เพิ่งจะได้มีโอกาสทดลองขับ MG HS แบบเต็มๆ ในรูปแบบเดินทางไกล เอากันแบบไม่ต้องเกริ่นยาว พอจะสรุปจุดแข็ง และจุดอ่อนได้ดังนี้

 

 

จุดแข็ง

1.  รูปร่างหน้าตา สวยหรูลงตัว

MG HS ออกแบบมาได้ดี ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมภายนอก หรือห้องโดยสารภายใน โดยในส่วนของภายนอก ผมว่าทาง MG เขาดีไซน์ HS มาได้สวยลงตัว ทั้งการใช้กระจังหน้าแบบโครเมียมที่สอดรับกับไฟหน้าแบบ Bi-Colour LED ที่มีลูกเล่นน่าสนใจอยู่ที่ไฟเลี้ยวแบบ LED ซึ่งเป็นแบบไฟวิ่ง Sequential ตามสไตล์หรูในยุคนี้ รวมไปถึงไฟท้ายก็เป็นแบบ LED ที่ไฟเลี้ยวก็เป็นแบบ LED และทำงานแบบ Sequential เช่นเดียวกัน ส่วนด้านข้างก็ดีไซน์เส้นสายได้อย่างลงตัว ส่วนล้อแม็กเป็นอัลลอยด์สีทูโทน ลาย 5 ก้าน ขนาด 18 นิ้ว (สำหรับรุ่นท็อป) ขณะที่ด้านท้ายยังแอบใส่ความสปอร์ตเข้าไปอีกนิดหน่อยด้วยสปอยเลอร์หลัง และเสาอากาศแบบคลีบฉลาม

 

 กระจังหน้าแบบโครเมียม

 

มาที่ภายในห้องโดยสารกันบ้าง สำหรับ MG HS ออกแบบให้ดูสปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนสีทูโทน ดำ-แดง ตัดสลับกับการใช้วัสดุโครเมียมแบบด้าน รวมไปถึงตัวเบาะนั่งด้านหน้าที่เสมือนหนึ่งกำลังขับรถสปอร์ต นี่ยังไม่รวมไปถึงพวงมาลัยสไตล์รถซูเปอร์คาร์แบบ 3 ก้าน ตูดตัด ที่มีปุ่ม Super Sport ไว้ปรับโหมดการทำงานของเครื่องยนต์ให้ทรงพลังมากขึ้น ในขณะที่ซันรูฟแบบไฟฟ้า ก็เป็นอีกจุดที่ MG จะขาดไม่ได้ ยังไงรถระดับนี้ก็ต้องใส่มาให้ อีกทั้งมาตรวัด และจอดิสเพลย์ตรงกลาง ก็จัดไซส์ใหญ่มาให้อย่างกับรถยุโรป ส่วนที่นั่งตอนหลังอาจไม่ได้เน้นความสปอร์ตอะไรมากมายนัก แต่ก็ให้ความสะดวกสบายได้ดี โดยสามารถปรับเอนได้ รวมถึงสามารถพับราบได้เมื่อต้องการเพิ่มความจุให้กับห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง

 

 ภายในห้องโดยสาร ขาดไม่ได้กับ ซันรูฟไฟฟ้า

 

2.  ออปชั่น ใส่มาให้ไม่ยั้ง

MG HS หากเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน ต้องถือว่าใส่ออปชั่นมาให้เยอะอยู่ เริ่มกันตั้งแต่ภายนอก ที่ให้ทั้งไฟ Daytime Running และไฟท้ายแบบ Space Light Field ส่วนภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งคู่หน้าเป็นปรับไฟฟ้า เบาะหลังนั่งพับได้แบบ 60:40 พร้อมพนักพิงปรับองศาได้ นอกจากนี้ยังมีไฟ Interactive Ambient ที่มีแสงต้อนรับทันทีที่เปิดประตู และสามารถปรับโทนแสงภายในห้องโดยสารได้มากถึง 64 เฉดสี รวมทั้งยังมีหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา ขนาดใหญ่ 1.1 ตารางเมตร

 

 ไฟท้ายแบบ Space Light Field

 

ด้านหน้าจอแสดงผลก็เป็นมาตรวัดแบบ Interactive Multi – Function Display ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลทั้งเรื่องการขับขี่ ระบบความปลอดภัย ระบบความบันเทิง และระบบนำทาง พร้อมหน้าจอหลักแบบ Smart Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง กุญแจ Smart Key และปุ่ม Push Start นอกจากนี้ยังมีฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้า

 

 ด้านหน้าจอแสดงผลมาตรวัดแบบ Interactive Multi – Function Display ขนาด 7 นิ้ว 

 

MG HS มาพร้อมระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถสื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะเป็น Smart Command ที่สั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย มีฟังก์ชั่นการสั่งการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการโทรออก ระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ระบบเปิด-ปิดหน้าต่างฝั่งคนขับ และระบบเปิด-ปิดหลังคาซันรูฟ รวมถึง Navigator นอกจากนี้ยังสามารถสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการผ่าน i-SMART Application บนสมาร์ทโฟน Smart Connect ที่สามารถค้นหาเพลงผ่าน Online Music และค้นหาสถานที่ แสดงผลการจราจร รวมถึงอัพเดตข่าวสารในปัจจุบันบนหน้าจอในรถ และ Smart Check ที่สามารถตรวจสอบสถานะรถได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนการสั่งการล็อกหรือปลดล็อกประตูรถ ตรวจสอบตำแหน่งรถ แจ้งเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติ และช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน i-SMART Application

