รถอเนกประสงค์สไตล์คูเป้ ถือเป็นทางเลือกของคนที่อยากใช้รถเอสยูวี แต่ก็ยังชอบความสปอร์ตอยู่ โดย BMW X4 xDrive20d M Sport X คันนี้ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะด้วยรูปทรงที่ปราดเปรียวด้วยด้านท้ายที่ลาดลงสไตล์รถคูเป้ บวกกับตัวถังที่ยกสูง ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ พร้อมทั้งยังมีการเสริมออปชั่น พร้อมชุดแต่ง M Sport X ที่สำคัญเปิดราคาไว้เท่าเดิมที่ 3,969,000 บาท หากรวมแพ็กเกจ BSI Standard ก็จะขายที่ราคา 3,999,000 บาท แต่น่าเสียดายไปนิดตรงที่มีให้เลือกเฉพาะเพียงขุมพลังดีเซลเท่านั้น

BMW X4 xDrive 20d M Sport X

 

BMW X4 โมเดลนี้ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 ในรหัสตัวถัง G02 หลังจากเจนเนอเรชั่นแรกออกมาในปี 2014 ซึ่งตัวที่เรานำมารีวิวนี้เป็นตัวไมเนอร์เชนจ์ปี 2020 ที่มีการเพิ่มออปชั่นอุปกรณ์ และอัพเกรดชุดแต่งตัวถังภายนอก โดยหากมองที่ด้านหน้าก็ดูไม่แตกต่างจากตัว X3 ใหม่ เพราะมาจากพื้นฐานเดียวกัน แต่ในส่วนกันชนหน้าของรุ่นนี้ ได้มีการปรับโฉมเปลี่ยนวัสดุพลาสติกสีดำมาเป็นสีเงินแบบด้านให้ดูหรู และสปอร์ตมากขึ้นอีกหน่อย ด้านกระจังหน้ายังเป็นแบบอัตโนมัติที่สามารถเปิด-ปิดได้ โดยเมื่อเครื่องยนต์เย็น ซี่กระจังหน้าก็จะปิดเพื่อลดแรงต้านทานของอากาศ แต่เมื่อเครื่องยนต์เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซี่กระจังหน้าก็จะเปิดอัตโนมัติเพื่อนำลมเข้าไปช่วยระบายความร้อนให้กับห้องเครื่องยนต์

 

มาที่เรื่องของระบบไฟนั้น ใน X4 xDrive20d M Sport X จะเป็นหลอด LED ทั้งหมด ไม่ว่าจะไฟสูง ไฟต่ำ รวมถึงไฟหรี่ และไฟ Daytime Running โดยไฟหน้าจะเป็นแบบ Adaptive LED นี้ ที่ทำงาน เปิด-ปิด และสูง-ต่ำ แบบอัตโนมัติ โดยในตัวนี้ได้มีการพัฒนาให้ตอบสนองการทำงานได้ไวมากขึ้น แถมยังมีเซนเซอร์ที่ตรวจจับรถที่วิ่งสวนมาได้ไกลมากกว่าเดิม พร้อมกันนี้ยังมีระบบไฟที่หมุนตามองศาของพวงมาลัย อีกทั้งมีการปรับองศาของไฟให้ส่องสว่างกว้างขึ้น ช่วยให้เห็นข้างทางได้ดีกว่าเดิม รวมถึงไฟตัดหมอกที่ในตัวนี้เป็นหลอดไฟแบบ LED ซึ่งจะให้ความสว่างใสที่มากขึ้นด้วย

 

