อาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสรับเชิญไปเป็นแขกพิเศษถ่ายรายการ Virtual Live Story MINI RACING DNA” จากน้องบุ๋น ผจก. การตลาดของมินิ มิลเลนเนียม ที่จัดเอาตัวแรงของ Mini Hatch 3 ประตู ไปเทสกัน 3 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น JCW, Cooper S Paddy Hopkirk Edition และ Cooper S Hightrim พอถ่ายรายการเสร็จ ก็นั่งคุยกันเล่นๆ ว่าผมเป็นคนกิจกรรมเยอะ ขับรถเล็กๆ สไตล์ 3 ประตู ดูจะไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าไหร่ อยากลองตัว Countryman Cooper S Hightrim ที่ใช้งานได้หลากหลาย ซึ่งยังไม่ทันจบบทสนทนาดีเลยครับ น้องบุ๋นบอกว่าเดี๋ยวอีก 2 วัน ผมเอาไปให้พี่ลองขับถึงบ้านเลยและกัน ... นี่มันต้องอย่างนี้ครับ ขายรถกันในยุคโรคระบาดโควิด-19 มันต้องบริการแบบรวดเร็ว แถมให้ความปลอดภัยลูกค้าไม่ต้องออกไปจากบ้านก็ได้ลองขับกันแล้ว

 

 

ก็อย่างที่บอกแหล่ะครับ ว่าผมเป็นคนกิจกรรมเยอะ ทั้งแข่งรถ ตีกอล์ฟ แถมงานที่ทำก็ต้องแบกอุปกรณ์เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ก็ยังมีฟิลชอบรถที่ขับสนุก ดูดี อิมเมจได้ เห้อ!! ความต้องการเยอะแยะไปหมดในรถคันเดียว แต่ทั้งหมดนี้ก็ถูกจับรวมอยู่ใน Mini Countryman Cooper S Hightrim คันนี้ แม้แพลตฟอร์มจะเป็นตัวเดียวกับ BMW X1 แต่ด้วยรูปทรงและสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกแตกต่างกัน บอกเลยมันใช่ รถที่เป็นสไตล์ผมจริงๆ

 

Mini Countryman Cooper S Hightrim

 

สำหรับ Countryman Cooper S มีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่น คือรุ่น Entry ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้นประกอบที่มาเลฯ ราคา 1.999 ล้านบาท พร้อมแพคเกจ MSI กับอีกรุ่น Hightrim ซึ่งเป็นตัวท็อปกับราคาเริ่มต้นที่ 2.529 ล้านบาท ที่มาพร้อมแพคเกจ MSI เช่นเดียวกัน ซึ่งใครมีกำลังทรัพย์ขนาดไหน ก็ลองเลือกเอาแล้วกันครับ แต่น้องบุ๋นแนะนำว่าให้ผมเอาตัวท็อปไปลองขับเลยแล้วกันครับ เชื่อผมกลั้นใจอีกนิดจบๆ ไปเลย

 

 

ทันทีที่น้องบุ๋น นำรถมาให้ถึงหน้าบ้าน ผมเดินสำรวจรูปทรงภายนอก บอกเลยครับว่าเจ้า Countryman Cooper S เจนเนอเรชั่นที่ 3 คันนี้ มันออกแบบได้โดนใจจริงๆ ทั้งเส้นสาย แต่ที่สะดุดตาจริงๆ คือเรื่องของการออกแบบเรื่องแอโร่ไดนามิกส์ ที่สังเกตได้ชัดจากกันชนหน้า ที่มีช่องเจาะให้ลมผ่านไปยังบริเวณซุ้มล้อ ซึ่งไม่ได้ทำช่องหลอกๆ ไว้เหมือนในรุ่นก่อน แต่ในรุ่นนี้เจาะกันจริงๆ ลมผ่านได้จริง

 

 

ขณะที่ด้านข้างโดดเด่นด้วยล้อแม็กสีดำลาย Pin Spoke ขนาด 18 นิ้ว ที่ถูกใช้ร่วมกับยาง Run Flat ขนาด 225/50 R18 ซึ่งกำลังเหมาะพอดิบพอดีกับถนนเมืองไทยที่พื้นถนนไม่เรียบอย่างไม่มีสาระ ขืนใช้ล้อแม็กขนาดใหญ่ ใส่ยางแก้มเตี้ยเข้าไป มีหวังฉิบหาย เดี๋ยวเปลี่ยนยางเดี๋ยวเปลี่ยนล้อเป็นว่าเล่นแน่นอน ส่วนด้านท้าย เห็นแต่ไกลเวลาเหยียบเบรกด้วยไฟท้ายที่มีสัญลักษณ์เป็นธงชาติอังกฤษ ... เลิศซะไม่มี

 

 ล้อแม็กสีดำลาย Pin Spoke ขนาด 18 นิ้วยาง พร้อมยาง Run Flat ขนาด 225/50 R18

 