 

 ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ 14 ระบบ

 

ด้านระบบความปลอดภัย มีให้ทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) ระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานยุโรปมากถึง 25 ระบบ แบ่งเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ 14 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้รถพลิกคว่ำ ARP ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) 11 ระบบ ซึ่งการระบบ ADAS นี้ทำให้ MG HS ถูกจัดให้เป็นรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดับที่ 2 (Partial Automation) 

 

กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ 

 

โดยระบบ ADAS นั้นแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา ประกอบด้วย ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)

 

กลุ่มระบบเตือนและควบคุมให้รถอยู่ในเลน ประกอบด้วย ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA

 

กลุ่มระบบที่ช่วยในการขับขี่ ประกอบด้วย ระบบ Adaptive Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)

 

นอกจากนี้ยังมี เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัย 6 จุด และกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติอีกด้วย

 

 

3.  ราคาคุ้มค่า น่าเป็นเจ้าของ

มาพูดกันเรื่องราคาค่าตัว MG HS มีให้เลือก 3 รุ่น ประกอบด้วย รุ่น C ราคา 919,000 บาท รุ่น D ราคา 1,019,000 บาท และรุ่น X ซึ่งเป็นรุ่นท็อป ราคา 1,119,000 บาท โดยเมื่อเทียบราคากับคู่แข่งในคลาสแล้ว ถือว่า MG HS เป็นรถที่มีความคุ้มค่า คุ้มราคา แถมตอนนี้ยังมีโปรโมชั่นเพิ่มเติมให้อยากเป็นเจ้าของมากเข้าไปอีก โดยในรุ่น C มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งแท้จาก MG มูลค่า 15,630 บาท และพิเศษ ดอกเบี้ย 1.29% ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี และรุ่น X ดาวน์เริ่มต้น 5% ดอกเบี้ย 0 % นาน 6 ปี พิเศษ!! ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี เห็นโปรโมชั่นแบบนี้ บอกได้เลยว่า ใครที่กำลังสนใจ ช่วยให้ตัดสินใจเร็วขึ้นได้อย่างแน่นอน


 หน้าจอทัชสกรีนภายในรถ

 

จุดอ่อน

1.  ช่วงออกตัว ตามสไตล์ Dual Clutch 

มาดูที่เรื่องของจุดอ่อนกันบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่สนใจมากนัก แต่สำหรับผมมีรู้สึกในเรื่องสมรรถนะของการขับขี่อยู่นิดหน่อย โดยในส่วนของพละกำลังนั้น MG HS เลือกใช้เครื่องยนต์ยอดนิยมของค่าย โดยเป็นตัวเดียวกับที่อยู่ในรถหลายๆ รุ่น ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ ซึ่งให้กำลังสูงสุด 169 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ซึ่งในส่วนของเครื่องยนต์บล็อกนี้ที่มีระบบอัดอากาศมาช่วยนั้น พละกำลังหายห่วงมีเพียงพอกับการใช้งาน ไม่อืดอาด สามารถแบกตัวถังไซส์นี้ได้อย่างสบาย แต่มีจุดที่ไม่ชอบนิดหน่อยตรงในส่วนของระบบส่งกำลังที่เลือกใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch ซึ่งในช่วงออกตัวอาจจะไม่ค่อยทันใจเท่าไหร่นัก มันจะมีจังหวะหน่วงๆ นิดๆ ให้ต้องออกเเรงเหยียบคันเร่งกันมากหน่อย ซึ่งหากใช้งานในเมืองทำให้จะค่อนข้างกินน้ำมันอยู่สักเล็กน้อย แต่จุดดีของเกียร์ลูกนี้ คือเมื่อลอยตัวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงความเร็วกลาง หรือปลาย การเปลี่ยนเกียร์ หรือการส่งกำลังจะทำได้ต่อเนื่อง และยิ่งในเกียร์ลูกนี้ให้สปีดมาใช้ถึง 7 สปีด บอกเลยว่าขับสนุก แถมถ้าความเร็วลอยตัวไปแล้ว ความประหยัดถือว่าทำได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว โดยตัวเลขความประหยัด หากวิ่งในเมืองจะอยู่ไม่ถึง 9 กม./ลิตร แต่หากขับนอกเมือง จะได้ถึงประมาณ 12.5 กม./ลิตร โดย MG HS รองรับน้ำมัน E85 ได้อีกด้วย

 

 เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ

  

 

ขณะที่ในส่วนของช่วงล่าง ถ้าดูจากสเปคแล้วก็ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะใช้เป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ โดยด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันตรัท ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิ้งค์ ไม่เขียมประหยัดต้นทุนใช้แบบคานเเข็ง (ทอร์ชั่นบีม) แต่การเซ็ตอัพของช็อคอัพและสปริง มันเหมือนยังไม่ค่อยลงตัวมากนัก โดยในส่วนของการทรงตัว เกาะถนน อยู่ในเกณฑ์ดี แต่การซับพอร์ทแรงกระเเทกนั้นยังมีความรู้สึกกระเด้งกระดอนอยู่เล็กน้อยนั่นเอง