หลังจากก่อนหน้านี้ที่ทาง Carzanova ได้แนะนำรถยนต์ครอสโอเวอร์น่าซื้อฝั่งเอเชียในปี 2023 ไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงคิวของครอสโอเวอร์ฝั่งยุโรปก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยมีหลายรุ่นที่วางจำหน่ายในเมืองไทย และเราได้รวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจไว้ให้แล้วครับ

 

 

BMW X1

 

BMW X1

 

BMW X1 ถูกปรับโฉมล่าสุดไปเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา โดยสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา ตั้งแต่งานดีไซน์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดุดันและแข็งแกร่งรอบคัน ที่มองแค่เพียงแว๊บแรกก็สัมผัสได้ทันทีถึงเอกลักษณ์ของยนตรกรรมตระกูล X อย่างครบถ้วน ภายนอกรถโดดเด่นด้วยโอเวอร์แฮงค์สั้น และฐานล้อยาวตามแบบฉบับรถ SAV (Sports Activity Vehicle) สะท้อนให้เห็นถึงความคล่องตัวและสมรรถนะแรงได้อย่างเด่นชัด และยังมาพร้อมความอเนกประสงค์ที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยีระดับสูงได้อย่างลงตัว สร้างความมั่นใจและความสะดวกสบายสูงสุดให้คุณได้อย่างเต็มที่ในทุกการเดินทาง

ปัจจุบัน X1 จำหน่าย 2 รุ่น X1 sDrive20d X Line ประกอบด้วยล้ออัลลอยด์ 18 นิ้ว ลาย Y-spoke กันชนหน้าพร้อมด้วยกันกระแทกใต้กันชนและส่วนประกอบตกแต่งอื่นๆ ในสี Silver Matt เบาะหนัง Dakota และ X1 sDrive20d M Sport โดยมีความแตกต่างกันที่ชุดแต่ง M Aerodynamics พร้อมกันชนหน้า กาบบันไดข้าง คิ้วบังโคลนและขอบหุ้มซุ้มล้อสีเดียวกับตัวถึง ส่วนกันชนหลังมาพร้อมดิฟฟิวเซอร์สี Dark Shadow Metallic ล้ออัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double Spoke เบาะนั่งสปอร์ตสำหรับสำหรับคนขับและผู้โดยสารแถวหน้าหุ้มด้วยหนัง Dakota และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบ M

ในส่วนของนวัตกรรมใหม่ของ BMW X1 ติดตั้งมาพร้อมกับ Apple CarPlay จอภาพ BMW Head-Up Display และจอภาพขนาด 10.25 นิ้ว จะแสดงข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางให้เห็นอย่างชัดเจน มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่ประกอบไปด้วยระบบ Parking Assistant ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ

ด้านระบบความปลอดภัยใน BMW X1 มีระบบควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้ง Performance Control ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้าฝั่งคนขับ Head-up Display ระบบควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง Park Distance Control (PDC) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมแรงดันเบรกแบบแปรผัน DBC ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ DSC ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน DTC ระบบเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Attentiveness Assistant ถุงลมนิรภัย 6 ลูก กล้องมองภาพขณะถอยจอด พร้อมเซ็นเซอร์หน้าหลัง

ขุมพลังใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ รหัส B47 BMW TwinPower Turbo ขนาด 2.0 ลิตร 1,995 ซีซี. จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic Sport ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. 7.9 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 19.2 กม./ลิตร

รุ่นและราคา

X1 sDrive20d X Line ราคา 2,359,000 บาท

X1 sDrive20d M Sport ราคา 2,559,000 บาท

 

 

MINI Countryman

 

MINI Countryman

 

เอสยูวีขนาดเล็กรูปลักษณ์ปราดเปรียวและคลาสสิกในสไตล์คันทรีแมน ไฟหน้าเป็นแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างขณะเลี้ยว ไฟ Daytime Running Lights แบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้า LED ไฟท้าย LED Union Jack ฝาท้าย เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า Automatic Tailgate ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว

