ต้องถือเป็นรถญี่ปุ่นเจ้าแรกที่เข้ามาทำตลาดรถปลั๊กอินไฮบริดในเมืองไทย สำหรับเจ้า MITSUBISHI OUTLANDER PHEV ซึ่งเจ้าเอสยูวีคันนี้มันชูไฮไลท์ด้วยความแรงจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ลิขสิทธิ์เฉพาะของ มิตซูบิชิ ที่แตกต่างจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทั่วไป ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะเป็นอย่างไร ไปชมกันเลยครับ

 

 

 

สำหรับเจ้า เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สิ่งที่เป็นไฮไลท์ซึ่งทุกคนอยากรู้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของขุมพลังที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 2 ชุด ทำงานคู่กับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ซึ่งให้พละกำลังสูงถึง 305 แรงม้า แรงบิด 531 นิวตันเมตร โดยชุดมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แบ่งเป็นคู่หน้าให้กำลัง 82 แรงม้า แรงบิด 137 นิวตันเมตร และคู่หลังให้กำลัง 95 แรงม้า แรงบิด 195 นิวตันเมตร ขณะที่เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร Mivec ให้กำลัง 128 แรงม้า แรงบิด 199 นิวตันเมตร ขณะที่ด้านขนาดความจุของแบตเตอรี่อยู่ที่ 13.8 kWh ซึ่งทำให้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง 55 กิโลเมตร และใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียววิ่งได้ความเร็วถึงกว่า 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกันเลยทีเดียว

 

 

ซึ่งสมรรถนะการขับขี่นั้น เราจะได้ลองโหมดการขับขี่ครบทุกโหมด ทั้ง โหมด EV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ จากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ปราศจากการใช้น้ำมัน ต่อด้วยการขับ โหมดซีรีย์ ไฮบริด ซึ่งจะขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และโหมดพาราเรล ไฮบริด ที่เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน โดยการขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบ จะถูกสลับปรับเปลี่ยนโหมดแบบอัตโนมัติ พร้อมระบบเบรกรีเจนเนอร์เรทีฟ ที่สามารถจ่ายพลังงานคืนเพื่อการชาร์จกระแสไฟฟ้าให้แก่แบตเตอรี่ รวมทั้ง ชาร์จโหมด ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่ได้จนเกือบเต็มในขณะขับขี่

 

 

โดยฟิลลิ่งการขับต้องบอกว่ารู้สึกดีเลยทีเดียว เพราะขุมพลังชุดนี้ให้สมรรถนะการขับที่ดี ให้อัตราเร่งดีต่อเนื่องตั้งแต่ต้นยันปลาย การสลับการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์นุ่มนวล ไม่รู้สึกเลยว่าตอนนี้รถกำลังใช้การขับเคลื่อนจากขุมพลังชุดไหนอยู่ หากไม่ดูที่หน้าจอ ซึ่งจะแสดงการขับเคลื่อนว่ามาจากขุมพลังชุดไหน ส่วนเรื่องระบบเกียร์ที่ท่านผู้ชมอาจจะถามถึงนั้น ต้องบอกว่ารถคันนี้เป็นเกียร์ไฟฟ้าแบบซิงเกิลสปีด คือมีเกียร์เดียววิ่งเท่านั้นเอง โดยมีโหมดการขับเคลื่อนให้เลือกถึง 4 โหมด Normal ที่ใช้ได้ทั้งถนนเปียกและแห้ง ควบคุมการกระจายแรงบิดไปแต่ละล้อโดยอัตโนม้ติตามสภาพถนน โหมด Snow ใช้สำหรับการขับขี่บนถนนลื่น เพิ่มประสิทธภาพการทรงตัว โหมด Lock สำหรับการขับขี่ที่ต้องการแรงฉุดลากสูง เหมาะสำหรับเส้นทางขรุขระ หรือทางทราย โหมด Sport ตอบสนองการขับขี่ที่รวดเร็ว ต้องการพละกำลังสูง

 

 

นอกจากนี้เรื่องการควบคุมและยึดเกาะถนนที่นอกจากจะใช้ระบบช่วงล่างที่ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังเป็นแบบมัลติลิ้งค์ ยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของรถคันนี้ซึ่งจะคอยควบคุมการถ่ายทอดกำลังไปแต่ละล้ออย่างอิสระ เพื่อรักษาสมดุล ให้เหมาะกับการขับขี่และสภาพเส้นทาง โดยจากทำงานควบคู่ไปกับ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและการเบรกระหว่างล้อซ้ายและล้อขวา Active-Yaw Control (AYC) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ติดตั้งที่เพลาหน้า-หลัง ควบคุมแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ

 

 

