ถ้าพูดถึงรถในกลุ่มซับคอมแพค หรือซิตี้ คาร์ ในเมืองไทย ที่ใช้ขุมพลังไฮบริด คงมีเจ้าเดียวเท่านั้นที่ทำตลาดนั่นก็คือ Honda City ซึ่งครั้งนี้เราจับเอาจับ City e:HEV RS รถยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย Honda SENSING และชุดแต่ง RS มาลองวิ่งทางไกลไปกลับกรุงเทพฯ-บางแสน เพื่อทดสอบสมรรถนะ และความอัตราประหยัดน้ำมัน ซึ่งผลจะเป็นอย่างไร?? ตามเข้ามาอ่านกันได้เลยครับ

 

Honda City e:HEV RS 

 

สำหรับ Honda City e:HEV RS ในโฉมนี้ เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายปี 2020 ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะได้นำเครื่องยนต์ไฮบริดมาใช้เป็นครั้งแรกในตระกูล City Series หากดูรวมๆ ภายนอกก็จะเหมือนกับรุ่น TURBO RS แต่ถ้าดูให้ระเอียดจะมีจุดแตกต่างกันตรงที่รุ่น e:HEV ใช้โลโก้ฮอนด้าสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ท้ายรถนั่นเอง

 

 กระจังหน้าสปอร์ตหรูด้วย Gloss black พร้อมสัญลักษณ์ RS 

 

โดยออปชั่นภายนอกนั้น ไฟหน้า และ Daytime running Light จะใช้เป็นหลอดแบบ LED รวมไปถึงไฟตัดหมอกคู่หน้า ในขณะที่กระจังหน้า ดูสปอร์ตหรูด้วย Gloss black พร้อมสัญลักษณ์ RS มองขึ้นมาด้านบนบริเวณกระจกบังลมหน้า จะเห็นกล้องติดตั้งไว้อยู่  ซึ่งกล้องตัวนี้ถือเป็นทีเด็ดของเจ้าระบบความปลอดภัย Honda Sensing โดยจะทำงานหลากหลายทั้งเปิดไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ รวมไปถึงไว้กะระยะรถคันหน้าสำหรับระบบ Adaptive Cruise control และคอยตรวจจับเลนถนน เป็นต้น

 

 

นอกจากนี้ ในส่วนของกระจกมองข้างจะไม่เป็นสีเดียวกับตัวรถ แต่จะตกแต่งเป็นสีดำแบบสปอร์ต ให้ตัดกับสีของตัวรถ พร้อมไฟเลี้ยวในตัว โดยสามารถพับ และปรับได้ด้วยไฟฟ้า แต่ไฮไลท์อยู่ที่บริเวณใต้กระจกมองข้างฝั่งซ้าย จะมีกล้องติดตั้งมาให้ด้วย ซึ่งกล้องตัวนี้ก็จะเป็นหนึ่งในฟังก์ชันที่อยู่ใน Honda Sensing โดยจะใช้แสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน รวมไปถึงเวลาเปิดไฟเลี้ยวซ้ายก็จะขึ้นภาพแสดงผลบนหน้าจอว่า ตรงมุมอับสายตาด้านซ้ายรถมีวัตถุอะไรอยู่รึป่าว ซึ่ หรือหากเป็นตอนจอดรถเทียบ ก็จะช่วยให้เห็นฟุตบาธฝั่งซ้ายได้ชัดเจน ป้องกันล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว จะไปขูดกับขอบฟุตบาธ ส่วนด้านท้ายเห็นได้ชัดๆ ว่านี่เป็นรุ่น RS ด้วยการตกแต่งสปอยเลอร์หลังซึ่งเป็นแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS และ e:HEV โดยในส่วนของไฟท้ายก็จะเป็นหลอดแบบ LED เช่นเดียวกัน

 

สปอยเลอร์หลังเป็นแบบ Gloss Black

 

มาภายในห้องโดยสาร ถือเป็นจุดเด่นของฮอนด้า ซิตี้ เค้าอยู่แล้ว เรื่องความกว้างขวางทั้งผู้โดยสารตอนหน้า และตอนหลัง โดยเบาะนั่งใช้เป็นหนังสลับกับหนังกลับเดินด้วยด้ายสีแดง เรือนไมล์เป็นแบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว สำหรับดูข้อมูลต่างๆ ของตัวรถ

