การรีวิวครั้งนี้ เราอยู่กับรถสปอร์ตคอมแพค ครอสโอเวอร์ ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ Toyota C-HR (โตโยต้า ซี-เอชอาร์) ให้ดูโดดเด่นสะดุดตามากขึ้นกว่าเดิม

 

 

New Toyota C-HR 2021

 

รูปลักษณ์ภายนอก 

สำหรับ Toyota C-HR เป็นรถคอมแพค ครอสโอเวอร์ ที่เน้นรูปลักษณ์ดูสปอร์ต เห็นได้จากเส้นสายเหลี่ยมสันต่างๆ โดยด้านหน้าจัดชุดใหญ่มากับชุดโคมไฟแบบโปรเจคเตอร์ Full LED พร้อมระบบปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบ Follow-Me-Home และที่ขาดไม่ได้กับไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไฟเลี้ยวแบบ Sequential และไฟส่องสว่างที่กระจกมองข้างแบบ LED (Welcome lamp)

 

ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ Full LED

 

ในขณะที่ชุดกันชนหน้าด้านล่างก็ยังมาในแบบรังผึ้งสีดำ พร้อมไฟตัดหมอก และจุดเรดาห์ ที่ช่วยตรวจจับระยะห่างจากคันด้านหน้า ส่วนจุดไฮไลท์สำหรับการเปลี่ยนไปของเจ้า C-HR ใหม่ นั่นก็คือการเพิ่มเติมความโฉบเฉี่ยวด้วย Silver Roof หรือสีหลังคาภายนอก รวมไปถึงกระจกมองข้าง และสปอยเลอร์หลัง โดยจะมีหลังคาทูโทน 2 สี คือ หลังคาสีดำ และหลังคาสีเงิน ซึ่งหลังคาแต่ละสีก็จะมีสีตัวรถที่แตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่หลังคาสีดำ จะมากับ 3 สีตัวรถ คือ ขาวมุข แดง และเมทัลสตรีม ส่วนหลังคาสีเงิน จะมากับ 2 สีตัวรถ คือ สีดำ และสีน้ำเงินใหม่ เนบูล่า บลู ซึ่งเป็นตัวที่เรานำมารีวิวในครั้งนี้

 

 

มาดูทางด้านล้อแม็กกันบ้างยังใช้แบบเดิม คือขนาด 17 นิ้ว ที่มาพร้อมยางเปค 215/60 R17 ที่บอกตามตรงตอนแรกคิดว่า การปรับโฉมใหม่ครั้งนี้พี่โตโยต้าเค้าจะให้ล้อที่ใหญ่ขึ้น แต่เมื่อดูราคาที่ทางโตโยต้าได้ตั้งค่าตัวเจ้า C-HR ใหม่ไว้ต่ำลงเหลือ 1.139 ล้านบาท เอาวะ!! ได้ล้อไซส์นี้ก็ดีถมไปและครับ

 

ล้อแม็กขนาด 17 นิ้ว ที่มาพร้อมยาง 215/60 R17

 

ห้องโดยสารภายใน

 

ภายใน้ห้องโดยสาร

 

มีการปรับปรุงเครื่องเสียงใหม่ เป็นแบบจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่รองรับ Apple Car Play และ Android auto สามารถใช้การนำทางผ่าน google map ขึ้นหน้าจอได้ง่ายๆ ผ่านสายชาร์ตแบตหรือสาย USB นั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีระบบ T-Coonect เวอร์ชั่นล่าสุด ที่สามารถติดตามรถหาย และฟังก์ชั่น Auto SOS ที่ ตรวจจับค่าแรง G กรณีเกิดอุบัติเหตุ ที่เราไม่สามารถติดต่อได้ ทาง Call Center จะติดต่อกลับโดยทันที ถ้าไม่มีผู้รับสายช่วยประสานงานไปยังหน่วยช่วยเหลือต่างๆ ที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด เพื่อมาช่วยเหลือเราในจุดเกิดเหตุ

 

จอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่รองรับ Apple Car Play และ Android auto 

 

และที่ไฮไลท์สำคัญ คือ ระบบความปลอดภัย Toyota safety sense เวอร์ชั่น 2 ที่ได้รับการปรับปรุง ระบบ DRCC เป็นแบบ All Speed ที่สามารถหยุดรถได้ตามคันหน้า และเพิ่มระบบ LTA ที่รักษารถให้อยู่กึ่งกลางเลนส์ โดยใช้เซ็นเซอร์ และกล้องส่องเลนส์ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้รถสามารถวิ่งอยู่กึ่งกลางเลนส์ รวมไปถึงการเตือนการจับพวงมาลัย โดยตัวพวงมาลัยจะตรวจจับน้าหนักมือที่จับบนพวงมาลัย กรณีที่เราปล่อยพวงมาลัยนานเกิน จะมีเสียงเตือน และข้อความแจ้งที่หน้าจอให้เราจับพวงมาลัย เพื่อป้องกันการหลับใน

 

 

สมรรถนะ

ด้านสมรรถนะการขับขี่ เอาเรื่องเครื่องยนต์กันก่อนยังคงใช้ขุมพลังบล็อคเดิมรหัส 2ZR-FXE ขนาด 1.8 ลิตร VVT-i 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ที่ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิด142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้า ที่มาพร้อมระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 4th Generation Hybrid ที่ให้กำลังสูงสุด 71 แรงม้า และแรงบิด 163 นิวตัน-เมตร ซึ่งเมื่อผสาน 2 พลัง มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ ที่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT จะให้แรงม้าสูงสุด 169 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 305 นิวตัน-เมตร

 

เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร VVT-i 4 สูบแถวเรียง

 

ซึ่งจากการทดลองขับเรื่องความแรงอาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่น่าสนใจอะไรมากนักของเจ้า C-HR แม้อัตราเร่งจะดีมากๆ แต่ความเร็วสูงสุดถูกล็อคไว้ที่ประมาณ 175 กิโลเมตร/ชม. ส่วนเรื่องที่น่าสนใจของขุมพลังตัวนี้ผมกลับให้เรื่องของความประหยัด ที่ได้ลองขับแบบใช้งานจริงในสไตล์เร่งรีบ ตัวเลขความประหยัดยังออกมาที่ 18 กว่าๆ กม./ลิตร ซึ่งผมถือว่าเป็นตัวเลขอัตราการกินน้ำมันที่ดีเอามากๆ รวมไปถึงเรื่องของการรับประกันทั้งในตัวแบตเตอรี่ไฮบริดก็ให้มากถึง 10 ปี ส่วนรับประกันระบบไฮบริดก็ให้มาอีก 5 ปี

 

 

ขณะที่ในส่วนของการควบคุมนั้น C-HR ได้ถูกพัฒนาและออกแบบบนพื้นฐานแพลตฟอร์มใหม่ Toyota Global New Architecture (TNGA) แพลตฟอร์มใหม่ ที่มีจุดเด่นทั้ง ตัวถังที่แข็งแกร่งมากขึ้น

 

 

จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง ลดการโคลงของตัวถัง ทำให้การเข้าโค้ง การขับขี่มีประสิทธิภาพที่ดี โดยช่วงล่างนั้นด้านหลังก็เป็นแบบอิสระปีกนกคู่ ทีให้การเกาะถนนและให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ที่มากกว่า หากเทียบกับ Toyota Cross ที่ช่วงล่างด้านหลังยังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม