ปีนี้งานมหกรรมยานยนต์ คึกคักมากมาย โดยในส่วนของรถทางที่ฝั่งยุโรป เรียกได้ว่ามีการนำเสนอเทคโนโลยีกันแบบไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งรถทางฝั่งยุโรปก็จะมีทั้งรถไฟฟ้า และรถสปอร์ต ซึ่งจะมีรถรุ่นไหน แบรนด์ไหนบ้าง Carzanova รวมมาให้อ่านกันแล้วที่นี่ครับ

 

 

Maserati

 

มาเซราติ เปิดตัวรถไฮไลท์ 3 รุ่น ที่มาพร้อมขุมพลัง Mild Hybrid นำโดย ‘เกรคาเล่ จีที’ (Grecale GT) ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานouh สมทบด้วย ‘กิบลี่ ไฮบริด’ (Ghibli Hybrid) และ ‘เลวานเต้ ไฮบริด’ (Levante Hybrid)

สำหรับ Maserati Grecale GT สะท้อนภาพลักษณ์การออกแบบของ มาเซราติ ยุคใหม่ ตัวถังสไตล์คูเป้ เส้นสายโค้งมน กระจังหน้าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมไฟท้ายบูมเมอแรงที่ได้แรงบันดาลใจจาก มาเซราติ Giugiaro 3200 GT ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไมลด์-ไฮบริด เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ 48 โวลต์ และอิเล็กทรอนิกส์ซูเปอร์ชาร์จ (e-Booster) มีกำลังสูงถึง 300 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. ขณะที่ห้องโดยสารก็เปี่ยมความหรูหราและอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอยมากที่สุดในรถกลุ่มเดียวกัน

 

BMW

 

 

เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ กับ 330e M Sport และ 320d M Sport ที่มาเผยโฉมเป็นครั้งแรกในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2022 รวมถึง M340i xDrive ที่พร้อมรับจองภายในงาน อวดดีไซน์สปอร์ตหรูหราและการขับขี่ที่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ด้านรถไฟฟ้ารุ่นใหม่กับ BMW i7 ใหม่ พร้อมอีกหนึ่งรุ่นปลั๊กอินไฮบริดกับบีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 มอบประสบการณ์ขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่การเดินทางสะดวกสบายบนท้องถนน

 

 

MINI

 

 

นำเสนอรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Multitone Edition ที่มาให้เลือกในสีเขียว Sage Green พร้อมรายละเอียดการตกแต่งภายนอกและภายในสุดพิเศษไม่ซ้ำใคร ในขณะเดียวกันมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition มาพร้อมกับสีตัวถังใหม่อย่างสีขาว Pepper White และสีเทา Rooftop Grey

 

 

นอกจากนี้ พร้อมส่งต่อความรักจาก MINI Big Love พบกับการจัดแสดงคอนเซปต์คาร์ที่มีเพียงรุ่นละคันในโลกอย่างมินิ Strip และมินิ Recharged ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง พอล สมิธ ที่แสดงออกถึงความ ‘เรียบง่าย โปร่งใส และยั่งยืน’ ไปจนถึงการเชื่อมโยงระหว่างอดีตและอนาคต และการอัพไซคลิ่งที่ครบเครื่องที่สุด สู่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2022

 

 

Mercedes-Benz

 

 

สำหรับไฮไลต์ของรถยนต์รุ่นใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ เริ่มต้นที่ “EQS 500 4MATIC AMG Premium” ยานยนต์ไฟฟ้าคันแรกจากแบรนด์ Mercedes-EQ ที่ผลิตภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยรถยนต์คันนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยแพลตฟอร์มของยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ในทุกรายละเอียด ทั้งการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม เรื่อยไปจนถึงดีไซน์ภายนอกและภายในที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นยานยนต์สำหรับโลกอนาคตจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100% จากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่พร้อมความจุของแบตเตอรี่ขนาด 108.4 kWh ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 828 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลา 4.8 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งด้วยความจุของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ทำให้รถยนต์คันนี้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 702 กิโลเมตร (WLTP) ต่อการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 1 ครั้ง วางจำหน่ายในราคา 7,900,000 บาท

 

 

ต่อกันที่ Mercedes-AMG SL 43 รถยนต์สปอร์ตที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย ขุมพลังความแรงที่ไม่อาจต้านทานของเครื่องยนต์จาก AMG แบบ One Man, One Engine ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ พร้อมเทอร์โบชาร์จ มอบพละกำลังในการขับขี่ตามแบบฉบับของรถยนต์เอเอ็มจี ด้วยกำลังสูงสุด 381 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ดีไซน์ภายนอกคือการบรรจบกันระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตพลังแรงและความเป็นรถยนต์ซีดานที่เปี่ยมด้วยความหรูหรา ส่วนห้องโดยสารภายในให้รายละเอียดที่โดดเด่นตามแบบฉบับของรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต 2 ประตูพร้อมเบาะที่นั่งแบบ 2+2 ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับการขับขี่ในทุก ๆ วัน โดยเฉพาะการมาพร้อมระบบ MBUX เจเนอเรชันล่าสุด ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับเฟิร์สคลาสให้แฟนรถยนต์รุ่น SL ตัวจริงในทุกวินาทีที่อยู่ในห้องโดยสาร จำหน่ายเริ่มต้นในราคา 11,700,000 บาท

 

 

