ปล่อยเหงาอยู่นานสำหรับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ (Nissan Terra) รถอเนกประสงค์สไตล์ PPV ที่ก่อนหน้านี้ ดูจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แต่มาคราวนี้ถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ หรือ บิ๊ก ไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งจะมีอะไรที่ปรับเปลี่ยนไปบ้าง?? เราจะพาไปชมกันเลย

 

 

 นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ (Nissan Terra) 

 

ภายนอก

 

 

สำหรับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ ที่ได้รับการปรับโฉมครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็น บิ๊ก ไมเนอร์เชนจ์ แบบเต็มปากเต็มคำจริงๆ เพราะหากมองภายนอกตั้งแต่ด้านหน้ายันด้านหลัง มีเพียงประตู 4 บาน นอกนั้นถูกปรับใหม่ทั้งหมด ขนาดหลังคาก็ยังมีการปรับเปลี่ยน โดยใส่เสาอากาศแบบครีบฉลาม และราวหลังคาสีเงิน ขณะที่จุดอื่นๆ ก็ไล่เรียงไปตั้งแต่ด้านหน้า กับฝากระโปรง และกันชนหน้าทรงใหม่ รวมไปถึงกระจังหน้าที่ออกแบบให้ใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังมีเส้นสายของโครเมียมแบบแนวนอนมาช่วยเสริมให้กระจังหน้าตัวนี้ดูมีความหรูหรามากกว่าเดิม

 

เสาอากาศแบบครีบฉลาม

 

ด้านไฟหน้าอันนี้น่าสนใจนะครับ เพราะเจ้าเทอร์ร่า ใหม่ ใส่ใจกับจุดนี้ โดยมีการเปลี่ยนไฟหน้ามาใช้แบบ Quad LED 4 ดวง แบ่งเป็นไฟต่ำด้านล่าง 2 ดวง และไฟสูงด้านบน 2 ดวง ซึ่งเมื่อเปิดไฟสูงจะติดพร้อมกันทีเดียวทั้ง 4 ดวง โดยจะทำงานร่วมกับระบบปรับไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อม Daytime Running Light ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกของรถในกลุ่มนี้ที่ใช้ไฟล้ำสมัยขนาดนี้ โดยเจ้า Quad LED นี้จะให้ประสิทธิภาพความสว่างมากขึ้นกว่าเดิมถึง 34% นอกจากนี้ยังมีไฟตัดหมอกแบบ LED มาให้อีกซะด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้ว รถยุโรปหรูที่ให้ไฟหน้าระดับเทพมาแล้ว ก็จะไม่มีไฟตัดหมอกมาให้ แต่สำหรับ เทอร์ร่า ใหม่ อาจจะมีเหตุผลที่เผื่อไว้สำหรับใช้ขับลุยเข้าป่าก็ได้

 

ไฟหน้ามาแบบ Quad LED 

 

ขยับมาที่ด้านท้ายกันบ้าง ซึ่งก็ถูกออกแบบใหม่หมด ตั้งแต่สปอยเลอร์บนหลังคา ซึ่งในโมเดลนี้มีติดตั้งมาให้เลยเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไล่ต่ำลงจนถึงชายกันชนด้านล่างก็ถูกดีไซน์ใหม่ให้ดูทันยุคทันสมัยมากขึ้น ขณะที่ฝาท้ายใส่รายละเอียดด้วยการใช้วัสดุโครเมียมเข้ามาตกแต่ง พร้อมทั้งมีระบบไฟฟ้าและเซนเซอร์ใต้กันชนหลัง สำหรับใช้เท้าเตะให้ฝาท้ายเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ขณะที่ด้านไฟท้ายซึ่งเป็นแบบ LED Light Guide ถูกปรับลดตำแหน่งลงมาให้ต่ำลง เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยของกระจกบานหลัง ซึ่งนอกจากได้ความปลอดภัยแล้ว ยังแถมความลงตัวในด้านท้ายให้ดูตูดไม่กระดกเหมือนรุ่นก่อน

 

ไฟท้ายแบบ LED Light Guide

 

ภายใน

 

ภายในห้องโดยสาร

 

