga และ XL7 และหากคุณติดตาม CARZANOVA มาโดยตลอดน่าจะได้เห็นคลิปการทดสอบรถทั้ง 2 รุ่นไปแล้ว หรือย้อนดูได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=DcD-o7VLxYw&t=3s  แต่ในครั้งนั้นเรานำมาขับกันเฉพาะในเมือง ซึ่งช่วงหลัง XL7 ดูจะได้รับความสนใจมากกว่า แต่ก็จะมีคำถามยอดฮิตว่า รถ 7 ที่นั่งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ออกต่างจังหวัดไหวมั้ย?ตอนนี้ผมมีคำตอบให้แล้ว เพราะเพิ่งพาเจ้า Suzuki XL7 ออกเดินทางไปต่างจังหวัดมา 400 กม.

 

 

Suzuki XL7 

 

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้บรรทุกผู้โดยสารเต็ม 7 ที่นั่งก็จริง แต่ก็นั่งกันเต็มจำนวนเบาะนั่งแถวหน้าและแถว 2 คือไปกัน 4 คน Suzuki XL7 เป็นรถอเนกประสงค์ขนาดเล็กที่น่าสนใจตรงที่ขนาดของรถเหมาะกับการขับใช้งานในเมือง คือไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนพวกบรรดากลุ่มรถปิกอัพดัดแปลงอย่าง PPV ที่บางครั้งไปถึงที่หมายแล้วหาที่จอดไม่ได้ หรือพอเข้าไปในซอยแคบจะกลับรถทีนึงต้องสาวพวงมาลัยเดินหน้าถอยหลังกันหลายรอบ ผมว่าตรงนั้นเลยเป็นจุดหนึ่งที่โดยเฉพาะบรรดาแม่บ้านให้ความสนใจ XL7 มากเป็นพิเศษ

 

 

รูปร่างหน้าตาถ้าเทียบกับ Ertiga ก็ดูสปอร์ตบึกบึนมากกว่า ระยะความสูงจากพื้นของ XL7 สูงกว่า Ertiga อยู่ 20 มม. ซึ่งถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ แต่ถ้าดูด้วยตาเปล่ามันก็ดูสูงกว่าด้วยการตกแต่งของบอดี้รถภายนอกที่มีการ์ดซุ้มล้อ กับรูปทรงกันชน ถือเป็นความฉลาดหลักแหลมของดีไซเนอร์ไม่น้อย แต่ผมว่าที่ XL7 กลายเป็นรถที่คนมีครอบครัวอยากได้น่าจะเป็นเรื่องของภายในห้องโดยสารมากกว่า แม้ภายนอกจะดูกระทัดรัด แต่ภายในถูกออกแบบมาได้กว้างขวางนั่งสบายโดยเฉพาะเบาะนั่งแถวหน้าและแถว 2 ส่วนเบาะนั่งแถว 3 หากมีผู้โดยสารนั่งเต็มอัตรา 7 คนจริงๆ ก็ไม่ได้ถือว่าคับแคบจนต้องเกี่ยงกันนั่ง เนื่องจากคุณสามารถปรับเลื่อนเบาะแถว 2 มาข้างหน้าเพื่อเพิ่มพื้นที่วางเท้าให้คนนั่งแถว 3 นั่งสบายมากขึ้นได้ และที่สำคัญพื้นรถเป็นแนวราบจึงทำให้คนนั่งแถว 3 นั่งได้แบบไม่ต้องยกเข่าขึ้นมาสูง ต่างจากพวก PPV หลายคันที่ผมบอกเลยว่าที่นั่งแถว 3 มีไปงั้นๆ แหละ นั่งแทบไม่ได้สักรุ่น

 

 

