ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ซีดานพรีเมี่ยมหรูหราที่มาคราวนี้ปรับเพิ่มอุปกรณ์หลายอย่าง ติดตั้ง Honda Sensing ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นมาพร้อม 3 รุ่นย่อย EL ราคา 1,499,000 บาท , e:HEV EL+ ราคา 1,639,000 บาท และ e:HEV TECH ราคา 1,799,000 บาท ซึ่งการรีวิวครั้งนี้ เราได้มีโอกาสขับใน 2 รุ่น คือ 1.5 EL ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 เทอร์โบ กับรุ่น e:HEV TECH ที่แตกต่างจากรุ่น e:HEV EL+ ตรงที่มีการเพิ่มซันรูป, สปอบเลอร์หลัง, Head-up Display, กล้องมองภาพรอบทิศทางระบบช่วยจอดพร้อมเบรกอัตโนมัติ และเซ็นเซอร์ 4 จุดพร้อมเตือนชนขณะถอยหลัง

 

 

 

New Honda Accord 1.5 EL รุ่นเริ่มต้นขยับราคาขึ้น 24,000 บาท แต่ให้ออปชั่นอย่างคุ้ม

Honda Accord EL เปิดตัวมาพร้อมค่าตัว 1,499,000 บาท สูงกว่ารุ่นก่อนอยู่ 24,000 บาท แต่ถ้าเทียบกับเงินที่จ่ายเพิ่มไป ต้องถือว่าออปชั่นที่เติมมาให้นั้นมันคุ้มค่าเอาเรื่องอยู่ โดยภายนอกด้านหน้ามีการติดตั้งไฟตัดหมอกหน้า LED ขณะที่ด้านหลังมีการเพิ่มกรอบท่อไอเสียสแตนเลสให้ดูหรูหรากว่าเดิม ด้านล้อแม็กเป็นอัลลอย 17 นิ้ว กับยางขนาด 225/50 R17

 

 

มาดุที่อุปกรณ์ภายในกันบ้าง ที่ถือว่ามีการอัดฟีเจอร์เพิ่มจากรุ่นก่อนนี้อยู่เยอะพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น Wireless Charger ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง และด้านหลัง 2 ตำแหน่ง กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ ม่านบังแดดกระจกข้างด้านหลัง กระจกไฟฟ้านิรภัยพร้อมระบบ One-touch 4 ตำแหน่ง ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท โดยสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์และสั่งการเปิดเครื่องปรับอากาศได้จากระยะไกล ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift ฮอนด้า คอนเนค ไว้เชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง 4 ทิศทาง ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น-ลงรถ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับได้ มาพร้อมพนักเท้าแขนด้านหลังแบบเปิดผ่านห้องสัมภาระท้าย มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา พร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง

 

 

และที่เป็นไฮไลท์กับระบบความปลอดภัย ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW) ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

 

 

ด้านสมรรถนะ สำหรับเครื่องยนต์ในรุ่นเริ่มต้นมีการเปลี่ยนบล็อกจากเดิมที่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร มาเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 243 นิวตัน-เมตร เกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ซึ่งหลายคนอาจมีคำถามว่าเอาเครื่องไซส์เล็ก 1.5 ลิตร แม้จะพ่วงระบบอัดอากาศมาให้ แต่จะแบกน้ำหนักตัวของแอคคอร์ดที่มีน้ำหนักถึง 1,464 กิโลกรัม ไหวเหรอ?? ซึ่งหลังจากได้ทดลองขับแล้วต้องบอกว่าสบายครับ และเอาจริงๆ ผมว่าจะดีกว่าตัว 2.4 ลิตร ซะด้วยซ้ำ แต่ถ้าถามว่าแรงไหม?? ผมขอสรุปสั้นๆ ว่าไม่แรงมากครับ แต่มันละมุน ดูเป็นรถผู้ดี๊ผู้ดี และยิ่งได้ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT ด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีรอยต่อระหว่างเกียร์

 

 

 

ขณะที่เรื่องของช่วงล่าง ผมว่าแอคคอร์ด ใหม่ เปลี่ยนความรู้สึกไปจากเดิม แบบลืมภาพเก่าไปเลย เพราะอย่างที่เราคุ้นเคยกับแบรนด์ฮอนด้า คือช่วงล่างจะนุ่มๆ ย้วยๆ นั่งสบายแต่ขับไม่สนุก แต่สำหรับแอคคอร์ด ใหม่นี้ คนละเรื่องเลยครับ เพราะมันทั้งแน่นทั้งหนึบ ขับช้าๆ ในเมืองนุ่มนวลนั่งสบาย ส่วนขับนอกเมืองใช้ความเร็ว หนึบหนับเอาเรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นช่วงเข้าโค้ง หรือขึ้นคอสะพาน ฟิลลิ่งดีหมด

 

 

ส่วนเรื่องการเก็บเสียง ผมถือว่าแอคคอร์ด ใหม่ ทำได้ดีสมกับเป็นรถระดับพรีเมี่ยม แต่อาจจะไม่ถึงระดับรถยุโรปราคาหลายล้าน ซึ่งมันยังพอได้ยินเสียงเครื่องยนต์เวลาเร่งรอบสูงๆ รวมถึงเสียงยางเวลาวิ่งกับถนนที่เป็นคอนกรีตอยู่บ้าง แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ไม่ก่อให้เกิดความลำคาญ

 

 

สำหรับอัตราสิ้นเปลืองบนมาตรวัดในการขับครั้งนี้ ผมทำได้อยู่ที่เกือบ 10 กม./ลิตร ซึ่งถ้าถามผม รู้สึกว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยประหยัดเท่าไหร่านัก แต่ยังดีที่รองรับน้ำมันสูงสุดได้ถึงระดับ E85 ซึ่งก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้นิดหน่อย