 

 หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch

 

ในขณะที่เรื่องความสะดวกสบายนั้นถือว่าครบครัน ไม่ว่าจะเป็น แอร์อัตโนมัติ ซึ่งในรุ่นนี้เอาใจคนนั่งข้างหลัง ด้วยการเพิ่มแอร์หลังมาให้ด้วย ส่วนระบบเครื่องเสียงก็มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อม Google Maps และยังมีระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI แต่จุดนี้ผมไม่แน่ใจว่าในรถเทสนั้นเป็นเวอร์ชั่นเฉพาะรึป่าว ที่มากับหน้าจอภาษาจีน ซึ่งอาจจะเปลี่ยนภาษาได้ แต่ผมก็อ่านภาษาจีนไม่ออก เลยปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ไม่ได้ลองเล่นระบบ Entertainment ตรงจุดนี้เลย

 

แอร์ด้านหลังห้องโดยสาร

 

เราเข้ามาเรื่องสมรรถนะกันบ้าง ซึ่งจุดนี้ผมเชื่อว่าหลายคนค่อนข้างให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะคงมีข้อสงสัยในขุมพลังตัวนี้อยู่หลายจุด สำหรับขุมพลังของเจ้า City e:HEV ตัวนี้นั้นเป็นระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i MMD) ซึ่งเป็นแบบ Full Hybrid โดยจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ที่ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า และแรงบิด 127 นิวตัน-เมตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้กำลังสูงสุด 109 แรงม้า และแรงบิด 253 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E CVT ซึ่งจะเป็นแบบอัตราทดแปรผันต่อเนื่องแบบไฟฟ้า โดยประจุไฟจะเก็บไว้ที่แบตเตอรี่แบบลิเธียม ไอออน

 

 Full Hybrid  ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i VTEC 4 สูบ

 

โดยการทำงานของขุมพลังนี้หลักๆ จะใช้มอเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน เครื่องยนต์จะมีหน้าที่ปั่นไฟไปเก็บ แต่ก็จะมีบางปัจจัยเท่านั้นที่เครื่องยนต์จะเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งนั่นก็คือวิ่งในช่วงความเร็วสูง ที่ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ ไม่มีการใช้อัตราเร่ง เพราะฉะนั้น ที่หลายคนมีข้อสงสัยว่าเจ้า City e:HEV มันแรงมั้ย?? ผมบอกเลยครับว่าไม่ได้แรง เพราะไม่ได้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น เจ้า City e:HEV คงมีแรงม้าทะลุ 200 ตัวไปแล้ว แต่เอาจริงๆ พละกำลังมันก็จะอยู่ที่ 109 แรงม้า และแรงบิด 253 นิวตัน-เมตร ซึ่งเป็นพละกำลังที่มอเตอร์ทำได้

 

 

กล่าวไปอย่างนี้ หลายคนอาจงง ว่าเจ้า e:HEV มันมีหลักการทำงานอย่างไร ผมสรุปให้อย่างนี้ก็แล้วกันครับ

ขณะที่รถหยุดนิ่ง เครื่องยนต์จะหยุดการทำงาน แต่พลังงานที่ใช้จะมาจากแบตเตอรี่ แต่ถ้าไฟในแบตเริ่มอ่อน เครื่องยนต์ก็จะกลับมาทำงานพร้อมกับแบ่งไฟส่วนหนึ่งเข้าไปเก็บในแบต

ขณะออกตัวและเพิ่มความเร็ว ถ้าไฟในแบตมีเพียงพอ ตัวรถจะออกตัว และเพิ่มความเร็ว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

ขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ/ปานกลางคงที่ จะเข้าสู่โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และระบบจะมีการเลือกสลับการทำงานกับโหมดการขับขี่แบบไฮบริดตามระดับไฟฟ้าในแบตเตอรี่

ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงคงที่ จะเข้าสู่โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ และระบบจะมีการตัดสลับการทำงานกับโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าตามระดับของไฟฟ้าในแบตเตอรี่

ขณะลดความเร็ว ระบบจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและชาร์จกลับสู่แบตเตอรี่

 

เอาล่ะ หลังจากเข้าใจหลักการทำงานของขุมพลังชุดนี้กันแล้ว มาดูเรื่องความประหยัดกันบ้าง ซึ่งในจุดนี้ผมต้องทั้งยกนิ้ว ทั้งปรบมือให้ เพราะจากการที่ผมทดลองขับแบบใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งในเมือง และขับออกนอกเมืองไปบางแสน ที่บางช่วงใช้ระบบ Adaptive Cruise Control เข้าไปอีก แต่ตัวเลขอัตราการกินน้ำมันทำได้ดีถึง 23-24 กม./ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ผมประทับใจมาก โดยสามารถใช้น้ำมันได้ถึง E20

 

ห้องเก็บสัมภาระ

 

ส่วนเรื่องการควบคุมนั้น ถือเป็นจุดอ่อนของรถคันนี้ เพราะด้วยการเซ็ตอัพช่วงล่างที่ค่อนข้างนิ่ม เอาจริงๆ มันก็เหมาะกับการขับในเมืองแหล่ะ แต่พอได้ลองวิ่งออกต่างจังหวัด ใช้ความเร็ว เวลาเปลี่ยนเลน หรือเข้าโค้ง มันดูไม่มั่นใจ ซึ่งหากผมจะแนะนำให้ไปเปลี่ยนช็อคอัพใหม่ ก็เดี๋ยวจะมาวุ่นวายเรื่องวารันตีรับประกันอีก เอาเป็นว่าถ้าเซ็ตอัพช่วงล่างมาให้หนึบกว่านี้  น่าจะเหมาะกว่า ส่วนเรื่องของระบบเบรก ให้มาเต็มๆ กับดิสก์เบรก 4 ล้อ ซึ่งประสิทธิภาพการเบรกมั่นใจได้

 

 

ปิดท้ายที่เรื่องระบบความปลอดภัย ที่มาแน่นๆ กับ Honda Sensing ไม่ว่าจะเป็น ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก ซึ่งจะมีสัญญาณเตือนที่หน้าจอ และระบบจะช่วยเบรกหากอยู่ในระยะที่เริ่มไม่ปลอดภัย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ที่สามารถตั้งระดับของความห่างระหว่างคันหน้าได้ถึง 4 ระดับ ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ ระบบจะขึ้นสัญญาณเตือนที่หน้าจอ พร้อมกับหน่วงพวงมาลัย เมื่อมีการเปลี่ยนช่องทางโดยไม่มีสัญญาณไฟเลี้ยว ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ ซึ่งปุ่มจะอยู่ทางฝั่งขวาของพวงมาลัย โดยกล้องที่อยู่ด้านบนของกระจกหน้า จะตรวจจับเส้นเลนถนน และจะบังคับควบคุมตัวรถให้อยู่กึ่งกลางของเลน และในทางโค้งพวงมาลัยก็จะหมุนเลี้ยวให้เอง แต่ถ้าเรายกมือออกจากพวงมาลัย ระบบจะเตือนเพื่อให้เราเอามือจับพวงมาลัย ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ระบบจะเปิดไฟสูงให้แบบอัตโนมัติ แต่ถ้ากล้องที่อยู่ด้านบนของกระจกตรวจจับได้ว่ามีรถวิ่งสวนทางมา ก็จะปรับเป็นไฟต่ำให้แบบอัตโนมัติ

 

 

ปิดท้ายที่เรื่องราคา ซึ่งเจ้า Honda City e:HEV RS ที่มาพร้อมชุดแต่ง มีค่าตัว 8.39 แสนบาท ดูแล้วอาจจะแพงไปนิด กับรถกลุ่มซิตี้ คาร์ หากแต่ถ้าเป็นตัวแต่งแล้วเพิ่ม Performance เรื่องช่วงล่างเข้าไป ตรงนี้โดยส่วนตัว ก็น่าจะสมค่าตัวมากกว่านี้ครับ