อุปกรณ์ต่างๆ ที่ให้มาใน XL7 นับว่าไม่กั๊ก กุญแจเป็น Keyless Entry พร้อมปุ่มสตาร์ท ไม่กวนใจคุณแม่บ้านที่หิ้วของพะรุงพะรังมาแล้วต้องล้วงหากุญแจมาไข ระยะความสูงจากสันหลังคาลงมาถึงชายด้านล่างตัวถังค่อนข้างสูง การเข้า-ออกรถจึงทำได้ง่ายไม่ต้องก้มหัวหลบแม้จะเป็นคนตัวสูงก็ตาม การตกแต่งภายในผมมองว่าทำได้สมราคา คืออาจไม่ได้หรูหราไม่มีวัสดุบุนุ่มดูแพงอะไรมากมาย แต่ก็แทนที่ด้วยลวดลายและสีสันที่ทดแทนได้ จอแสดงผล TFT ที่หน้าปัดเป็นสีดูทันสมัยแสดงผลการทำงานได้ครบ และใครจะไปคิดว่ารถครอบครัว 7 ที่นั่งไซส์กระทัดรัดคันนี้จะมีการแสดงผลแรง G หรือ G-Meter และตัวแสดงผลการใช้แรงม้า (Power Meter) และแรงบิด (Torque Meter) มาให้ด้วย ส่วนหน้าจอเครื่องเสียงขนาด 10 นิ้วแบบสัมผัสก็ใช้งานง่ายตัวหนังสือใหญ่ดีเชื่อมต่ออะไรต่อมิอะไรจากสมาร์ทโฟนได้เยอะแยะไปหมดโดยเฉพาะสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่าง Apple CarPlay และ Android Auto และผมกล้าพูดเลยว่าระบบเสียงใน XL7 ที่มีลำโพงให้ 6 ตัว ให้คุณภาพเสียงที่ไม่ธรรมดาเลยครับ รถซีดาน D-segment บางคันยังสู้ไม่ได้ เบาะนั่งคู่หน้าปรับแมนวลทั้ง 2 ข้าง ฝั่งคนขับปรับสูง-ต่ำได้  ถามว่าทำไมไม่มีเบาะปรับไฟฟ้า? ตอบง่ายๆ ว่าถ้ามีเขาก็ขายราคานี้ไม่ได้หรอกครับ เสียดายอยู่ 2 อย่างคือ วัสดุหุ้มเบาะนั่งสามารถทำให้ดูน่านั่งมากขึ้นด้วยวัสดุหรือลวดลายที่ดีกว่านี้อีกสักหน่อย และที่สำคัญคืออยากให้จุดยึดเข็มขัดนิรภัยปรับสูง-ต่ำได้ เพราะถ้าเป็นคุณแม่บ้านรูปร่างเล็กๆ มาขับ ให้ปรับเบาะขึ้นมาสูงผมว่าสายเข็มขัดนิรภัยก็ยังพาดผ่านระยะคอผู้ขับพอดี ขับใกล้ๆไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าระยะทางไกลน่าจะสร้างความรำคาญพอสมควร มาถึงเบาะแถว 2 ผมจะบรรยายจากฟิลลิ่งที่ได้ลองนั่งเองในขาไปของทริปนี้เลยดีกว่า ก้าวแรกที่เข้าไปในรถบอกเลยว่าเป็นรถที่เข้า-ออกที่ประตูหลังสะดวกมาก ประตูเปิดได้กว้าง ซึ่งมันส่งผลถึงการเข้า-ออกของผู้โดยสารแถว 3 ด้วยเช่นกัน โดยการดึงคันโยกขนาดเล็กด้านบนของพนักพิงแถว 2 พับมาข้างหน้าตัวเบาะแถว 2 ก็จะเลื่อนเดินหน้ามาพร้อมๆกัน สะดวกมากครับ

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ตำแหน่งนั่งที่เบาะนั่งแถว 2 ในขณะเดินทางผมว่าเป็นรถที่นั่งสบาย ตัวเบาะแถว 2 สามารถปรับตำแหน่งพนักพิงหลังได้ (แถว 3 ก็ปรับพนักพิงได้เช่นกัน) และที่สำคัญตำแหน่งการนั่งของแถว 2 อยู่สูงกว่าแถวหน้า จึงทำให้มองเห็นทัศนวิสัยภายนอกตัวรถได้กว้าง และยังไม่ทำให้เมารถได้ง่ายๆด้วย นอกจากนี้ยังเห็นสัญลักษณ์ ISOFIX ซึ่งน่าจะถูกใจบรรดาครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ พร้อมติดตั้งเบาะนั่งเด็กได้เลย (เบาะนั่งเด็กก็ต้องเป็นรุ่นที่มี ISOFIX นะครับ ไม่งั้นก็ใช้สายเข็มขัดนิรภัยเบาะหลังยึดไว้ได้เช่นกัน)