 

 

New Honda Accord e:HEV TECH รุ่นท็อป ราคาเดิม เพิ่มเติมความสดใหม่

มาที่ตัวท็อปของ Honda Accord ในรุ่น e:HEV TECH ที่เปิดตัวมาราคาเดิม 1,799,000 บาท ภายนอกยังไม่มีเปลี่ยนแปลงมากนักเพิ่มโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้าเรืองแสง และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย รวมไปถึงมีสปอยเลอร์หลังไซส์เล็ก กับซันรูฟไฟฟ้าพร้อมระบบ One-Touch และล้ออัลลอย 18 นิ้ว กับยางขนาด 235/45 R18

 

 

ส่วนภายในห้องโดยสาร มีการเพิ่มเติมจากรุ่น 1.5 EL อยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็น Head-up Display: HUD) ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ปุ่มควบคุมระบบการทำงานที่อยู่ใน Honda SENSING ได้แก่ ACC with LSF และ LKAS หรือพร้อมปุ่มควบคุม HUD บนพวงมาลัย รวมไปถึงระบบฟอกอากาศพลาสม่าคลัสเตอร์ ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) และปุ่มปรับเบาะไฟฟ้าข้างพนักพิงเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า

 

 

ด้านขุมพลังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ซึ่งเป็นการผสมระหว่างเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive)

 

 

พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ที่มีจุดเด่นคือ สามารถเก็บประจุไฟและช่วยให้การชาร์จไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งมีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด โดยเครื่องยนต์ไฮบริดทั้งระบบจะมอบกำลังสูงสุดได้ถึง 215 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร

 

 

ด้านสมรรถนะการขับขี่ของขุมพลังสำหรับ e:HEV TECH จะเห็นความแตกต่างจากตัว 1.5 EL อย่างชัดเจน โดยในส่วนของอัตราเร่งจะมาไวกว่ามาก แรงติดเท้า แถมยังไม่มีอาการรอรอบ โดยไฮไลท์มันอยู่ที่อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำได้ถึง 16.2 กม.ลิตร ซึ่งดีกว่าตัว 1.5 EL ถึงกว่า 6 กม./ลิตร ภายใต้การเดินทางที่ใกล้เคียงกัน

 

 

พร้อมกันนี้ ยังสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้อีก 4 รูปแบบ โดย Hybrid Drive Mode จะเหมาะกับการใช้งานทั่วไป ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า EV Drive Mode สำหรับการขับขี่แบบประหยัด ซึ่งจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เท่านั้น โดยสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 130 กม./ชม. Sport Mode ที่ระบบจะเพิ่มสมรรถนะอัตราเร่งให้ดีขึ้น เพียงกดปุ่ม SPORT ที่อยู่บริเวณด้านล่างของคันเกียร์ และปิดท้ายสำหรับสายชิลเน้นประหยัดกับ ECON Mode ที่เครื่องยนต์และระบบเกียร์ รวมถึงระบบปรับอากาศ จะถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากสุด

 

 

ขณะที่ระบบช่วงล่างสำหรับในรุ่น e:HEV TECH จะรู้สึกได้ถึงฟิลของช็อคอัพที่สปอร์ตมากขึ้น แต่จุดที่น่าสังเกตคือในจังหวะขึ้นคอสะพานแรงๆ หรือขึ้นเนินลูกระนาดสูงๆ มันมีอาการคล้ายช็อคอัพยัน เวลารถยุบตัวแรง ซึ่งสาเหตหนึ่งอาจเป็นเพราะน้ำหนักของแบตเตอรี่ที่มากขึ้นกว่าตัว 1.5 EL เลยทำให้ตัวรถมันต่ำ จนช่วงสโตกของช็อคอัพมันสั้นลง แต่ถ้าถามถึงความสนุก ความเกาะถนนในการเข้าโค้งทางเรียบๆ Accord e:HEV TECH ดูจะเหนือกว่ารุ่น 1.5 EL อย่างสังเกตได้

 

 

ขณะที่เรื่องของระบบความปลอดภัย e:HEV TECH ที่เป็นรุ่นท็อปสุดจะมีระบบความปลอดภัยเต็มที่ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ที่มาแบบ FULL System โดยเพิ่มเติมจากรุ่น EL และ e:HEV EL+ นั่นคือ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย และระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก

 

 

สรุปปิดท้ายกับ 2 รุ่นทางเลือก

เริ่มกันที่ตัว New Honda Accord EL 1.5 VTEC TURBO กับค่าตัว 1,499,000 บาท ต้องถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาดีทีเดียว สำหรับใครที่ไม่ได้เน้นสมรรถนะความแรง และความอินเทลิเจนท์แบบมากมายนัก เพราะมีการปรับออปชั่น อับเกรดระบบความปลอดภัย Honda Sensing มาให้เกือบครบ แถมขุมพลังอาจจะไม่แรงเร้าใจ แต่ก็เกินพอในการใช้งานทั่วๆ หากแต่ใครที่อยากได้ความแรง กับความอินเทลิเจนท์ในรุ่นท็อปก็ต้องบวกราคาไปกว่า 3 แสนบาท แถมยังเพิ่มระบบ Honda Sensing มาให้แบบเต็มระบบ บวกกับการรับประกันอายุแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ก็ถือว่าน่าสนใจอยู่

ถึงตรงนี้สำหรับใครที่สนใจ ก็คงต้องเลือกแล้วล่ะครับว่าจะจ่ายน้อย หรือจ่ายแพงกว่า ก็อยู่ที่การใช้งานที่เหมาะกับตัวคุณ ...