 

 

ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย Chrome Line ตัดขอบด้วยเส้นสายโครเมียมสีเงิน เพิ่มความหรูหรา พวงมาลัยหุ้มหนังแบบสปอร์ต ระบบไฟส่องสว่าง Lights Package ชุดมาตรวัดแบบ Full Digital เบาะนั่งปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกความจำตำแหน่ง Memory Seat ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ Carbon Black

 

ภายในห้องโดยสาร

 

เทคโนโลยีความทันสมัยก็ไม่แพ้รถในระดับเดียวกัน หน้าจอระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 8.8 นิ้ว รองรับระบบ Apple CarPlay แบบ Wireless ระบบเชื่อมต่อ MINI Connected Service หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า Head-up Display

ในเรื่องของเทคโนโลยีความปลอดภัยจัดเต็มเช่นเดียวกัน มาพร้อมกล้องมองหลังและระบบ Parking Assistant ช่วยให้จอดรถได้ง่ายดาย และกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว เซ็นเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหน้า – ด้านหลัง PDC รวมไปถึงระบบเบรก ระบบควบคุม และระบบป้องกันต่างๆ ในการขับขี่มากมาย

ด้านขุมพลังของ MINI Countryman ใช้เครื่องยนต์เบนซิน B48A20 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร 1,998 ซีซี. เทอร์โบ TwinPower Turbo กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 82.0 x 94.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 11.0 : 1 กำลังสูงสุด 192 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,600 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD

 

เครื่องยนต์เบนซิน  4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร 1,998 ซีซี. พร้อมเทอร์โบ TwinPower Turbo

 

รุ่นและราคา

Countryman Cooper S ENTRY 1,999,000 บาท

Countryman Cooper S HIGHTRIM 2,529,000 บาท

 

Mercedes-Benz GLA

 

Mercedes-Benz GLA

 

ครอสโอเวอร์อีกหนึ่งรุ่นที่ชื่อชั้นก็การันตีอยู่แล้วว่าเป็นรถยนต์พรีเมียร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะมีความเอ็กซ์คลูซีฟ สมรรถนะดี รูปลักษณ์ดูภูมิฐาน รวมไปถึงต้นตำรับของเทคโนโลยีต่างๆ มั่นใจได้ว่าเลืกรถคันนี้แล้ว ไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน

 

โดยในคอนเทนต์นี้เราจะพูดถึงรุ่น Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดที่วางจำหน่าย ดีไซน์ภายนอกมีความโดดเด่นและทรงพลัง ด้วยความพิเศษของการตกแต่งแบบ Progressive ที่สามารถถ่ายทอดความเป็นรถยนต์ออฟโรดออกมาได้อย่างลงตัว เพิ่มความหรูหราด้วยการใช้วัสดุโครเมียมตลอดคัน ไฟหน้าแบบ LED High Performance ล้อดีไซน์ใหม่แบบ  5 ก้านคู่ขนาด 18 นิ้ว สีเงินตัดสลับกับสีดำ พร้อมตัวรถที่สูงขึ้นของตัวถังที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,605 มิลลิเมตร (1,610 มิลลิเมตรเมื่อรวมราวหลังคา) หรือสูงขึ้นกว่า 10 เซนติเมตรจากรุ่นก่อน

ภายในห้องโดยสาร ให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น และให้ความรู้สึกกว้างขวางที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้ามานั่ง ลงตัวด้วยการตกแต่งภายในห้องโดยสารแบบ Progressive interior package ที่มอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารทุกที่นั่งพร้อมการออกแบบภายในห้องโดยสารให้มีบรรยากาศที่เรียบหรูด้วยเบาะหนังชนิด ARTICO สีดำพร้อมเดินด้วยด้ายสีเงินตลอดทั้งคัน เข้ากันกับวัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยลวดลาย 3 มิติแบบ Spiral-look trim

 

ภายในห้องโดยสาร

 

นอกจากนี้  Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่

 

 

Mercedes-Benz GLA 200 Progressive ยังพร้อมตอบโจทย์ทุกการเดินทางด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ถึง 435-1,430 ลิตร ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นเดิมถึง 14 ลิตร พร้อมปุ่มควบคุมการพับเบาะที่นั่งแถวที่ 2 ที่สามารถพับได้แบบ 40:20:40 เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง รหัส M282 ขนาด 1.3 ลิตร 1,332 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 72.2 x 81.4 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.6 : 1 กำลังสูงสุด 163 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 – 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ Dual Clutch 7G-DCT 7 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับน้ำมันสูงสุด E85

 

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ

 

 

รุ่นและราคา

GLA 200 Progressive 2,199,000 บาท

GLA 200 AMG Dynamic 2,399,000 บาท

 

 

Volvo XC40

 

Volvo XC40

 

รุ่นนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งเดียวก็เราอยากแนะนำในกลุ่มนี้ Volvo XC40 Recharge Pure Electric เป็นรถไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของวอลโว่ใสตลาดประเทศไทย

 

 

Volvo XC40 Recharge Pure Electric นำเสนอดีไซน์ใหม่ที่หรูหราทันสมัยในทุกมุมมอง เริ่มตั้งแต่ส่วนตะแกรงหน้าซึ่งไม่ต้องใช้เพื่อระบายความร้อน ได้ถูกออกแบบใหม่ให้เป็นฝาครอบแบบยูนิบอดี้ติดโลโก้วอลโว่อย่างชัดเจน ส่วนพื้นที่ใต้ฝากระโปรงหน้าซึ่งไม่ต้องติดตั้งเครื่องยนต์เชื้อเพลิง ถูกเปลี่ยนเป็นช่องเก็บสัมภาระสไตล์ใหม่ในชื่อ “ฟรังก์ (Front Trunk)” ซึ่งเพิ่มพื้นที่เก็บของได้มากขึ้นอีก 31 ลิตร ดีไซน์หลังคาใหม่ในโทนสีดำสุดเท่ สอดรับกับดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่และการตกแต่งรายละเอียดอย่างประณีต เสริมความโฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ดีไซน์สีดำเงา 5 ก้านแบบ Black Diamond Cut  รวมถึงฟีเจอร์ประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่จะมอบความสะดวกสบายในการใช้งานทุกวันของคุณ พร้อมด้วยฟีเจอร์อื่นๆอีกมากมาย

 

 

การตกแต่งห้องภายในโดยสารเน้นโทนสีดำชาร์โคลเพื่อมอบภาพลักษณ์ที่หรูหรา ทันสมัย แฝงกลิ่นอายแนวสปอร์ต เสริมด้วยรายละเอียดการตกแต่งที่ประณีตภูมิฐาน อาทิ คันเกียร์หุ้มหนัง Nappa Leather สีดำเนื้อละเอียดตัดกับตะเข็บสีขาวอย่างสวยงาม เบาะนั่งและส่วนตกแต่งภายในทั้งหมดถูกหุ้มด้วยหนังสีดำชาร์โคลและเก็บรายละเอียดด้วยอลูมิเนียมเพื่อเน้นความเฉียบเนี๊ยบในทุกมุมมอง

 

ภายในห้องโดยสาร

 

วอลโว่ตระหนักว่าการปกป้องที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นในเบื้องต้น ติดตั้งชุดระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงเต็มรูปแบบ อาทิ Driver Assist with Pilot Assist และ Adaptive Cruise Control, ระบบเลี่ยงการชนและหยุดรถอัตโนมัติ ซึ่งทำงานได้แม้ขับขี่ด้วยความเร็วสูง, ระบบกล้องรอบทิศทางช่วยในการจอดรถ), BLIS (ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา), LED active bending headlights with active high beam ด้วยไฟหน้าแบบ LED หักเหตามพวงมาลัย พร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด พร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนด้วยแรงสั่นที่พวงมาลัยเมื่อรถวิ่งออกนอกช่องทางเดินรถ และฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อมอบความอุ่นใจและความปลอดภัยระดับสูงสุดแก่คุณบนทุกเส้นทาง

 

ขุมพลังใช้มอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลังสูงสุด 408 แรงม้า ที่ 4,350 – 13,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 660 นิวตันเมตร ที่ 4,350 รอบ/นาที มาพร้อมแบตเตอรี่ 78 kWh ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ขับขี่ได้เป็นระยะทางสูงสุด 400 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (มาตรฐาน WLTP)

 

 

ราคา  Volvo XC40 Recharge Pure Electric 2,5900,000 บาท

 

Volvo C40 Recharge Pure Electric

 

Volvo C40 Recharge Pure Electric

 

อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ และได้รับยอดจองถล่มถลายจนต้องปิดการรับจอง สำหรับรถไฟฟ้า Volvo C40 Recharge Pure Electric รถสไตล์ครอสโอเวอร์ คูเป้ รุ่นแรกของวอลโว่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบ 100% สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Compact Modular Architecture (CMA) ที่วอลโว่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์คอมแพคในสไตล์ ครอสโอเวอร์ คูเป้ รูปทรงของตัวรถสะท้อนอารมณ์และตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดดเด่นด้วยเส้นหลังคา Slimmed Crossover Roof Line ที่ออกแบบมาให้รับกับทรงท้ายลาดต่ำตามแบบฉบับรถยนต์สไตล์คูเป้ ไฟท้ายแบบเส้นปะที่เดินเส้นไปสู่แผงไฟหลักด้านหลังตัวรถสะท้อนการผสมผสานความโมเดิร์นและความคลาสสิกได้อย่างลงตัว แผง Aero Optimised  Spoiler ที่ไม่เพียงทำให้ตัวรถเย้ายวนสะดุดตา และยังช่วยในเรื่องของการทรงตัวและการยึดเกาะถนน  ด้านหน้าให้ความรู้สึกของเอกลักษณ์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยตะแกรงแบบฝาครอบปิดสีเดียวกับตัวถัง ประดับด้วยตราสัญลักษณ์วอลโว่ เรียบหรู มินิมอล ตามแบบฉบับสแกนดิเนเวียน

 

 

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีความเรียบหรู ทันสมัย แต่บ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ แผงคอนโซลหน้าในสไตล์ Topography Translucent Decor ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภูมิทัศน์ของเทือกเขาในประเทศสวีเดน ใส่ลูกเล่นซ้อนวัสดุที่แตกต่างกันถึง 3 เลเยอร์ ให้มุมมองสามมิติบนผิวสัมผัสที่เรืองแสงเพิ่มความโดดเด่นให้ห้องโดยสาร หลังคา Panoramic Glass Roof ให้มุมมองและความรู้สึกโล่งสบายในห้องโดยสารแต่ป้องกันความร้อนภายนอกได้สูงถึง 80% เพลิดเพลินกับระบบ Infotainment ของ Volvo with Google Built in* ที่ให้คุณใช้แอปจากกูเกิ้ลอย่าง Google Maps, Google Assistant ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงผ่านคำว่า “Hey Google” เพื่อควบคุมแอป อย่าง Sportify รวมทั้ง Google Play หรือจะควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน Volvo Cars App บนสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ก็สามารถทำได้

 

 

ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Dual Motor AWD ให้กำลังสูงสุด 408 แรงม้า ที่ 4,350 – 13,900 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 660 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 - 100 ได้ในระยะเวลาเพียง 4.7 วินาที ให้ระยะทางการขับขี่มากกว่า 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง แบตเตอรี่มีระบบรองรับการชาร์จเร็ว โดยใช้เวลาการชาร์จจาก 0 - 80% เพียง 37 นาที ระบบการขับขี่แบบ One Pedal Drive ที่ให้การเร่ง ชะลอ และเบรกรถยนต์ The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric ทำได้ด้วยแป้นเหยียบเพียงแป้นเดียว และเริ่มขับโดยไม่ต้องกดปุ่มสตาร์ท

 

 

นอกเหนือจากสมรรถนะในการขับขี่ The All New Volvo C40 Recharge Pure Electric ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อส่งมอบความปลอดภัย และประสบการณ์การใช้รถที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าที่มาพร้อม  Pixel Technology Headlight โดยใช้เซ็นเซอร์กล้องหน้าควบคุมการเปิดปิดของ LED ทั้งหมด 84 ดวง ในไฟหน้าให้เป็นอิสระต่อกันเพื่อไม่รบกวนสายตาของผู้ใช้เลนตรงข้าม นอกจากนี้ไฟยังสามารถปรับระดับความสว่างได้อัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมของแสงภายนอก รวมถึงส่องสัญญาณไฟ Welcome Light ต้อนรับเมื่อผู้ขับแตะที่มือจับประตูรถ ระบบ Advanced Driver Assist System (ADAS) ใหม่ล่าสุดช่วยให้กล้องและเซ็นเซอร์รอบตัวรถตรวจจับวัตถุได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และฟังก์ชันเพื่อช่วยในการขับขี่อื่น ๆ อาทิ ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ, ระบบควบคุมความเร็วแปรผันเพื่อรักษาระยะห่าง, ระบบเลี่ยงการชนและหยุดรถอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด พร้อมฟังก์ชันหยุดรถอัตโนมัติ, ระบบแจ้งเตือนด้วยแรงสั่นที่พวงมาลัยเมื่อรถวิ่งออกนอกช่องทางเดินรถ

 

Audi Q3

 

Audi Q3

 

Audi Q3 ครอสโอเวอร์อีกหนึ่งรุ่นในลุคสปอร์ตพรีเมียม เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2019 จำนวน 2 รุ่น และได้มีการเปิดตัวไลน์อัพเพิ่มเติมที่เป็นตัวเลือกใหม่ๆ ทั้งเครื่องยนต์ใหม่ รุ่น Black Edition รวมไปถึงรุ่น RS ที่มาพร้อมความแรงเร้าใจ แต่ในคอนเทนต์นี้ขอพูดถึงรุ่น Sportback 35 TFSI quattro S line ราคา 2,649,000 บาท

 

 

Q3 มีมิติตัวถัง ความสูง 1,567 มม. กว้าง 1,843 มม. ยาว 4,500 มม. โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ลายรังผึ้งสีดำ ตัดขอบสีเงิน ไฟหน้า และ ไฟเดย์ไทม์เป็น LED มีเซนเซอร์ 4 จุด สำหรับเตือนเมื่อขับเข้าใกล้วัตถุ พร้อมแถบสีเงินคาดบริเวณกันชนด้านล่าง ได้อารมณ์ของความสปอร์ตพรีเมียม ด้านข้าง ช่วงแก้มซุ้มล้อหน้าและหลัง โปร่งนูนขึ้นมา ทำให้ตัวรถดูมีมิติ พร้อมเพลท S Line ที่บ่งบอกถึงความพิเศษของชุดแต่ง โดยจุดเด่นของตัวถัง Sportback นี้ คือช่วงหลังคาด้านท้ายที่ลาดเอียง ได้อารมณ์ของความสปอร์ต นอกจากนี้ ที่ขอบกระจกทั้ง 4 บาน ยังตกแต่งด้วยเส้นสีเงินโครเมียม และที่ชายล่าง ตัดด้วยสีเงิน ทำให้ดูพรีเมียมยิ่งขึ้น ล้อขนาด 19 นิ้ว รัดด้วยยาง 235/50 R19