มาดูที่ภายในกันบ้าง ซึ่งต้องบอกว่าทันทีที่เปิดประตูเข้ามา จะมองเห็นความแปลกตาในทันที เพราะทุกอย่างถูกปรับเปลี่ยนใหม่หมด ต้ังแต่คอนโซลหน้า คอนโซลกลาง รวมไปถึงเบรกมือซึ่งเปลี่ยนมาเป็นระบบไฟฟ้า และเทคโนโลยีชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charger) ที่ให้กำลังการชาร์จไฟสูง 15 วัตต์ก็มีมาให้ หากกวาดสายตาต่อไปถึงแผงหน้าปัดก็เห็นเป็นดีไซน์ใหม่ รวมมาถึงพวงมาลัยเป็นแบบ D-shape ที่แม้จะดูไม่สปอร์ตมากนัก แต่ก็หรูหราสมฐานะดี แต่น่าเสียดายที่ Cruise Control ดันไม่มี Adaptive มาให้

 

ชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charger) 

 

ด้านมาตรวัดซึ่งเป็นแบบใหม่ มาพร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ 7 นิ้ว บอกสถานะการทำงานของรถ ได้แก่ แสดงระบบขับเคลื่อน ทิศทางเลี้ยวล้อหน้า เข็มทิศ แสดงการเตือนของระบบความปลอดภัยต่างๆ แสดงแรงดันลมยาง อัตราสิ้นเปลือง และตั้งค่าต่างๆ ของรถ แบบครบครัน

 

มาตรวัดเรือนไมล์ขนาด7 นิ้ว 

 

การตกแต่งห้องโดยสาร เรื่องนี้นานาจิตตัง แล้วแต่ความชอบ แต่โดยรวมถือว่าดีกว่าตัวก่อนมาก ตั้งแต่การใช้วัสดุหนังสังเคราะห์แต่ให้สัมผัสที่นุ่มสบาย ระบบปรับอากาศด้านหน้าก็เป็นแบบอัตโนมัติแยกปรับอุณภูมิ (เว้นรุ่น 2.3E) พร้อมช่องแอร์บนหลังคาครอบคลุมผู้โดยสารทั้ง 7 ที่นั่ง ส่วนเบาะนั่งก็มีการดีไซน์เบาะนั่งใหม่ ให้มีลวดลายแบบ Dimond Cut โดยเบาะนั่งแถวที่ 2 มีปุ่ม Auto Tumble Seat ไว้คอยพับเบาะแบบ 1-Touch เพื่อความสะดวกสบาย แต่ที่นั่งแถว 3 ก็ยังนั่งไม่สบายอยู่ดี ทั้งนี้ก็เพราะด้วยข้อจำกัดของรถพีพีวี ที่ด้านท้ายแชสซีจะยกสูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถวางตัวเบาะได้สูงกว่านี้ การวางขาเลยจะต้องตั้งชัน เพื่อให้เหลือพื้นที่เหนือศีรษะเอาไว้

 

ช่องแอร์บนหลังคาครอบคลุมผู้โดยสารทั้ง 7 ที่นั่ง 

 

มาต่อกันที่ไฮไลท์ภายในห้องโดยสารของรถคันนี้กันดีกว่า กับระบบความบันเทิงซึ่งการปรับโฉมคราวนี้ เทอร์ร่า ใหม่ เล่นใหญ่ ด้วยการใช้หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ที่มีความระเอียดสูงขึ้นระดับ WXGA (1024x768) และเป็นครั้งแรกกับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย โดยในรุ่นบนจะมาพร้อมระบบ Bose Premium Audio System ซึ่งวางลำโพงคุณภาพดีไว้ถึง 8 ตำแหน่ง บวกกับแอมพลิฟายเออร์ที่ฝังไว้ใต้เบาะคนขับ (ในรุ่นท็อป)

 

หน้าจอสัมผัส Display Audio ใหม่ ขนาด 9 นิ้ว

 

ซึ่งไฮไลท์เรื่องความบันเทิงยังไม่จบแค่นี้ เพราะในส่วนของผู้โดยสารตอนหลัง เทอร์ร่า ใหม่ จัดจอมอนิเตอร์ขนาด 11 นิ้ว ไว้ให้โดยสามารถสตรีมมิ่งแอปฯ โปรด อย่าง Netflix หรือ YouTube ผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อ MI TV Stick ที่นิสสันจัดไว้ให้ เพียงแค่เสียบ HDMI และแชร์ Hotspot Wifi จากมือถือก็ใช้งานได้ทันที รวมไปถึงจุดชาร์จไฟ และจุดชาร์จ USB ภายในรถ ซึ่งเทอร์ร่า ใหม่ เข้าใจคนยุคนี้ที่ขาดการติดต่อสื่อสารไม่ได้ จึงได้จัดเตรียมจุดชาร์จไว้รองรับผู้โดยสารทั้ง 3 แถว โดยหากนับรวมจุดชาร์จทั้งคันแล้วจะมี USB-A 3 จุด USB-C 2 จุด แถมด้วยระบบเทคโนโลยีชาร์จแบบไร้สายอีก 1 จุด เรียกว่านั่งแถวไหนก็ไม่ต้องแย่งช่องชาร์จกันเลย