ยังไม่หมด มีอีกกับ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 25.4 kWh ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เป็นเจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร โดยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดจากการขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถยนต์คันนี้ยังมาพร้อมรายละเอียดของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ที่ให้สัมผัสที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ ส่วนดีไซน์ภายในก้าวไปอีกขั้นกับการตกแต่งที่ถอดแบบมาจากรุ่น S-Class ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและมาตรฐานของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น วางจำหน่ายในราคา 3,350,000 บาท

 

 

Audi

 

 

สำหรับไฮไลท์เด่นของบูธอาวดี้ ที่ห้ามพลาดในปีนี้ คือ ครั้งแรกในเอเชียกับ TukTuk ต้นแบบ “e-Rickshaw” โดยเป็นการดัดแปลงการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้า 100% อย่าง Audi e-tron ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ภายใต้แนวคิด “Second - life Batteries” ตัวรถสามารถผลิตกำลังได้สูงสุด 8.6 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 34.6 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 2 จังหวะ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

 

และนอกจากนี้ยังได้พบกับ The new Audi A8 L แฟลกชิปโมเดลแห่งปี ของ Audi ที่ใหญ่ที่สุด โอ่อ่ากว้างขวางมากยิ่งขึ้น ด้วยมิติตัวรถที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม ที่สุดแห่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาป Mild Hybrid แห่งอนาคต ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro ทำงานควบคู่กับช่วงล่างระบบถุงลม ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและนุ่มนวล ความโดดเด่นที่นอกเหนือจากดีไซน์ที่ถูกปรับปรุงใหม่ ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสง่างาม และความสปอร์ต อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi

 

Porsche

ปอร์เช่ นำเสนอยนตรกรรมสปอร์ต นำทัพมาด้วยที่สุดแห่งยนตกรรมสปอร์ต 718 Cayman GT4 RS สปอร์ตตัวแรงสายพันธุ์รถแข่ง ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้หลงใหลรถสปอร์ตปอร์เช่ทั่วโลก เหมาะสำหรับบรรดานักขับผู้แสวงหาความเร้าใจแบบเต็มพิกัด

 

 

หากจะให้นิยามปอร์เช่ 718 Cayman GT4 RS ตัวอักษร RS ยังมีอีกความหมายนั่นคือ ‘race-bred superlatives’ สิ่งที่วางอยู่กลางตัวถังของปอร์เช่ 718 Cayman GT4 RS คือขุมพลังหกสูบนอนระดับ 500 แรงม้า ไร้ระบบอัดอากาศ จากปอร์เช่ 911 GT3 รุ่นตัวถัง 992 ใหม่ล่าสุด รอบการทำงานที่สูงกว่า 9,000 รอบต่อนาที ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส สปอร์ต 2 ที่นั่งคันนี้ มีน้ำหนักตัวเพียง 1,415 กิโลกรัม ต้องยกประโยชน์ให้การประยุกต์ใช้วัสดุน้ำหนักเบาในหลายจุด เพื่อลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นลงให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้รถสปอร์ตเรือธงของตระกูล 718 พร้อมสยบทุกทางโค้งด้วยความแม่นยำ ไม่ว่าจะโค้งแคบ ทางลาดชันบนหุบเขา หรือแม้แต่ลงสนามประลองความเร็ว

 

Jeep

 

 

จี๊ป ‘กลาดิเอเตอร์ รูบิคอน’ คือ รถออฟ-โรดอเนกประสงค์  4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ยังคงรูปลักษณ์ระดับไอคอนิคของจี๊ป ด้วยกระจังหน้า 7 ช่อง ไฟหน้าทรงกลม และเป็นรถอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกระบะท้ายเพียงหนึ่งเดียว โดยหลังคาแข็ง (Freedom Top) รวมถึงประตูทั้ง 4 บาน สามารถถอดเก็บได้สะดวก โครงสร้างผลิตจากเหล็กกล้าความแข็งแกร่งสูง พื้นกระบะก็ผ่านการพ่นเคลือบเพื่อให้ทนต่อรอยขีดข่วน มาพร้อมฝาท้ายแบบ soft-opening เพิ่มความนุ่มนวลเมื่อเปิดใช้ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 6 สูบ Pentastar 3.6 ลิตร 280 แรงม้า แรงบิด 347 นิวตันเมตรส่งกำลังสู่ล้อทั้ง 4 ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ให้สมรรถนะการลากจูงน้ำหนักมากกว่า 2.7 ตัน น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 620 กิโลกรัม โช้กอัพประสิทธิภาพสูงจาก FOX พร้อมระบบกันสะเทือนหลังแบบไฟฟ์ลิงค์ (5-link) ผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Rock-Trac, เฟืองท้ายควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ TRU-Lok, โหมดการขับ Off-road+ และฟังก์ชั่นการปลด sway bar ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ห้องโดยสารเน้นโทนดำดูเคร่งขรึม เบาะหนังแท้สีดำตัดกันกับตะเข็บแดง พร้อมปักโลโก้ รูบิคอน บริเวณพนักพิง ส่วนเบาะหลังสามารถพับได้ 3 แบบ รองรับการใช้งานอย่างอเนกประสงค์ อุ่นใจในทุกการเดินทาง ด้วยระบบนำทาง Uconnect ผสานทัชสกรีน 8.4 นิ้วที่รองรับระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ราคา 5.99 ล้านบาท