 

 

ฝากระโปรงหลังของ Audi Q3 Sportback 35 TFSi S line ถูกดีไซน์ให้มีส่วนเว้าโค้งรับเข้ากับลายเส้นตัวถังด้านข้าง โดดเด่นด้วยไฟท้ายที่เป็นแบบ Full LED นอกจากนี้ ไฟเลี้ยวด้านท้ายยังเป็นแบบ Dynamic เป็นเส้นไฟวิ่งขณะที่เปิดไฟเลี้ยว มีกล้องถอย เซนเซอร์หลัง ชายล่างของกันชนหลัง ถูกตกแต่งด้วยสีเงิน และมี Diffuser หลัง ฝากระโปรงหลังไฟฟ้า ระบบแฮนด์ฟรี เปิดได้หลายช่องทาง ทั้งจากภายในรถ ,รีโมท ,เปิดที่ตัวฝาท้าย และสามารถใช้เท้าเตะเซ็นเซอร์เพื่เปิด เหมาะสำหรับหนุ่มสาว สายช้อป เวลาถือของพะรุงพะรัง เพียงแค่ใช้เท้ากวาดไปที่ใต้ท้องรถ ฝากระโปรงหลังจะเปิดให้แบบอัตโนมัติ

 

 

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ของ Audi Q3 Sportback 35 TFSi S line มีความจุ 530 ลิตร แต่หากเราพับเบาะหลัง จะได้พื้นที่มากถึง 1,400 ลิตรเลยทีเดียว สามารถใส่ของที่เป็นทรงยาวได้ และเมื่อเราเปิดที่ฐานรอง จะพบกับล้ออะไหล่ และกระเป๋าชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

ภายในของ Audi Q3 Sportback 35 TFSi S line คันนี้มาในโทนสีดำ เบาะหนังสีดำ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าทรงสปอร์ต เดินด้ายเย็บสีเทาอ่อน ลวดลายสวยงาม ปั้มนูนคำว่า S line ปีกเบาะสูง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ผู้โดยสารสามารถเข้าออกจากตัวเบาะได้สะดวก นั่งแล้วไม่อึดอัด ใต้เบาะยังมีช่องเก็บของเล็กๆ มาให้ด้วย ที่วางแขนตรงกลางขนาดกำลังพอเหมาะ ยืดได้ หดได้ ปรับระดับสูง-ต่ำได้ หน้าจอเรือนไมล์ Audi Q3 Sportback 35 TFSi S line แสดงข้อมูลการขับขี่ เป็นแบบ Virtual cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว ใหญ่ สวย หรู คมชัด แสงไม่แยงตาขณะขับขี่ และยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของหน้าจอได้

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ระบบเอ็นเตอร์เทรนเมนต์ก็ไม่มีพลาด กับจอเครื่องเล่นขนาด 8.8 นิ้ว แบบสัมผัส MMI Radio Plus พร้อมระบบ Audi smartphone interface รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto เชื่อมต่อได้อย่างง่ายๆ สามารถควบคุมผ่านที่หน้าจอของรถได้เลย มีระบบนำทางผ่าน Google Maps จาก Apple CarPlay ลำโพงมีให้ทั้งหมด 6 จุด

ระบบความปลอดภัย มาแบบจุกๆ ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมฟังก์ชั่น Audi Hold Assist ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก EBA ระบบควบคุมการทรงตัว ESC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 6 ตำแหน่ง เซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหน้า – หลัง กล้องมองภาพขณะถอยจอด

ทางด้านขุมพลัง ใช้เครื่องยนต์เบนซิน TFSI แบบ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 1.4 ลิตร 1,395 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 3,500 รอบ/นาที จับคู่กับ เกียร์ อัตโนมัติ S Tronic 6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า