 

หน้าจอมอนิเตอร์ตอนหลังขนาด11 นิ้ว 

 

อะๆ เกือบลืมเรื่องอุปกรณ์เพื่อความปลอภัยแถมมาให้อีกนิด โดยเจ้าเทอร์ร่า ใหม่นี้ เห็นคันใหญ่ๆ แต่ขับง่ายขึ้นนะครับ เพราะมีระบบช่วยมาให้รอบคันทั้ง Intelligent Around View Monitor - IAVM ซึ่งถือเป็นรายแรกของรถ PPV ที่ติดกล้องความละเอียดสูงไว้ที่กระจกบานหลัง โดยมีออปชั่นเพิ่มอีกนิดในรุ่น 4WD ซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อเข้าโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) และระบบ Parking Sonar ช่วยให้จอดรถได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

 

กระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror

 

 

สมรรถนะ

 

 

เอาล่ะ!! มาเข้าเรื่องสมรรถนะกันบ้าง หลังจากพูดถึงการปรับเปลี่ยนทั้งภายนอกและภายในมานาน สำหรับ เทอร์ร่า ใหม่ ขุมพลังยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ รหัส YS23DDTT ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 - 2,500 รอบต่อนาที ผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 7 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด โดยสามารถรองรับน้ำมันดีเซลทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20 แถมในแมนนวลยังระบุไว้อีกว่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในทุก 2 หมื่นกิโลเมตร ซึ่งช่วยประหยัดในการเข้าศูนย์บำรุงรักษา

 

เครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ

 

ทันทีที่สตาร์ทเครื่องยนต์ สัมผัสแรกที่รู้สึกได้คือเรื่องเสียงของเครื่องยนต์ที่เล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารนั้นมีน้อยมาก นั่นเพราะในเทอร์ร่า ใหม่ มีการเพิ่มฉนวนลดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร อีกทั้งกระจกบานหน้า และประตูคู่หน้า ยังเป็นแบบ Acoustic Glass ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดที่ประทับใจมากกับการกำจัดเสียงเครื่องดีเซลที่คำรามเข้ามาในห้องโดยสาร

 

กระจกบานหน้า และประตูคู่หน้า แบบ Acoustic Glass 

 

ส่วนเรื่องฟิลลิ่งการขับนั้น ต้องยกให้ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์บล็อกนี้ที่เป็นแบบเทอร์โบคู่ เอาจริงผมว่ามันค่อนข้างเพอร์เฟคเลยทีเดียว อารมณ์เครื่อง ที่ให้พละกำลัง 190 แรงม้า กับแรงบิด 450 นิวตัน-เมตร มันกำลังพอดิบพอดี ไม่แรงแบบบ้าพลัง และก็ไม่อืดอาดมากเกินไป แถมเทอร์โบ 2 ลูก ก็แบ่งการทำงานกันได้อย่างลงตัว ลูกนึงทำงานรอบต่ำ อีกลูกนึงทำงานรอบสูง บูสต์ก็มาแบบนุ่มๆ นวลๆ ดูเป็นรถระดับผู้ดี รวมไปถึงเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ที่มาพร้อมแมนนวลโหมด ซึ่งอาจจะทำงานตอบสนองไม่ทันใจเท่านัก แต่เรื่องความสมูทนุ่มนวลในระหว่างรอยต่อของเกียร์แล้ว ถือว่าผ่านเลยทีเดียวสำหรับเครื่องกับเกียร์ชุดนี้ แต่ถ้าถามว่ามีจุดน่าติไหม?? ก็มีตรงอัตราการประหยัดน้ำมัน ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้ เป็นเพียงการขับสั้นๆ เน้นการใช้งานในเมือง ซึ่งอัตราการกินน้ำมันอยู่ที่ 8.3 กม./ลิตร ซึ่งถือว่ากินไปหน่อยสำหรับรถในกลุ่มนี้

 

 

อ่อ!! เกือบลืมบอกไป ในส่วนของการปรับปรุงในส่วนของเครื่องยนต์นั้น ในโมเดลนี้ ไม่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของฮาร์ดแวร์แต่อย่างใด จะมีปรับเปลี่ยนหน่อย ก็ตรงมีการปรับจูนในส่วนของคันเร่ง ให้ตอบสนองว่องไวขึ้นในช่วงออกตัวเท่านั้นเอง

 

 

