หลังจากเมื่อตอนเปิดตัว เราได้ไปทดสอบเจ้า ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max กระบะที่ได้รับการตกแต่งแบบพร้อมลุยมาจากโรงงาน ในรูปแบบลุยๆ สไตล์ออฟโรดกันไปแล้ว คราวนี้เราจะลองมาทดสอบในรูปแบบใช้งานจริงบนถนนในชีวิตประจำวันกันบ้าง ว่าเจ้าช่วงล่าง FOX กับยางยางออลเทอร์เรน ดอกหนาๆ มันจะมีฟิลลิ่งแ และสมรรถนะเป็นอย่างไร วิ่งแล้วเสียงดอกยางจะดังน่ารำคาญไหม?? สมรรถนะการเกาะถนนจะป็นอย่างไร?? รวมถึงเรื่องออปชั่นที่ในตัวนี้ ไม่ได้อัดแน่นมาเหมือนตัว Wildtrack พอเอามาใช้งานในชีวิตประจำวันแล้วมันเพียงพอไหม?? ในรีวิวนี้ จะสรุปรวบมาให้รู้เรื่องกันไปเลยครับ

 

FORD RANGER FX4 MAX

 

เอาล่ะ!! เราเริ่มกันตั้งแต่ตัวรถภายนอกกันก่อนเลยครับ ซึ่งเจ้า FX4 Max ที่ได้รับการตกแต่งมาจากโรงงาน ดูรูปทรงแล้ว บอกได้เลย หล่อเอาเรื่อง... ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า ที่มาพร้อมตัวหนังสือ F-O-R-D ขนาดใหญ่พร้อมตกแต่งด้วยสีเทาโบลเดอร์เกรย์ กันชนหน้าและหลัง ฝาครอบระบายอากาศ กระจกมองข้างสีเทา รวมถึงมือจับประตู ไฟหน้าแบบ LED โปรเจกเตอร์ พร้อมไฟ LED DTRL และไฟตัดหมอกหน้า ซุ้มล้อแบบใหม่ที่ออกแบมาเฉพาะ สอดรับเข้ากับบันไดข้างที่เป็นโลหะหยาบสีดำแบบออฟโรด โรลบาร์สีดำด้าน และสิ่งที่ทำให้ตัวรถดูหล่อขึ้นเป็นกอง คงปฎิเสธไม่ได้กับยางออลเทอร์เรนจาก BF Goodrich ขนาด 265/70 R17 ที่ลงตัวสุดๆ และยิ่งไปกว่านั้น คันที่ผมเอามารีวิวครั้งนี้เป็นสีใหม่ที่กำลังฮอตฮิต ซึ่งเป็นสีเทาแบบที่วัยรุ่นเค้าเรียกกันว่า “เทา ลัมโบว์” ขับไปไหน สายกระบะไม่เหลียวมอง ให้มันรู้ไป เอาแค่ผมขับเข้าหมู่บ้านวันแรก ทำตัวแทบไม่ถูก นึกว่าตัวเองเป็นดารา คนมองกันทั้งหมู่บ้าน ... ว่าซั่น

 

เบาะนั่งหนัง Alcantara และหนังสังเคราะห์กำมะหยี่ ปักโลโก้ FX4 Max ลายคาร์บอน

 

ขยับเข้ามาภายในห้องโดยสาร เรื่องการดีไซน์และเลือกใช้วัสดุ ผมถือว่าผ่านเลยนะ ถูกใจสายกระบะแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เบาะนั่งที่ใช้หนัง Alcantara และหนังสังเคราะห์กำมะหยี่ ปักโลโก้ FX4 Max ลายคาร์บอน โดยเบาะนั่งคนขับปรับตำแหน่งได้ 6 ทิศทาง และปรับเบาะนั่งผู้โดยสารได้ 4 ทิศทาง แต่บอกก่อนนะครับว่าไม่มีปรับไฟฟ้ามาให้แม้กระทั่งด้านคนขับ และเมื่อมองต่ำลงมาแป้นคันเร่ง และแป้นเบรก มาในสไตล์เดียวกับแร็พเตอร์ รวมไปถึงชุดผ้ายางปูพื้นกับเป็นเฉพาะเจาะจงของรุ่น FX4 Max

 

 ภายในห้องโดยสาร

 

