ถ้าถามว่าทุกวันนี้ขับรถไปบนท้องถนน เราเจอรถประเภทไหนมากเป็นอันดับต้นๆ ผมบอกได้เลยว่า PPV หรือที่เราเรียกกันรวมๆ ว่า SUV นั่นแหละครับ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของคนที่ซื้อคือ ในราคาที่เท่ากัน มันใช้งานได้หลากหลายกว่ารถเก๋ง กว้างขวาง ขนของได้เยอะ ดูแลรักษาง่าย ทนทานด้วยความที่ใช้พื้นฐานจากรถปิกอัพ และที่สำคัญสุดในยุคที่ฝนตกเมื่อไหร่น้ำท่วมเมื่อนั้นคือ ตัวรถมันสูงพอที่จะลุยน้ำได้โดยไม่กังวลว่าน้ำจะเข้ารถหรือรถพังดับคาถนน ยิ่งถ้าเป็นรุ่นใหม่ๆ ทุกค่ายที่มีรถประเภทนี้ก็ประเคนออปชั่นใส่กันมาล้นหลามซึ่งบางอย่างในรถเก๋งหรูๆ ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ยิ่งทำให้รถประเภทนี้มันน่าใช้เข้าไปอีก

 

 

 

อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่ามีหลายคนที่เป็นเหมือนผมคือ จากเมื่อก่อนที่เป็นคนชอบความสปอร์ต คือรถที่อยู่ในมือถึงจะเป็นรถเก๋งซีดานก็ต้องมีการตกแต่งให้มันดูสปอร์ตซิ่งสักหน่อย จะขับเดิมๆ มันจะกระไรอยู่ แต่ด้วยความจำเป็นในการใช้งาน หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนสถานะจากที่ขับไปไหนต่อไหนคนเดียวกลายมาเป็นต้องหารถที่ไปกันได้ทั้งครอบครัวสักคัน ครั้นจะยังเป็นรถเก๋งซิ่งๆ อยู่ก็คงไม่เหมาะสักเท่าไหร่ รถคันใหม่ที่มองหาก็ไม่พ้น Crossover หรือ SUV แต่จะคุ้มเงินทั้งทีก็ SUV หรือ PPV ไปเลยดีกว่าด้วยเหตุผลตอนต้นที่กล่าวไป

 

แต่คนหัวใจสปอร์ตอย่างเราจะหา PPV มาใช้สักคัน จะให้เป็นแนวหรูหรา ภูมิฐาน เน้นการตกแต่งภายนอกด้วยโคมเมียม ภายในลายไม้ หรือโทนสีสุภาพ มันก็ทะแม่งๆ อีก ขืนซื้อรุ่นธรรมดามา มีหวังหมดเงินไปกับของแต่งอีกบาน ทำไงดีล่ะทีนี้? ค่ายรถบางค่ายเหมือนจะรู้ใจวัยรุ่น! จากที่ผ่านมา PPV มีแต่จะเน้นความหรูหราและความอเนกประสงค์ต่อการใช้งาน แต่มาวันนี้สิ่งที่วัยรุ่นอย่างเราต้องการ บางค่ายเขาเอามาเสิร์ฟให้แล้ว

 

ซึ่งถ้าจะพูดถึง PPV สไตล์สปอร์ต ตอนนี้ที่เห็นชัดๆ มีอยู่สองคันคือ Toyota Fortuner GR Sport ที่ล่าสุดเพิ่งปรับอ๊อพชั่นไปสำหรับรุ่นปี 2022 (MY 2022) กับอีกคันที่มาพร้อมกับการกลับมาของไอคอนแห่งตำนานแรลลี่นั่นก็คือ Mitsubishi Pajero Sport Ralliart Edition นับว่า 2 คันนี้เป็นผู้ริเริ่มทางเลือกใหม่ของวงการ PPV เมืองไทยเลยทีเดียว ซึ่งมันไม่ใช่แค่เอารุ่นปกติที่มีอยู่มาใส่นู่นนิดนี่หน่อยแล้วจบ แต่มีการใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยให้ลูกค้าที่ซื้อไปภูมิใจได้เลยว่ากำลังขับ “ตัวเต็ม”

 

Toyota Fortuner GR Sport 

 

ที่ผ่านมา Toyota เอาจริงเอาจังกับ GR Sport มาก จะเห็นได้ว่าตอนนี้ในรถแทบทุกรุ่นของค่ายมีเวอร์ชั่นที่เป็น GR Sport รวมอยู่ในรุ่นย่อย ซึ่งสำหรับ Fortuner GR Sport ก็ได้ถูกเปิดตัวมาพร้อมกับรถปิกอัพอย่าง Hilux Revo GR Sport ที่มีทั้งตัวเตี้ยและตัวยกสูง สำหรับ Fortuner GR Sport ทาง Toyota ได้นำเอา Fortuner Legender รุ่นท็อปมาปรับแต่งเพิ่มเติมทั้งภายนอก ภายในห้องโดยสาร และที่สำคัญมีการปรับแต่งในด้านของสมรรถนะช่วงล่างด้วย

 

 