ขยับมาที่ด้านข้างจะเริ่มเห็นความแตกต่างจากตัว X3 โดย X4 จะมีดีไซน์เป็นเอสยูวีสไตล์คูเป้ ซึ่งหลังคาด้านท้ายที่ลาดลงเพื่อความสปอร์ต โดยซุ้มล้อของ X4 เลือกใช้วัสดุพลาสติกที่เป็นสีเดียวกับตัวถัง กาบข้างชายล่างประตูเสริมด้วยชุดแต่ง M Sport X สีเงิน สวยสปอร์ตลงตัว แต่มาติดนิดตรงพอเปิดประตูออกมาแล้ว ตรงมุมชายประตูด้านล่าง มันมีช่องให้น้ำเข้าไปได้ ซึ่งกลัวว่าจะเป็นบ่อเกิดของสนิมเอา ส่วนล้อก็ตามสไตล์เป็นอัลลอยลาย M Double-Spoke แบบ 5 ก้าน ขอบ 19 นิ้ว ที่ต้องบอกว่า BMW ไม่เลือกใช้ล้อขอบใหญ่มากนัก เพื่อจะได้เลือกใช้ยางที่มีแก้มสูงได้หน่อย เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลให้กับตัวรถ ซึ่งหากใช้ยางแก้มเตี้ย แถมยังเป็นยาง Runflat เข้าด้วยแล้วเจ้า X4 คันนี้จะเป็นรถที่กระด้างขึ้นมาในทันที ส่วนยางที่ใช้นั้นเป็นของ Pirelli รุ่น Cinturato P7 ขนาด 245/50 R19 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่คาร์ลิปเปอร์เบรกในตัว X4 xDrive20d M Sport X จะโดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ M สีฟ้า ที่ด้านเหน้าเป็นแบบ 4 พอต ส่วนด้านหลังเป็นแบบพอตเดียว แต่ก็เป็นของ M เช่นเดียวกัน

ยาง ขนาด 245/50 R19

 

ส่วนด้านท้าย ในความคิดเห็นส่วนตัว เหมือนดีไซน์ของ X4 ตัวนี้ จะดูยังไม่ค่อยลงตัวยังไงไม่รู้ มองแล้วเหมือนคนตูดห้อย แต่หากเป็นในตัวรุ่นพี่อย่าง X6 ดูมันจะลงตัวมากกว่า ในขณะที่กันชนท้ายมีการดีไซน์ให้ดูลุยๆ ด้วยการใช้โทนสีแบบทูโทน ด้านบนเป็นสีเดียวกับตัวรถ ส่วนด้านล่างใช้วัสดุสีเงินเหมือนขอบกันชนหน้า และขอบบันไดข้าง ส่วนท่อไอเสียเลือกใช้แบบทรงกลมออก 2 ฝั่ง

 

 

ด้านสัดส่วน X4 xDrive20d M Sport X มีความยาวxกว้างxสูง 4,752x1,918x1,621 มิลลิเมตร ส่วนความยาวฐานล้ออยู่ที่ 2,864 มิลลิเมตร ขณะที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีความจุ 525 ลิตร แต่เมื่อพับเบาะหลังให้ราบลงจะเพิ่มเป็น 1,430 ลิตร โดยเมื่อเทียบขนาดกับ X4 เจนฯ แรก เจ้า X4 รุ่นใหม่ จะมีทั้งความยาว ความกว้าง และฐานล้อจะเพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องความสูงจะถูกลดระดับลง แม้เพียงนิดเดียวแต่ก็ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศที่แม้จะเป็นรถเอสยูวี แต่ตัวเลข cd ก็อยู่เพียงแค่ 0.30 เท่านั้น



ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง

 

เข้ามาที่ภายในห้องโดยสาร อย่างแรกที่สัมผัสได้คือความกว้างขวางที่ดีขึ้นกว่า X4 เจนฯ แรก อย่างเห็นได้ชัด ก็อย่างที่บอกเรื่องมิติตัวถัง ไม่ว่าจะเป็นความยาวที่เพิ่มขึ้น 81 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 37 มิลลิเมตร ส่งผลไปถึงห้องโดยสารมีพื้นที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงความยาวฐานล้อที่ยาวขึ้นอีก 54 มิลลิเมตร ก็ช่วยเพิ่มเบาะหลัง แต่ด้วยแนวหลังคาที่ลาดต่ำลงในตอนท้าย เลยยังทำให้แอบมีความรู้สึกอึดอัดเล็กๆ อยู่ดี