ขณะที่ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังแบบ 5 Link พร้อมคอยล์สปริง ที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรใหม่ มีเพียงการใช้ล้อแม็กลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว สวมเข้ากับยางไซส์ 255/60 R18 ที่ดูสวยงามลงตัว และที่สำคัญให้ความนุ่มนวลในระดับที่ดี ซึ่งเอาจริงๆ ผมชอบฟิลลิ่งช่วงล่างแบบนี้นะ สบายดี เพราะในท้องตลาดส่วนใหญ่จะแข็งกระด้างกว่านี้

 

ล้อแม็กลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 255/60 R18

 

และอีกเรื่องที่มีการปรับคือเรื่องของพวงมาลัย ที่มีการปรับอัตราทดใหม่ ให้เหลือรอบหมุนที่น้อยลง จากเดิม 3.8 รอบ เหลือเพียง 3.4 รอบ ซึ่งดูเหมือนจะทำให้ขับง่ายขึ้น แต่กลับมีจุดที่น่าติตรงน้ำหนักของพวงมาลัย ที่เมื่อความเร็วต่ำ พวงมาลัยบอกเลยว่าค่อนข้างหนัก หากรถไม่เคลื่อนตัว ซึ่งน้ำหนักขนาดนี้สาวๆ จะรู้สึกว่าขับลำบากหน่อย โดยสลับกับในตอนความเร็วสูง ที่น้ำหนักพวงมาลัยดันเบาไป ทำให้รู้สึกไม่มั่นคง  

 

พวงมาลัยแบบ D-shape 

 

ขณะที่ในส่วนที่เป็นซูเปอร์ไฮไลท์ของรถคันนี้มันอยู่ที่นี่เลยครับ ระบบเบรกใหม่ ที่นิสสัน จับมายัดลงใน เทอร์ร่า ใหม่ ซึ่งขายในไทยเป็นที่แรกของโลก กับการติดตั้งดิสก์เบรกหน้าขนาดใหญ่ 350 มม. และดิสก์หลังขนาด 330 มม. พร้อมครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ ซึ่งต้องบอกว่าเป็น Best in Class จริงๆ สำหรับการให้จานเบรกไซส์ใหญ่ขนาดนี้

 

ลำโพง BOSE

 

ด้านระบบขับเคลื่อน ในส่วนของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมเทคโนโลยี ที่ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนจากการขับขี่แบบ 2 ล้อ หรือ Two-Wheel Drive (2H) เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ Four-Wheel Drive ได้ทั้ง 4H และ 4L ผ่าน Rotor Switch ที่บริเวณแผงคอนโซลกลาง พร้อม ฟังก์ชัน shift-on-the-fly ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ขณะขับขี่ จาก 2H เป็น 4H ได้ทันทีขณะรถวิ่งไม่เกิน 100 กม./ชม. เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

 

ฟังก์ชัน shift-on-the-fly

 

ขณะที่โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบความเร็วต่ำ Low Range Four-Wheel Drive หรือ 4LO จะมาพร้อมระบบ Electronic Locking Rear Differential (Diff-Lock) ช่วยกระจายกำลังไปยังล้อหลังทั้ง 2 ข้างเพื่อเสริมกำลังฉุดให้ขับออกจากหล่มหรือในสถานการณ์ที่ต้องการแรงบิดสูงในโหมด 4L ได้ง่ายขึ้น และระบบป้องกันการลื่นไถล Brake Limited Slip Differential (B-LSD) โดยระบบจะส่งแรงไปยังล้อที่ลื่นไถลให้การออกตัวที่ลื่น พร้อมกระจายแรงขับขี่ไปที่ล้อแต่ละข้างเมื่อขับขี่ในโหมด 4H

 

 

ขณะที่ระบบความปลอดภัย สำหรับ เทอร์ร่า ใหม่ เทคโนโลยีสำคัญที่เพิ่มมาให้คือ ระบบเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ (IFCW) ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (IEB) และระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (LDW)

 

 

ราคา

ปิดท้ายด้วยเรื่องราคาสำหรับ New Nissan Terra ซึ่งมีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่น โดยในรุ่น E 2WD เปิดราคามาที่ 1,199,000บาท, รุ่น VL 2WD ราคา 1,449,000 บาท และรุ่น VL 4WD 7AT ราคา 1,499,000 บาท ด้วยราคาที่เปิดมาในระดับนี้ กับออปชั่นที่อัดแน่นมาขนาดนี้ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ อาจจะไม่ทำให้ โมเดลที่มีชื่อว่า เทอร์ร่า เงียบเหงาอีกต่อไป ก็เป็นได้!!!