ซึ่งฟิลลิ่งของการควบคุมนั้น อธิบายไล่ไปตามนี้เลย เริ่มตั้งแต่พวงมาลัยที่เป็นแบบแร็คแอนด์พิเนียนพร้อมพาวเวอร์ไฟฟ้า น้ำหนักดูจะเบามือไปนิด หากวิ่งในช่วงความเร็วสูง แต่ถ้าวิ่งในเมืองความเร็วต่ำ สาวๆ หมุนพวงมาลัยกันได้สบายๆ ขณะที่เรื่องความนุ่มนวลนั้น โดยส่วนตัวถือว่าไม่ใช่รถที่นุ่มนวลมากนัก แต่ก็ไม่กระด้างซะทีเดียว ฟิลลิ่งช่วงล่างออกจะเซ็ตไปทางสปอร์ตหน่อย ถ้าให้ระดับความนุ่มนวลกับความสปอร์ต ก็จะอยู่ที่ประมาณ 40 / 60 อะไรประมาณนั้น ซึ่งแม้ความนุ่มนวลจะถูกแบ่งปันไป แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการควบคุมที่ค่อนข้างมั่นใจ บวกกับการเลือกใช้ล้อและยาง ขนาด 225/55 R18 ที่แก้มยางไม่สูงมาก ยิ่งทำให้ตัวรถไม่ย้วย เอาจริงๆ ถ้าดูจากรูปโฉมที่เป็นรถแบบครอบครัวแล้ว แต่เอาจริงๆ ขับแล้ว ดูเป็นรถที่ขับสนุกมากกว่า

 

 

หลังจากพาชมเรื่องของสมรรถนะกันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกันที่เรื่องของรูปทรงตัวรถกันบ้าง สำหรับ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี น่าเสียดายที่ไม่มาเป็นตัวโฉมใหม่ ซึ่งในต่างประเทศเพิ่งเปิดตัวไป แต่ยังเป็นโฉมเก่าที่ทำสถิติยอดขายสูงสุดของรถ PHEV ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งหากจะมองเป็นจุดด้อยก็มองได้ เพราะด้วยรูปร่างหน้าตา ดูจะค่อนไปทางผู้สูงอายุมากซักหน่อย แต่หากมองจุดดี จากสถิติยอดขาย ก็พอจะบ่งบอกได้ถึงประสิทธิภาพ และสมรรถนะ ที่ผ่านมาแล้วจากทั่วโลก

 

 

มาที่ห้องโดยสารภายในถือว่าเป็นรถที่ให้ความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง และความหรูหรา ดีทีเดียว ฟังก์ชันมีให้ครบ ทั้งเบาะหนังปรับไฟฟ้าได้ในคู่หน้า แต่เรื่องการปรับเบาะรองและพนักพิงนั้น อาจจะปรับไม่ค่อยได้เข้ากับสรีระเท่าไหร่ แต่ก็ยังมีมาให้ นอกจากนั้นก็ยังมีเบาะหลังพับราบได้ รวมไปถึงฟังก์ชั่น Adaptive Cruise Control กล้องรอบทิศทาง อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบปฏิบัติการไอโอเอส และแอนดรอยด์ ที่รองรับฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ มากมาย

 

 

ขณะที่คันเกียร์ที่เป็นแบบจอยสติ๊ก และแป้น Paddle Shift ด้านหลังพวงมาลัย อาจทำให้หลายคนสับสนว่ารถคันนี้มีระบบเกียร์แบบซิงเกิลสปีดนิ แล้วทำไมต้องมี ซึ่งเอาจริงๆ คันเกียร์จอยสติ๊กนั้นมันไว้สำหรับควบคุมการขับเคลื่อน ส่วนแป้น Paddle Shift นั้น ไม่ได้ไว้ควบคุมจังหวะเกียร์ แต่มีไว้คอยควบคุมเจนเนอเรทีฟ เบรกกิง ว่าจะให้หน่วงมากชาร์จไฟมาก หรือหน่วงน้อยชาร์จไฟน้อยเท่านั้นเอง

 

 

พร้อมกันนี้เจ้ารถคันนี้ยังเอาใจสายแค๊มปิ้ง ด้วยช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถ ที่สามารถต่อใช้ได้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาดไม่เกิน 1,500 วัตต์ เพียงการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถ เพียงเท่านี้ก็เพลิดเพลินกับไลฟ์สไตล์และการผจญภัยรูปแบบใหม่ ที่ไม่ว่าจะหุงข้าว ทำอาหาร เสียบโน้ตบุคทำงาน หรือสาวๆ ที่อยากจะไดร์ผม เป่าผม ก็ทำได้อย่างสบาย

 

 

ด้านระบบความปลอดภัย ถือว่าจัดมาให้ครบ อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA)  และระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (ACC) ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เฉพาะรักษาระดับความเร็วให้คงที่เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ตรวจจับรถคันหน้า พร้อมควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยจนกว่ารถจะหยุด

 

 

 

ขณะที่ราคา มีให้เลือก 2 รุ่น โดยรุ่นเริ่มต้น GT ราคา 1,640,000 บาท และรุ่น GT Premium ราคา 1,749,000 บาท ซึ่งหากมองเรื่องความคุ้มค่า สำหรับผมตอบง่ายๆ เลยว่าคุ้ม คิดเอาง่ายๆ ถ้ามองเรื่องความนำสมัย ไม่ต้องพูดถึง ยุคนี้มาต้องมาทางรถ PHEV หรือรถไฟฟ้ากันหมดแล้ว แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องสมรรถนะ ก็คิดเอาง่ายๆ อีกนั่นแหล่ะ แต่ก่อนจะซื้อรถระดับ 300 แรงม้าขึ้น ต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่นี่ราคาอยู่ระดับล้านกลางๆ มองแค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้วนะ ... สำหรับผม