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ขณะที่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ในห้องโดยสาร X4 xDrive20d M Sport X ได้ติดตั้งระบบประมวลผล BMW Operating System 7.0 ที่สั่งงานด้วยระบบสัมผัส หรือจะสั่งด้วย iDRIVE ก็ได้แล้วแต่ถนัด โดยจอมอนิเตอร์กลางจะมีขนาด 10.25 นิ้ว ด้านระบบมัลติมีเดียติดตั้ง BMW Apps รองรับการใช้งาน Apple Car Play นอกจากนี้ยังมี ระบบแสดงผล BMW Live Cockpit Professional ที่มาพร้อมมาตรวัดแสดงผล TFT ที่เป็น LCD ปรับเปลี่ยนรูปแบบของมาตรวัดได้ 3 แบบตามโหมดของการขับเคลื่อน โดยจอนี้ยังสามารถดูข้อมูลการทำงานของระบบต่างๆ รวมถึงยังนำระบบนำทางด้วยดาวเทียมพร้อมสัญลักษณ์การแจ้งเตือนป้ายบอกเส้นทาง และทิศทาง และอีกเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้คือระบบเชื่อมต่อแบบใหม่ BMW ConnectedDrive ที่มาพร้อมระบบแสดงการจราจรแบบ Real-time บริการติดต่อผู้ช่วยส่วนตัว Concierge Service ระบบ Remote Service ระบบ Teleservice ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน

 

 

พูดถึงเรื่องเทคโนโลยีไปแล้ว มาดูเรื่องการดีไซน์ภายในห้องโดยสารกันบ้าง ต้องบอกว่า แทบไม่ต่างอะไรไปจาก BMW ตัวอื่นๆ โดยเฉพาะแผงแดชบอร์ดด้านหน้า แม้ด้านบนจะหุ้มด้วยหนัง Sensatec ซึ่งเป็นหนังสังเคราะห์ สีเดียวกับเบาะ และแผงประตู แต่ดูรวมๆ แล้ว มันก็คือภายในของ BMW ที่ใช้แบบนี้ในเกือบทุกรุ่น

 

 

ขณะที่ส่วนอื่นๆ ก็ตามสไตล์ BMW เบาะนั่งเป็นหนังแท้สีแดง คู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมเมมโมรี่ แต่ฟิลลิ่งของเบาะตัวนี้มาในแนวสปอร์ตโอบรับดี แต่เนื้อเบาะดูจะบางไปหน่อย นั่งแล้วมันไม่นุ่นละมุนออกแนวกระด้างๆ ตูดซะมากกว่า ส่วนระบบปรับอากาศ เป็นแบบอัตโนมัติ แยกอิสระ 3 Zones หลังคาเป็น Panoramic Roof ทำงานเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า แต่จุดเด่นมันอยู่ที่พวงมาลัย ซึ่งใช้ของ M ทรง 3 ก้าน ติดตั้ง Paddles Shift มีมัลติฟังก์ชั่นพร้อม โดยสามารถปรับได้ด้วยไฟฟ้า 4 ทิศทาง

 

พวงมาลัย M ทรง 3 ก้าน ติดตั้ง Paddles Shift

 

ด้านชุดเครื่องเสียงคบหากับแบรนด์ไฮเอนด์อย่าง Harman Kardon พร้อมติดตั้งลำโพง 16 ตัว กับ Amplifier 600 วัตต์ แต่แอบมีความโบราณไปหน่อยในยุคนี้ที่ยังมีช่องใส่แผ่นซีดีมาให้ ส่วนกิมมิคเล็กๆ เก๋ๆ อย่าง Wireless Charging ไม่ลืมใส่มาให้นะจ๊ะ

 

ชุดเครื่องเสียง Harman Kardon

 

เอาล่ะ!! มาเข้าเรื่องสมรรถนะกันบ้าง สำหรับ X4 xDrive20d M Sport X ตัวนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่มีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล เป็นทางเลือกเดียว ไม่มีตัวเบนซิน หรือปลั๊กอิน ไฮบริด มาให้เป็นตัวเลือก แต่ไม่เป็นไรมีเครื่องเดียวก็เครื่องเดียว โดยเจ้าเครื่องดีเซลที่วางอยู่ใน X4 คันนี้เป็นรหัส B47D20 แถวเรียงแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ความจุ 1,995 ซีซี TwinPower Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด ซึ่งฟิลลิ่งของขุมกำลังชุดนี้ ไม่ถือว่าโดดเด่นเรื่องสมรรถความแรงมากนัก เพราะต้องแบกน้ำหนักเกือบ 2 ตัน แต่มีกำลังให้ใช้อย่างเพียงพอ โดยมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ECO-PRO,  Comfort และ Sport ซึ่งฟิลลิ่งแต่ละโหมดก็เหมาะกับการขับคนละสไตล์ อันนี้ไม่พูดกันถึงเรื่องของความประหยัดนะ