 

 

ในการเดินทางครั้งนี้เนื่องจากนั่งกันไป 4 คน เราจึงทำการพับพนักพิงเบาะนั่งแถว 3 ลงเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสิ่งของที่นำไปด้วย โดยถ้าพับพนักพิงเบาะแถว 3 ลงจะได้พื้นที่ความจุเพิ่มขึ้นเป็น 550 ลิตร และถ้าพับพนักพิงแถว 2 ลงด้วย จะได้ถึง 803 ลิตร พื้นที่วางเท้าสำหรับคนนั่งแถว 2 กว้างขวางจะยืดขา ไขว่ห้าง ทำได้สบาย ส่วนเรื่องความเย็นสบายของระบบปรับอากาศไว้ใจได้ เย็นเจี๊ยบตลอดทางด้วยช่องแอร์บนหลังคา โดยช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวหลังสามารถปรับความแรงของพัดลมแยกจากแอร์ตอนหน้าได้ด้วย

 

 

นอกจากความเย็นสบายภายในรถแล้ว ช่องวางแก้วหรือขวดน้ำที่คอนโซลกลางก็ยังมีช่องแอร์เปิด-ปิดได้มาให้หากคุณต้องการให้เครื่องดื่มเย็นสดชื่นตลอดเวลา ช่องเสียบชาร์จก็ติดตั้งมาให้พร้อมสำหรับผู้โดยสารทั้ง 3 แถว ผมบอกเลยว่าในแง่ของการเป็นผู้โดยสารแถวที่ 2 ผมแทบไม่มีข้อติอะไรเลยนอกจากวัสดุเบาะนั่งที่กล่าวไปแล้วตอนต้น นอกนั้นผมว่าภรรยาและลูกๆ น่าจะพอใจไม่น้อย ฟิลลิ่งของคนนั่งเบาะแถว 2 ของ Suzuki XL7 กับการเดินทางเส้นทางยาวๆ บนสภาพถนนอย่างประเทศไทยที่หาความเรียบเจอน้อยมากถือว่าไม่แย่ คือถ้านั่งโดยสารเดินทางในเมืองทั่วไปผมว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่ในเส้นทางออกต่างจังหวัดที่มีพื้นผิวไม่เรียบ มีหลุมเป็นระยะ รวมถึงการเปลี่ยนเลนไปมาในช่วงความเร็วสูงของคนขับ สิ่งที่สัมผัสได้คือ ช่วงล่างด้านหลังมีความแข็งให้รู้สึกบ้าง โดยเฉพาะเส้นทางที่เป็นดินลูกรังหรือเป็นหลุมเป็นบ่อก็มีอาการดีดเด้งอยู่พอสมควร แต่คราวนี้ผมอยากให้มองว่าเราขับบนเส้นทางแบบนั้นบ่อยแค่ไหน ช่วงของการเปลี่ยนเลนไปมาถ้าคนขับไม่ได้หักพวงมาลัยจังหวะเร็วเกินไป ตัวรถก็ยังคงนิ่งดีไม่โคลงมากนั่งสบายไม่เวียนหัว

 

หน้าจอเครื่องเสียงขนาด 10 นิ้ว

 

ในแง่ของคนขับผมมีคำตอบแล้วสำหรับคนที่ถามมาว่า ออกต่างจังหวัดไหวมั้ย?” Suzuki XL7 เป็นรถที่ผมขับในเมืองแล้วชอบ เป็นรถที่ทัศนวิสัยดี ตำแหน่งการนั่งดี การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้ดีกว่าที่คิด พวงมาลัยจะหนักกว่า Ertiga อยู่เล็กน้อยด้วยการใช้ขนาดล้อขนาด 16 นิ้ว ขับในทางแคบๆ ได้ ขึ้น-ลงที่จอดรถในอาคารจอดรถได้สบาย กำลังเครื่องยนต์พอเพียงต่อการใช้เดินทางในเมืองทั่วไป รีบๆ ก็ยังไหวแต่จะใช้รอบเครื่องยนต์สูงหน่อยเวลาเร่งแซง