ส่วนรายละเอียดอื่นรอบๆ ห้องโดยสารก็จะหุ้มด้วยหนังสีดำ ทั้งหน้าปัด ประตู พวงมาลัย รวมไปถึงแผงควบคุมด้านหน้า นอกจากนี้ยังมีของเล่นให้สายออฟโรด กับสวิทช์แบงค์ (Upfitter Switch) พร้อมช่องต่อ AUX 6 ตำแหน่งอยู่เหนือหน้าจอสีแบบสัมผัส สำหรับควบคุมรอก ไฟไลท์บาร์ และอุปกรณ์เพิ่มเติมที่จำเป็นสำหรับการเดินทางแบบออฟโรด ซึ่งสามารถต่อพ่วงอุปกรณ์พวกนี้เข้ากับชุดแผงฟิวส์ในห้องเครื่อง พร้อมกันนี้ในส่วนของ ไดชาร์จ ก็ได้เพิ่มขนาดมาใช้เป็น 250A เพื่อช่วยชาร์จไฟได้มากขึ้นรองรับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ เข้าไปอีกด้วย

 

 

ขณะที่ออปชั่นการใช้งานภายในก็ถือว่าให้มาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น Push Start ที่ทำงานร่วมกับกุญแจแบบ Keyless รวมไปถึงระบบปรับอากาศก็เป็นแบบอัตโนมัติแยกปรับได้ 2 ฝั่ง ระบบไฟหน้าก็เป็นแบบออโต้ เปิด-ปิด เองด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจับความสว่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งระบบปัดน้ำฝนแบบออโต้ ทำงานตามปริมาณของเม็ดฝนที่ตกลงบนกระจกหน้า ซึ่งทุกอย่างดูเกือบจะครบให้หมดแบบไม่กั๊ก แต่ดันมาเลือกตัดออปชั่นที่สำคัญสำหรับรถกระบบที่ตัวรถค่อนข้างยาวอย่างกล้องถอยหลัง ที่ให้มาเพียงเซ็นเซอร์ ซึ่งเอาจริงๆ โดยส่วนตัวผมว่ามันจำเป็นกว่าไอ้ระบบปัดน้ำฝนออโต้เสียอีก หากใครใช้กระบะขับในเมืองคงรู้ว่าการหาที่จอดนั้นยากขนาดไหน รวมถึงการกลับรถในซอยแคบๆ ถ้าไม่กล้องมองหลังนี่ รับประกันความลำบากแน่นอน

 

 เครื่องยนต์ ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่

 

ตัดจบเรื่องออปชั่นและการตกแต่ง มาเข้าเรื่องสมรรถนะกันบ้าง สำหรับเรื่องเครื่องยนต์ที่ใน FX4 Max จะใช้ขุมพลังดีเซลขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ซึ่งเรื่องอัตราเร่งนั้นไม่ต้องเป็นห่วง แม้จะใช้เครื่องยนต์ไซส์เล็กเพียง 2.0 ลิตร แต่เมื่อบวกกับเทอร์โบคู่ที่ทำงานได้สัมพันธ์กับเกียร์ออโต้ 10 สปีด ที่ถูกเซ็ตติ้งมาได้ลงตัว ให้ทั้งความแรงและความนุ่มนวล รวมถึงมีเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างเงียบ หากแต่มีจุดที่รู้สึกว่าตอนออกตัว คันเร่งไฟฟ้านั้นทำงานค่อนข้างตอบสนองช้าไปนิด ทั้งนี้อาจต้องการให้มีความปลอดภัย ไม่ให้ไวต่อเท้ามากเกินไป เพราะแรงบิดของเครื่องมันค่อนข้างสูงถึง 500 นิวตันเมตร ก็เป็นไปได้ ซึ่งช่วงแรกๆ ใครที่ไม่คุ้น รวมถึงผมอาจต้องปรับตัวให้เข้ากับเซ็ตติ้งของคันเร่งไฟฟ้าแบบนี้หน่อย ซึ่งก็คงไม่ยากเท่าไรนัก กับเรื่องตรงนี้

 

ช็อคอัพ FOX

 

ส่วนเรื่องความประหยัด เท่าที่ใช้งานอยู่หลายวันวิ่งแบบเฉลี่ยทั้งในเมืองและนอกเมือง ตัวเลขที่ทำได้คือ 9.6 กม./ลิตร ซึ่งก็ดูจะกินไปนิด แต่ก็อย่างว่าเป็นตัวขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นแบบพาร์ทไทม์ แต่ยังไงก็ผูกเฟืองติดไว้อยู่ดี รวมถึงขนาดของยางที่มีรัศมีกว้างกว่ารุ่นธรรมดานั่นเอง