ขยับเข้ามาที่ภายในห้องโดยสารกันบ้าง กับการตกแต่งสไตล์ MINI Yours Piano Black Illuminated สีดำมันวาว แถมมาพร้อมไฟสี ที่แต่งแต้มห้องโดยสารได้อย่างสวยงาม บวกกับในรุ่นนี้ ไม่แปลกใจที่ทำไมน้องบุ๋นเชียร์ให้เล่นรุ่นท็อป เพราะมันมากับเครื่องเสียงชั้นเลิศจาก Harman Kardon ขณะที่ระบบแสดงผลของ MINI รุ่นนี้เป็นแบบ Head-Up Display ที่ได้รับแรงบรรดาลใจจากห้องโดยสารของเครื่องบินเจ็ท โดยผู้ขับขี่ จะสามารถมองเห็นข้อมูลการขับขี่ได้ทั้งความเร็ว รวมถึงการสั่งการระบบความบันเทิงได้โดยที่ไม่บดบังทัศนวิสัยการขับ ด้านพวงมาลัยเป็นหนังแท้แบบสปอร์ตพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ส่วนหน้าจอตรงกลาง ในรุ่นใหม่นี้จะเป็นระบบสัมผัสดีไซน์ใหม่ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมระบบ MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง แสดงพิกัดของรถ และข้อมูลต่างๆ ผ่านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ซึ่งก็เป็นไปตามสไตล์รถยุคนี้

 

 

และที่สำคัญสำหรับคนที่ต้องบรรทุกของเยอะๆ ด้านหลังมีที่ให้ใส่ได้แบบไม่เล็กมากนัก หรือหากต้องการความจุเพิ่มก็สามารถพับเบาะนั่งตอนหลังแบบราบเรียบได้ นอกจากนี้ในส่วนที่นั่งตอนหลัง แม้จะดูคับแคบไปหน่อย แต่ก็มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาให้ไม่ต้องไปแย่งช่องแอร์กับคนข้างหน้า

 

ห้องเก็บสัมภาระ

 

เอาล่ะ!! มาเข้าเรื่องของสมรรถนะกันบ้างสำหรับเจ้า Countryman Cooper S Hightrim ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร 192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร โดยทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ Steptronic 7 จังหวะ แบบสปอร์ตพร้อม Paddle Shift หลังพวงมาลัย

 

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร 

 

ซึ่งฟิลลิ่งการขับบอกเลยว่า เห็นตัวเลขแรงม้า 192 ตัว กับแรงบิด 280 นิวตัน-เมตร ขับสนุกเอาเรื่องเลย โดยมีโหมดการขับให้เลือก 3 โหมด Green แบบนุ่นนวล เน้นความประหยัด โหมด Normal ก็ธรรมดา เหมาะกับการใช้งานทั่วไป แต่สำหรับผม เลือกโหมด Sport รอเลย กับฟิลลิ่งการขับที่ดุดันเอาเรื่อง อัตราเร่งดีตั้งแต่ออกตัว และที่สำคัญเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามออกมาผ่านท่อไอเสียนี่มันช่างเพราะเสียเหลือเกิน คือแบบถ้าไม่ได้ดูสเปคมาก่อนนี่ไม่เชื่อเลยนะว่าเป็นแค่เครื่องเบนซิน บล็อก 2 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบ ถ้าให้ผลลัพธ์ได้มันส์ขนาดไหน รวมถึงระบบเกียร์ที่เป็นแบบคลัทช์คู่ Steptronic 7 จังหวะ พร้อม Paddle Shift ที่บอกเลยว่า เจ้าเกียร์ลูกนี้ มันเหมาะกับรถตัวนี้เสียเหลือเกิน ตัดต่อกำลังดีในช่วงความเร็วกลาง ถึงปลาย จะมีอารมร์ยึกยักหน่อยก็ตอนออกตัวเวลาขับช้าๆ ในเมือง ซึ่งก็เป็นบุคลิกของเกียร์คลัทช์คู่ ซึ่งถือว่ารับได้เลย

 

เครื่องเสียงจาก Harman Kardon 

 

ขณะที่ในส่วนของช่วงล่าง และการควบคุม  ซึ่งในตัว Hightrim น่าเสียดายที่ไม่ได้เป็นช่วงล่างไฟฟ้าตัว Hatch 3 ประตู Hightrim แต่บอกได้เลยว่าหลายคนที่เคยมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับช่วงล่างของมินิ ที่แข็งกระด้าง กระเด้งสะเทือน แต่ในตัวเจนฯ 3 นั้น ฟิลลิ่งมันเปลี่นไปพอสมควรเลยครับตัวนี้ มันมีฟิลลิ่งของรถพ่อบ้านมากขึ้น โดยด้านหน้าที่เป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิ้งค์ แต่ทั้งนี้ในส่วนของยางที่เป็นแบบ Run Flat หากบางคนที่ยังรู้สึกว่าช่วงล่างยังนุ่มไม่พอ ลองเปลี่ยนมาใช้ยางเรเดียลธรรมดา ผมว่าน่าจะได้ฟิลลิ่งที่นุ่มนวลมากกว่านี้ แต่อาจจะต้องแลกกับการเสียวๆ เวลายางแตก ยางรั่ว ยางซึมหน่อย หรือจะพกอุปกรณ์ช่วยอุดยางรั่วซึมก็พอใช้ได้ รวมไปถึงหน้ายางที่หากเป็นผมจะขอขยับให้หน้ายางกว้างกว่านี้ซักหน่อย น่าจะให้ฟิลลิ่งการเลี้ยวช่วงความเร็วสูงๆ ได้ดีกว่านี้

 

 

 

สรุปปิดท้าย สำหรับ MINI Countryman Cooper S Hightrim ที่ทางมินิ มิลเลนเนียม จัดมาให้ทดสอบครั้งนี้ ต้องบอกว่าประทับใจตั้งแต่เอารถมาให้ลองขับถึงบ้าน รวมไปถึงรูปทรง และสมรรถนะของรถ ที่ต้องบอกว่า ถึงตรงนี้ กำลังจัดการรถที่บ้าน เพื่อรวบไปจองเจ้า Countryman Cooper S Hightrim ที่มินิ มิลเลนเนียม มาจอดไว้ที่บ้านซักคัน