รุ่นและราคา

Q3 35 TFSI S line ราคา 2,550,000 บาท

Q3 Sportback 35 TFSI quattro S line ราคา 2,649,000 บาท

Q3 40 TFSI quattro S line Black Edition ราคา 2,849,000 บาท

Q3 Sportback 40 TFSI quattro S line Black Edition ราคา 3,033,000 บาท

 

Porsche Macan

 

Porsche Macan

 

Porsche Macan ได้รับการปรับปรุงโฉมใหม่ล่าสุดเมื่อปี 2021 ดีไซน์รูปทรงภายนอกคอมแพค SUV ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ด้านหน้าถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อช่วยเน้นความสวยงามของเฉดสีตัวถัง สเกิร์ตด้านข้างตัวรถ ได้รับการออกแบบด้วยโครงสร้างแบบ 3 มิติ โคมไฟหน้า LED มาพร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) และกระจกมองข้าง Sport Design ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น

 

 

ด้านภายในก็ได้รับการออกแบบห้องโดยสารใหม่  คอนโซลกลางใหม่ พร้อมหน้าจอสัมผัส touch surface ฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานใหม่ ปรับเปลี่ยนจากปุ่มกดดั้งเดิมเป็นหน้าจอสัมผัส  เกียร์ใหม่สั้นกระชับกว่าเดิม วางตำแหน่งบริเวณกึ่งกลางแผงคอนโซล เพื่อความสะดวกสบายในการควบคุมการทำงาน นาฬิกาแบบเข็มสุดคลาสสิกติดตั้งบนคอนโซลหน้าเป็นมาตรฐาน วัสดุหนังแท้คุณภาพสูงสร้างความแตกต่างด้วยความหลากหลายของเฉดสี อาทิ สี Gentian Blue สี Papaya หรือสี Crayon ที่สามารถสั่งเป็นอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม  เพื่อสะท้อนบุคลิกภาพอันโดดเด่นภายในห้องโดยสารได้

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ระบบความบันเทิง เพิ่มบริการออนไลน์เป็นมาตรฐานทุกรุ่น สามารถควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 10.9 นิ้ว full HD ของระบบ Porsche Communication Management  หรือสั่งการผ่านเสียง voice commands ติดตั้งพวงมาลัย GT Sport multifunction ที่นำมาจาก Porsche 911 เพื่อเสริมสมรรถนะในการขับขี่ชั้นเลิศ และภาพลักษณ์สุดคมเข้ม นอกจากนี้ยังมี ชุดแต่ง GTS Sport package และชิ้นงานตกแต่งสีดำรอบคัน เฉพาะรุ่น GTS เท่านั้น โดยชุดแต่งดังกล่าว ได้รวมอุปกรณ์ตกแต่งภายในห้องโดยสารสุดเอ็กซ์คลูซีฟเข้าไว้ด้วยกัน เช่น เบาะนั่งสปอร์ตปรับระดับด้วยไฟฟ้า 18 ทิศทาง ชิ้นงานตกแต่งภายใน Carbon interior package หุ้มด้วยวัสดุ Race -Tex พร้อมหนังแท้รอบคัน ด้วยการเดินตะเข็บอันเป็นเอกลักษณ์และประทับตราตัวอักษร GTS (จีทีเอส) สี Python GreenPorsche

 

 