 

เครื่องยนต์ดีเซล  TwinPower Turbo  4 สูบ 16 วาล์ว ความจุ 1,995 ซีซี

 

โดยเอาจริงๆ ผมชอบโหมด ECO-PRO นะ เพราะมันค่อนข้างนุ่มนวล แม้พละกำลังจะเรียกมาใช้ได้น้อยหน่อย แต่คุมคันเร่งง่าย ขับแล้วไม่เวียนหัว เพราะก็อย่างที่รู้บูสต์เทอร์โบของเครื่องดีเซลมาในรอบต่ำ ถ้าเท้าไม่นิ่งพอ ออกตัวทีหัวโยกไปโยกมาแน่นอน แต่หากต้องการสมรรถนะกับโหมด Sport อันนี้เทอร์โบจะถูกบูสต์หนักขึ้น ตอบสนองไว บวกกับการใช้เทอร์โบแบบ Multi-Stage ที่ช่วยลดอาการรอรอบ ทำให้เห็นได้เลยว่าอัตราเร่งมาดีขึ้น รวมไปถึงเรื่องของเกียร์ที่ใช้ ZF แบบอัตโนมัติ 8 สปีด ซึ่งเกียร์ลูกนี้ได้รับการยอมรับอยู่แล้วในเรื่องความฉลาด หากแต่ใครที่ชอบใช้การเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle Shift อาจรู้สึกไม่ทันใจเหมือนตอนอยู่ในเครื่องเบนซิน ก็ธรรมดาล่ะครับ เครื่องดีเซลรอบมันต่ำ แถมมีช่วงรอบให้เล่นน้อย ขึ้นปล่อยให้ชิพท์ดาวน์ได้ตามใจ มีหวังพังทั้งเกียร์ทั้งเครื่องแน่นอน

 

เกียร์แบบอัตโนมัติ 8 สปีด

 

มาที่เรื่องการควบคุม เอาแบบสั้นๆ ผมยกนิ้วให้คะแนนเต็ม 10 โดยช่วงล่างด้านหน้าที่เป็นแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง เซ็ตติ้งมาได้ดีมากๆ นุ่มนวลไม่กระด้าง แถมยังเกาะถนนดี ทั้งทางตรง และทางโค้ง บอกเลยครับวิ่งทางยาวๆ รถแบบนี้ขับไม่เหนื่อย รวมไปถึงเรื่องพวงมาลัยไฟฟ้าที่นอกจากจะแปรผันตามความเร็วแล้ว ในโหมด ECO-PRO และ Comfort ก็จะเบามือกว่าในโหมด Sport ที่จะหนักและลดระยะการหมุนให้กระชับยิ่งขึ้น เรื่องความแม่นยำนั้นหายห่วง ใครชอบเล่นโค้งขับเอสยูวีตัวนี้ บอกเลยสนุกไม่เบา

 

 

ขณะที่เรื่องเบรกการันตีได้ด้วยโลโก้ M ที่ประทับอยู่บนคาลิปเปอร์ ส่วนเรื่องระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive ที่มีการทดแรงบิดไปยังล้อหน้ากับล้อหลังแบบผกผันตามสถานการณ์ของการขับเคลื่อน และผิวถนน บอกได้เลยว่าทางแห้งๆ อาจจะไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ แต่รับรองเลยว่าถ้าฝนตกๆ ถนนลื่นๆ เจ้า xDrive นี่จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี

 

 

ปิดท้ายที่ระบบต่างๆ ที่ BMW X4 xDrive20d M Sport X ติดตั้งมาให้มีทั้งระบบควบคุมความเร็วคงที่ พร้อมฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว ระบบช่วยการขับขี่ ระบบควบคุมการขับขี่ขณะลงทางลาดชัน ระบบ Parking Assistant Plus รวมทั้งระบบความปลอดภัยอีกมากมาย เช่น Crash Sensor, Side Impact Protection, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ และเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง