เปิดตัวมาได้ไม่นาน เราก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับเจ้า S-Class ใหม่ ภายใต้รหัสตัวถัง W223 ซึ่งตัวอักษร W จะเป็นตัวที่บอกว่าเจ้า S-Class ใหม่นี้จะเป็นตัวถังแบบ Long Wheel Base ซึ่งในประเทศไทยจะมีแต่ตังถังแบบนี้เข้ามาจำหน่าย โดยถ้าเทียบกับ S-Class ตัวก่อนหน้านี้ หากมองด้วยสายตาเจ้า S-Class ใหม่ W223 ดูเหมือนจะมีตัวถังที่เล็กกว่าเดิม แต่ถ้าดูมิติตัวถังแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะด้วยดีไซน์ของแนวหลังคาแบบ Catwalk Line ที่กดแนวหลังคาให้ต่ำลง แต่ไม่กระทบพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ซึ่งหากดูจากฐานล้อตัวใหม่นี้จะมีความยาวกว่ารุ่นเดิมถึง 51 มิลลิเมตรเลยทีเดียว

 

 

 

โดยเจ้า S-Class ใหม่ ในช่วงแรกจะทำตลาดในเมืองไทยด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 6 สูบ 286 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC เพียงเครื่องยนต์เดียวก่อน ส่วนขุมพลังปลั๊กอิน ไฮบริด ต้องรอช่วงปลายปี โดยเจ้าเครื่องยนต์ดีเซลที่จำหน่ายอยู่ตอนนี้ ก็จะมีแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย S 350 d AMG Premium 7,190,000 บาท และ S 350 d Exclusive 6,690,000 บาท ซึ่งรีวิวครั้งนี้เราจะไปลึกกันที่ตัว S 350 d AMG Premium ที่ทั้งหรูหราและสปอร์ตพร้อมกันในตัว บอกได้เลยว่าเจ้า S-Class ใหม่ คันนี้ จะขับเองก็ได้ หรือจะนั่งหลังเป็นคุณชายก็ดูดี

 

 

แต่ก่อนอื่นขออธิบายนิดนึงก่อนนะครับ ว่าสำหรับ S-Class ใหม่ทั้ง 2 รุ่น ที่ราคาต่างกันนี้ ไม่อยากให้มองว่ารุ่น S 350 d Exclusive เป็นรุ่นล่างหรือรุ่นเริ่มต้น ส่วนรุ่น S 350 d AMG Premium เป็นตัวท็อป เพราะเอาจริงๆ แล้ว ทั้ง 2 รุ่น มีอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยเท่าเทียมกัน แต่ในตัว S 350 d AMG Premium จะเพิ่มบุคลิกความแตกต่างด้วยอุปกรณ์บางรายการ อย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น ล้อแม็ก และการอุปกรณ์ตกแต่งภายในที่ดูสปอร์ตพรีเมียมกว่า เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้อยากให้รถคันนี้ต้องมีคนขับรถให้เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าบางวันต้องการขับเอง ก็ยังมีอารมณ์ความสปอร์ตตอบสนองได้อยู่ แต่ก็ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มครึ่งล้านอยู่เหมือนกัน

 

 ล้อแม็ก Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium ขนาด 20 นิ้ว

เรามาเจาะลึกกันที่ภายนอกกันก่อนเลยว่าตัว S 350 d AMG Premium มีอะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง เริ่ม กันที่ชุดบอดี้พาร์ท กับลวดลายและขนาดล้อแม็ก ซึ่งในตัว AMG Premium จะดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเลือกใช้ล้อแม็ก AMG ที่ขนาดใหญ่กว่าจาก 19 นิ้ว เป็น 20 นิ้ว

 

 ภายในห้องโดยสาร Mercedes-Benz S 350 d AMG Premium จะเป็น Piano Black ตัดกับวัสดุสีเงิน

 

ส่วนภายในเพียงแค่เปิดประตูเข้ามาก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเจ้าตัว AMG Premium จะมีบุคลิกที่ดูสปอร์ตกว่า อย่างในตัว Exclusive เค้าจะเน้นลายไม้หรูหรา พวงมาลัยแม้จะเป็นทรง 3 ก้านก็จริงแต่ก็จะดูมีความเรียบร้อยกว่า แต่ตัว AMG Premium จะเป็น Piano Black ตัดกับวัสดุสีเงิน ซึ่งจะดูสปอร์ตมากกว่า ด้านเบาะหนังแม้จะเป็นลายเดียวกัน แต่ก็ยังมีความต่างกันที่เกรดหนัง ที่ตัว AMG Premium จะมีมีผิวสัมผัสที่ดูสปอร์ตมากกว่า รวมไปถึงแผงข้างประตูและหลังคา ก็ใช้หนังหุ้มที่แตกต่างกัน

 

 

เอาล่ะ!! ผมสรุปจุดที่แตกต่างแบบสรุปคร่าวๆ ไปให้แล้ว มาดูกันที่ฟีเจอร์ที่ทั้ง 2 รุ่น มีมาให้เหมือนกันบ้าง ได้แก่ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน, มาตรวัดดิจิตอล ขนาด 12.3 นิ้ว, จอสัมผัสแสดงผลสไตล์ I Pad จัดวางแบบลอยตัวที่คอนโซลกลาง ที่ทำงานร่วมกับระบบอินโฟเทนเมนท์ MBUX7 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นหม่แบบ OLED ที่ทำงานได้อย่างชาญฉลาดขนาดใหญ่ถึง 12.8 นิ้ว และที่เป็นไฮไลท์คือมีฟังก์ชั่น Finger Scan ที่สามารถบรรทึกข้อมูลผู้ขับได้มากถึง 7 คน ก็อย่างที่บอกรถคันนี้เค้าไม่ต้องการให้มีคนขับให้เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าหากอยากขับเอง ก็สามารถเช่นกัน โดยไอ้ฟังก์ชั่นนี้ มันจะให้ความสะดวกสบายทันทีที่เราเอานิ้วทาบสแกน มันจะปรับค่าทุกอย่างของรถ ให้เป็นค่าที่เราตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเบาะนั่ง โทนสี Embrian Light ภายในห้องโดยสาร รวมถึงระบบอินโฟเทนเมนท์ต่างๆ ก็จะเป็นในแบบที่เราตั้งไว้ (เป็นไงล่ะครับ หรูล้ำเลิศสุดๆ ไปเลย)

 

 

และอีกเรื่องที่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของรถคันนี้ ก็คือเจ้า MBUX7 มันยังสามารถตอบรับกับการเคลื่อนไหวของร่างกายคนในรถ โดยตัวระบบจะมีกล้อง 3D ตรวจจับการเคลื่อนไหวของมือ ศีรษะ และร่างกาย เพื่อแปลความต้องการของผู้ใช้ นำไปสู่การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ เช่น ทำมือโบกไปด้านหลัง ซันรูฟก็จะเปิด แต่ที่ผมชอบที่สุด คือมันจะมีระบบตรวจจับอาการของคนขับว่าอยู่ในภาวะหมดสติรึป่าว อย่างเช่น คอพับ หรือไม่ลืมตา ไอ้เจ้าระบบนี้ มันจะพยายามนำรถเข้าจอดข้าง แล้วโทร SOS เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งเอาจริงๆ ผมว่าระบบนี้มีความสำคัญมากๆ ยิ่งโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งอาจมีภาวะหมดสติได้

 

 เบาะนั่งด้านหลังหรูหรา สมฐานะ

เอากลับมาที่เรื่องเบาะหลังกันต่อ ที่จะว่าไปแล้ว คนซื้อรถระดับ S-Class ผมว่าเค้าโฟกัสจุดนี้เป็นหลักเลยนะครับ โดยเบาะหลังของเจ้า S-Class ใหม่ จะมาพร้อม Rear Seat Comfort Package ที่สามารถปรับตำแหน่งท่วงท่าได้ด้วยระบบไฟฟ้า รวมไปถึงสามารถปรับเอนนอนแบบ One-Touch ได้อีกต่างหาก เพียงสัมผัสปุ่มเบาๆ ครั้งเดียว พนักพิงเบาะหน้าข้างผู้ขับจะปรับตั้ง เก็บหมองรองศีรษะลงและเลื่อนไปข้างหน้า จากนั้นเบาะหลังจะปรับเอนนอน มีหมอนรองน่องเลื่อนขึ้นมารับช่วงขา ให้ท่านพร้อมหลับได้ทันที รวมไปถึงมีโหมดการนวดที่เลือกโปรแกรมนวดได้ถึง 6 โปรแกรม ทั้งนวดร้อนและเย็น

 