 

มาที่ในส่วนของการควบคุมกันบ้าง ซึ่งตรงนี้ผมถือเป็นไฮไลท์ของการรีวิวครั้งนี้ เพราะเจ้า FX4 Max นั้นได้อัพเกรดระบบช่วงล่างในส่วนของช็อคอัพมาใช้ของ FOX ซึ่งแม้จะเป็นแค่ตัว Monotube 2.0 ที่แม้ไม่เทียบเท่า FOX 2.5 ที่อยู่ในแร๊พเตอร์ แต่ก็ถือว่าระดับน้องๆ เลยทีเดียว โดยเรื่องการลุยออฟโรดนั้น เราได้รีวิวกันไปแล้ว ในครั้งก่อน ซึ่งก็ผ่านฉลุยแบบสบายๆ แต่สิ่งที่กังวลต่อมาคือเมื่อเอาวิ่งบนถนนลาดยางหรือทางเรียบ สมรรถนะมันจะเป็นอย่างไร กับการใส่ยางออลเทอร์เรน ทั้งเรื่องการควบคุม น้ำหนักของพวงมาลัย รวมถึงเสียงของดอกยางจะดังน่ารำคาญไหม เมื่อเอามาวิ่งบนถนนลาดยาง

 

 ยาง ขนาด 265/70 R17 

 

ซึ่งหลังจากได้ทดลองขับอยู่หลายวัน ในส่วนของเสียงดอกยางนั้น เอาจริงๆ ผมทึ้งกับเรื่องนี้เลยนะ เพราะคิดว่ายังไงก็ต้องได้ยินเสียงหอนของดอกยางบั้งใหญ่ๆ นี้แน่ แต่พอลองขับเข้าจริง กับไม่รู้เลยว่ารถคันนี้ใส่ยางออลเทอร์เรนอยู่ ส่วนเรื่องน้ำหนักพวงมาลัยจุดนี้ก็หายห่วง เพราะกระบะฟอร์ด ซึ่งใช้พวงมาลัยแบบไฟฟ้า EPS (Best in Class) ที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วอยู่แล้ว ลองใช้งานในเมืองหมุนง่ายคล่องตัวเลยทีเดียว ส่วนเมื่อใช้ความเร็วน้ำหนักก็กำลังพอดิบพอดี จุดนี้ก็ผ่านสบาย

 

 ช่วงล่าง FORD RANGER FX4 MAX

 

มาที่เรื่องการควบคุมของช่วงล่างซึ่งใช้ช็อคอัพ FOX Monotube 2.0 ในส่วนความนุ่มนวลนั้นต้องบอกว่านุ่มนวลกว่ากระบะ Ranger แบบเห็นได้ชัด โดยเฉพาะด้านหน้า ที่นุ่มนวลอย่างกะรถเอสยูวี ส่วนด้านหลังนั้นก็นุ่มแต่ก็ยังมีฟิลของแหนบที่แอบมีความกระเด้งกระดอนอยู่ดี ส่วนเรื่องการเกาะถนนนั้น ผมได้ลองเข้าโค้งด้วยความเร็ว ตัวช็อคอัพทำหน้าที่ได้ดี แต่ในส่วนของยางนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่ายางออลเทอร์เรนนั้น มันไม่ได้เหมาะกับวิ่งทางเรียบแบบ 100% มันเป็นอย่างแบบลูกครึ่งระหว่างทางเรียบกับทางฝุ่น เพราะฉะนั้นการเกาะถนนก็จะด้อยลงไปนิด แต่ก็ไม่ได้มากอะไรนัก เพียงแต่อาการอันเดอร์สเตียร์จะมาค่อนข้างไวกว่ากว่ายางธรรมดาก็เท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เค้าก็มีระบบความปลอดภัยมาช่วยทั้งระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว (ESP) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล (Traction Control)

 

 FORD RANGER FX4 MAX

 

ปิดท้ายด้วยเรื่องราคา สำหรับเจ้า FX4 Max คันนี้ พร้อมค่าตัว 1,189,000 บาท ทุกอย่างผ่านหมดทั้งรูปร่างหน้าตา สมรรถนะ หากแต่ใส่ออปชั่นบางตัวที่ผมบอกไปเมื่อตอนต้นเข้าไปอีกนิด FX4 Max จะเป็นกระบะที่คุ้มค่า ครบเครื่อง และหาตัวจับยากเลยทีเดียวล่ะครับ