 

 

 

แต่พอเปลี่ยนรูปแบบการขับมาใช้เดินทางออกต่างจังหวัดจะเป็นอย่างไรบ้าง หลังออกจาเขตรถติดในกรุงเทพฯ แล้ว ความเร็วที่เราใช้เดินทางอยู่ที่ประมาณ 110 -130 กม./ชม. แล้วแต่ช่วงจังหวะและเส้นทาง เริ่มจากเรื่องการทรงตัวของรถ Suzuki XL7 เป็นรถที่วิ่งทางตรงยาวๆ ตัวรถนิ่งดี พวงมาลัยควบคุมง่ายเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็ว การเข้าโค้งกว้างๆ ในความเร็วประมาณ 100 – 120 กม./ชม. ยังให้ความมั่นใจได้ดี เสียงลมปะทะด้านหน้าและด้านข้างมีอยู่บ้างตามดีไซน์ของตัวถังรถ การทำงานของระบบช่วงล่างสำหรับคนขับให้ความมั่นใจดี ไม่ถึงกับนุ่มนวลมากด้วยลักษณะของรถ แต่ให้ความรู้สึกสำหรับคนนั่งเบาะหน้าได้ดีกว่าตอนนั่งอยู่เบาะหลัง ถามว่าความสูงจากพื้นที่มากกว่า Ertiga ส่งผลต่ออาการของรถหรือไม่ ผมตอบได้เลยว่าไม่รู้สึก โดยตามข้อมูลที่ได้มาบอกว่ามีการเพิ่มขนาดเหล็กกันโคลงหน้าใหญ่ขึ้น และชุดช็อคอัพ-สปริงก็เป็นคนละตัวกับที่อยู่ใน Ertiga ก็น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีในระดับหนึ่ง

 

 

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 105 แรงม้า กับแรงบิด 138 นิวตันเมตร ถึงดูไม่ได้มีแรงมากมายอะไรแต่บอกได้เลยว่าสบายมากกับการเดินทางยาวๆ ออกต่างจังหวัดในแง่ของการขับใช้ความเร็วคงที่ไปเรื่อยๆ มีแซงบ้างเท่าที่จำเป็น แต่หากคุณเป็นคนเท้าหนักชอบทำเวลา ใครขวางหน้าไม่ได้ต้องแซง ก็จะเหนื่อยสักหน่อย ซึ่งผมว่าไม่ได้เป็นที่เครื่องยนต์ แต่เป็นที่ระบบเกียร์มากกว่า Suzuki XL7 ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดแบบ Torque Converter ไม่มีโหมดแมนวล มีมาให้แค่ปุ่ม O/D (Overdrive) ที่เอาไว้ลดเกียร์ลงต่ำเท่านั้น

 

เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 

 

จุดนี้จึงทำให้ถ้าคนขับเท้าหนักคิกดาวน์คันเร่งบ่อยๆ เกียร์จะลดสปีดลงต่ำเพื่อเรียกอัตราเร่งและใช้รอบเครื่องยนต์สูงอยู่พอสมควร ซึ่งลักษณะการขับแบบนี้จะส่งผลต่อความสบายของคนนั่งแน่นอนด้วยเสียงครื่องยนต์ที่เร่งรอบบ่อยเกินและอาการของรถที่ขาดความสมูธ และที่สำคัญส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยตรง ดังนั้นถ้าคุณเป็นพ่อบ้านที่ไม่เร่งรีบ รถคันนี้จะเป็นที่พอใจทั้งคุณและครอบครัว แต่หากคุณเป็นพ่อบ้านเท้าหนักกะแซงปรู๊ดปร๊าด ผมแนะนำให้ไปซื้อ PPV เครื่องดีเซลเทอร์โบไปเลยดีกว่าครับ แต่ก็ต้องเพิ่มงบไปอีกบานเลยนะครับ  

 

 