 จอด้านหลังแยกควบคุมได้อิสระ ซ้าย-ขวา

ส่วนไอ้เจ้าระบบอินโฟเทนเมนท์ MBUX7 High-End ด้านหลัง ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปรบกวนคนขับ หรือคนนั่งหน้า เพราะด้านหลังเค้าจะมี Tablet ขนาด 7 นิ้ว มาให้ผู้โดยสารตอนหลังใช้งานได้อย่างสะดวก โดยสามารถแยกโหมดการควบคุมได้ 3 ตำแหน่ง คือตอนหน้า หน้าหลังฝั่งซ้าย และขวา โดยที่นั่งด้านหลังจะมีหูฟังให้เฉพาะอีกต่างหาก เพื่อความเป็นส่วนตัว ขณะที่เครื่องเสียงนั้นไว้ใจกับคุณภาพได้จากระบบเสียงของ Burmester 3D-Surround ที่มีจำนวนลำโพงมากถึง 15 จุดกันเลยทีเดียว

 

 

เราพูดถึงเรื่องฟังก์ชั่น ฟีเจอร์ ต่างๆ กันไปพอสมควรและ คราวนี้ขอมาดูกันที่เรื่องสมรรถนะการขับขี่กันบ้าง สำหรับ S 350 d AMG Premium อย่างที่บอกแต่ตอนแรกว่าตอนนี้มีแต่เครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งสเปคก็ยังคงเป็นบล็อคเดิมยกมาจากตัวที่แล้ว โดยเป็นแบบ 6 สูบเรียง 2,925 ซีซี เทอร์โบ 2-stage ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า ที่ 3,400-4,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 61.1 กก.-ม. ที่รอบต่ำเพียง 1,200-3,200 รอบต่อนาที ซึ่งให้อัตราเร่งได้แบบทันใจเลยทีเดียว เพราะพ้นรอบเดินเบามานิดเดียวเทอร์โบพี่ท่านก็ขยันทำงานเลยทันที ส่วนระบบส่งกำลังยังคงใช้พระเอกของค่ายนี้กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC

 

 

ซึ่งเอาจริงๆ เรื่องขุมพลังนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากตัวเดิมมากนัก อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็อยู่ประมาณ 6 วินาทีต้นๆ ส่วนความเร็วปลายทำได้ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่วันทดสอบก็ไม่ได้ลองถึงความเร็วช่วงนั้น) แต่จุดที่สังเกตได้คือเรื่องความเงียบของเครื่องยนต์ ที่จากตัวเดิมเวลาเร่งแซงจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาในห้องโดยสารอยู่บ้าง แต่สำหรับตัวใหม่นี้บอกตามตรง นั่งเบาะหลังนี่ไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เข้ามารบกวนเลย นี่ขนาด S-Class ใหม่ ที่ขายในประเทศไทยตอนนี้ลดสเปคกระจกลงเป็นแบบธรรมดา ไม่ใช่ Acoustic Glass แบบ 2 ชั้น ยังเก็บเสียงได้เงียบขนาดนี้ เอาจริง!! ยกนิ้วให้เลยครับ

 

 

ด้านการควบคุม แม้เป็นรถใหญ่ แต่ถือว่าเป็นรถที่ขับได้อย่างคล่องตัว พวงมาลัยน้ำหนักกำลังดี แถมให้ความแม่นยำสูง รวมไปถึงเรื่องของระบบช่วงล่างที่เป็นแบบถุงลม หรือ Airmatic ก็สามารถปรับเซ็ตได้ตามความต้องการ หากวันไหน มีคนขับ ก็ปรับไปที่โหมด Normal หรือ Comfort ก็จะได้ความรู้สึกนั่งละมุน สบายๆ หรือวันไหนอยากขับเอง ก็ปรับไปที่โหมด Sport คราวนี้ก็ได้ปลดปล่อยอารมณ์ได้อย่างเต็มที่

 

 

สรุปปิดท้าย สำหรับเจ้า S-Class ใหม่ ตัว AMG Premium ที่เปิดตัวมาพร้อมราคา 7.19 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับตัว Exclusive ที่ต่างกันอยู่ครึ่งล้าน สำหรับผมชายหนุ่มที่อายุ 40 ต้นๆ บอกได้เลย อีกแค่ครึ่งล้านยอมจ่ายครับ เพราะอย่างที่บอก บุคลิกหนุ่มใหญ่ไฟแรง คงไม่ได้ต้องการให้มีคนขับรถให้ทุกวัน บางวันอยากขับเอง สปอร์ตๆ ป๋าๆ บ้าง ยังได้ลุค AMG มาช่วยลดอายุได้บ้างครับ...