Macan สปอร์ต SUV ขนาดคอมแพครุ่นล่าสุด มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ 265 แรงม้า มีอัตราเร่งจาก 0 - 100 กม./ ชม. ภายใน 6.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 232 กม./ ชม. สำหรับรุ่น Macan S ใช้เครื่องยนต์ V6 Biturbo ขนาด 2.9 ลิตร มีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 380 แรงม้า เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ ชม. ในเวลา 4.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 259 กม./ ชม. และ Macan GTS ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 สูบ 3.0 ลิตร 2,894 ซีซี. พ่วงเทอร์โบคู่ พละกำลังสูงสุด 440 แรงม้า ที่ 5,700 – 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ที่ 1,900 – 5,600 รอบ/นาที ทุกรุ่นจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ PDK ขับเคลื่อน 4 ล้อ All-Wheeldrive มาพร้อมระบบช่วงล่างใหม่ ชิ้นส่วนด้านหน้า ด้านหลัง และสเกิร์ตด้านข้างตัวรถ ได้รับการออกแบบด้วยโครงสร้างแบบ 3 มิติ โคมไฟหน้าแบบ LED มาพร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (ปอร์เช่ ไดนามิก ไลท์ ซิทเต้ม) คอนโซลกลางใหม่ พร้อมหน้าจอสัมผัส ขนาด 10.9 นิ้ว ระบบสั่งการผ่านเสียง สำหรับสีตัวถังภายนอกมีเฉดสีใหม่ให้เลือกรวม 14 เฉดสี

 

 

รุ่นและราคา

Porsche Macan ราคา 4,790,000 บาท

Porsche Macan S ราคา 5,790,000 บาท

Porsche Macan GTS ราคา 6,790,000 บาท

 

Jaguar E-Pace

 

Jaguar E-Pace

 

Jaguar E-Pace รถยนต์เอสยูวี 5 ที่นั่ง ที่ได้แรงบันดาลใจการออกแบบจากสปอร์ตคาร์รุ่นพี่อย่าง Jaguar F-Type ราคาเริ่มต้นที่ 3.7 ล้านบาท รูปลกษณ์ภายนอกเน้นความสปอร์ตปราดเปรียว ทั้งในส่วนของดีไซน์ด้านหน้าและท้ายรถ ถึงแม้ว่าจะเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่แต่การใช้วัสดุทำให้รถมีน้ำหนักเบา มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ตอบสนองต่อแรงบิดได้อย่างว่องไวทำให้สามารถขับขี่ได้สนุกสนานแม้จะเป็นรถยนต์อเนกประสงค์เอสยูวีแบบ 5 ที่นั่งก็ตาม

 

 

แม้ภายนอกจะเน้นการออกแบบลุคสปอร์ตคาร์เหมือนรุ่นพี่อย่าง F-Type แต่ในส่วนของภายในด้วยโครงสร้างตัวถังแบบที่ออกแบบพิเศษทำให้ห้องโดยสารมีความกว้างขวาง พร้อมความแข็งแกร่งสามารถรองรับได้ทุกสภาพพื้นผิว ด้วยระบบช่วงล่างหลังแบบอินทิกรัลลิงค์ (Integral Link) ด้วยความแข็งแกร่งทำให้ E-Pace สามารถต่อพ่วงอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมรองรับน้ำหนักได้สูงถึง 1,800 กิโลกรัม เลยทีเดียว

 

 

ในส่วนขุมพลังมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล Ingenium ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 380 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในวลา 10.5 วินาที

 

 

รายละเอียด Option ของ Jaguar E-Pace S เวอร์ชั่นไทย ไฟหน้าจะเป็นแบบ LED Headlights พร้อม Signature DRL ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว, เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง แบบ Perforated Soft Grain, เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อม Memory Seat, พวงมาลัยหุ้มด้วยหนัง, ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Two Zone Climate Control, มาตรวัดดิจิตอล หน้าจอ TFT Partial Virtual Instrument, โหมดการขับขี่ Jaguar Drive Selector, ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Intelligent Stop / Start, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control with Speed Limiter, ระบบกุญแจ Jaguar Smart Keyless Entry System, ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ Push Start Button, ฝาท้าย เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า, ฝาท้าย เปิด-ปิด โดยไม่ต้องใช้มือ Hands-Free Tailgate, หน้าจอระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 10.1 นิ้ว Touch Pro, ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth, ระบบเสียง Jaguar Sound System, ระบบนำทาง Navigation System

 

 

ราคา Jaguar E-Pace ราคา 3,700,000 บาท