มาถึงช่วงเส้นทางพิเศษที่ทางทีมงานจัดรอไว้ให้ ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร แต่ก็น่าจะพิสูจน์อะไรบางอย่างจากรถ 7 ที่นั่งที่ถูกแต่งลุคพร้อมลุยคันนี้ เส้นทางเป็นทางลูกรังที่เพิ่งผ่านฝนตกหนักมาจนมีทั้งหลุม และร่องทางลึกๆ ถามว่า XL7 ไปได้มั้ย มันไปได้แหละครับ แต่ต้องเลือกช่องทางให้ถูกและอย่ารีบร้อนมากนักถ้าไม่อยากให้ ท้องลายความสูงจากใต้ท้องรถถึงพื้นถนนที่ 200 มม. XL7 ไม่ได้ถือว่าสูงอะไรมากแต่ก็อุ่นใจในเส้นทางแบบนี้มากกว่ารถเก๋งทั่วไปแน่นอน ระบบช่วงล่างให้ความนุ่มหนึบกำลังดีถ้าใช้ความเร็วเหมาะกับสภาพถนน แต่หากเพิ่มความเร็วในลักษณะ ขับรูดมันจะกระเด้งกระดอนเอาเรื่องจนคนนั่งด้านหลังไม่ปลื้มแน่นอน คือถ้าหากคุณจะซื้อรถคันนี้ไว้เพื่อใช้งานทั่วไปในเมืองบวกกับพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัดแบบที่มีเส้นทางสมบุกสมบันบ้าง มันไปได้ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรู้ลิมิตของรถว่าทำได้แค่ไหน ถามว่าจะเอาไปขับข้ามคลองมะเดื่อที่ฮิตๆ กันอยู่ตอนนี้ได้มั้ย ใจถึงก็ข้ามได้ครับถ้าคุณไม่ใช่คนรักรถอะไรมาก แต่มันย่อมมีผลเสียตามมาแน่นอน ให้เป็นรถ Off-road ถ้าคุณใช้มันเกินลิมิตมันก็พังครับ ส่วนเรื่องการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินทางไปต่างจังหวัดเป็นอย่างไรบ้าง อย่างที่บอกว่ามีการใช้ความเร็วที่หลากหลาย แต่ช่วงขาไปที่ได้เพื่อนร่วมทางเป็นคนขับที่เท้าค่อนข้างหนัก ก็จะมีการเร่งแซงในรอบเครื่องสูงบ่อยๆ ระยะทางทั้งหมดของการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่ 408 กม. ใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 120 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองที่ได้จากการวัดด้วยคอมพิวเตอร์ของรถอยู่ที่ 14.6 กม./ลิตร ก็ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แล้วยังมีน้ำมันเหลือมาให้ใช้ต่อในกรุงเทพฯ ได้อีก 2-3 วันสบายๆ

 

 

คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่แม่บ้านจะอนุมัติให้พ่อบ้านไปถอยรถคันนี้ออกจากโชว์รูม ก่อนอื่นคือ Suzuki XL7 เป็นรถที่นั่งได้ 7 คนจริงๆ หน้าตาดูดีไม่ขี้เหร่ เลือกง่ายเพราะมีรุ่นย่อยแค่รุ่นเดียวคือ 1.5 GLK 4AT ภายในกว้างขวาง ครอบครัวที่มีลูก 2 คน จะพาพ่อตาแม่ยายไปทานข้าวก็ไปด้วยกันได้คันเดียวเลย สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารมีเพียงพอต่อความต้องการ ฟังก์ชั่นใช้งานที่จำเป็นมีให้ครบ และอาจจะเยอะไปสำหรับบางคนด้วยซ้ำ ไม่ต้องกลัวว่าคนนั่งหลังจะร้อนเพราะแอร์ไปไม่ถึง เพราะช่องแอร์บนหลังคาเอาอยู่สบายๆ เบาะนั่งแถว 2 และ 3 ปรับตำแหน่งได้เพิ่มความสบายเข้าไปอีก ภายในเก็บเสียงดี แต่จะมีเสียงเครื่องยนต์เล็ดลอดเข้ามาพอควรถ้าคุณพ่อเท้าหนัก ระบบความปลอดภัยมาครบตามมาตรฐานที่รถรุ่นใหม่พึงมี คุณสมบัติขนาดนี้กับการเป็นรถใหม่ป้ายแดงค่าตัว 779,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่หนีรถไซส์เล็กกลุ่ม C-segment สักเท่าไหร่ ถ้ายังว่าไม่คุ้มก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วครับ