ภายนอกให้มุมมองที่สปอร์ตมากขึ้น เริ่มจากด้านหน้ามีการเปลี่ยนดีไซน์กระจังหน้าพร้อมโลโก้ GR กรอบไฟตัดหมอก ชายล่างกันชนหน้า มือจับประตูเป็นสีเดียวกับตัวรถ สปอยเลอร์เหนือกระจกหลังใหม่ ชายล่างกันชนหลัง และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ซึ่งจริงๆ แล้วล้อเป็นลายเดียวกับ Fortuner Legender นั่นแหละครับ แต่เพิ่มเติมสีให้ดูคมเข้มมากขึ้นเป็นลักษณะรมดำ

 

 

ภายในห้องโดยสารจัดมาเต็ม เอาเป็นว่าพอเข้าไปนั่งแล้วมันต่างจาก Fortuner รุ่นอื่นค่อนข้างมาก เบาะนั่งยังรูปทรงคล้ายเดิม แต่ปีกเบาะยกสูงขึ้นเพื่อการโอบกระชับที่มากขึ้น วัสดุชิ้นส่วนพนักพิงหลังและรองก้นเป็นหนัง Suede เจาะรูระบายอากาศ ปีกเบาะเป็นหนังสังเคราะห์เดินด้ายเย็บสีแดงทั้งตัว พนักพิงศีรษะมีโลโก้ GR แผงแดชบอร์ดหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์เดินด้ายสีแดง พวงมาลัยหุ้มหนังเดินด้ายสีแดงมีโลโก้ GR ที่ด้านล่าง ส่วนบนพวงมาลัยมีแถบสีแดงสไตล์รถแข่ง ชิ้นส่วนตกแต่งที่เคยเป็นพลาสติกสีเงินถูกเปลี่ยนเป็นสีเงินรมดำ Smoke Silver ปุ่ม Push Start มีโลโก้ GR คอนโซลกลางตกแต่งด้วยพลาสติดลายคาร์บอนไฟเบอร์ แป้นคันเร่งและเบรกเป็นแบบสปอร์ตวัสดุอลูมิเนียม แม้กระทั่งพรมปูพื้นยังมีโลโก้ GR ล่าสุดเปลี่ยนระบบกรองอากาศเป็นแบบ PM2.5 แล้วด้วย

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ทางด้านขุมพลัง Toyota Fortuner GR Sport มาพร้อมกับเครื่องยนต์ตัวที่แรงที่สุดเนื่องจากมีพื้นฐานมาจากรุ่นท็อป เป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.8 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบ 204 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตัวเมตรที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เติมความเร้าใจด้วย Paddle Shift เพิ่มความสนุกในการเปลี่ยนเกียร์แบบแมนวล

 

ระบบขับเคลื่อนแน่นอนว่าต้องเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD แบบพาร์ทไทม์ จะเลือกขับเคลื่อนล้อหลังอย่างเดียว H2 หรือจะ H4 , L4 ก็แล้วแต่สถานการณ์และความเหมาะสมเลยครับ อย่างที่บอกว่า Fortuner GR Sport ไม่เพียงแต่ปรับเฉพาะภายนอกและภายใน แต่ในเรื่องของสมรรถนะได้รับการปรับแต่งด้วยโดยเน้นไปที่ช่วงล่างและเบรก ซึ่งโดยส่วนตัวผมการปรับแต่งเพิ่มเติมสมรรถนะให้กับรถสักคันมันก็ควรเริ่มที่ช่วงล่างกับเบรกนี่แหละครับ แต่คนส่วนใหญ่กลับไปให้ความสำคัญกับความแรงของเครื่องยนต์ก่อนเสียนี่ ระบบช่วงล่างของ Fortuner GR Sport ได้รับการปรับเปลี่ยนตัวสปริงให้มีความแข็ง (ค่า K) มากขึ้นประมาณ 17% รวมถึงเปลี่ยนชิ้นส่วนสำคัญคือโช้คอัพไปเป็นแบบ Monotube ให้การซับแรงที่ดีกว่าและที่สำคัญหนึบขึ้นอีกเป็นกอง ส่วนระบบเบรกมีการปรับให้แป้นเบรกตึงขึ้นมีระยะฟรีน้อยลง แล้วเพิ่มลุคสปอร์ตให้รถด้วยการใช้คาลิปเปอร์สีแดงทั้งหน้า-หลังโดยมีโลโก้ GR กำกับอยู่ด้วย ค่าตัวของ Toyota Fortuner GR Sport (MY2022) เริ่มต้นที่ 1,899,000 บาท แต่ถ้าอยากให้ดูดุดันเข้าไปอีกจะมีที่เป็นหลังคาสีดำค่าตัวอยู่ที่ 1,919,000 บาท

 

Mitsubishi Pajero Sport Ralliart 

 

มาถึงค่าย Mitsubishi ที่จับ PPV ยอดฮิตมาสวมวิญญาณเจ้าของตำนานแรลลี่ Ralliart กันบ้างครับ การกลับมาของ Ralliart ครั้งนี้ถือว่ามาเจาะตลาดสายสปอร์ตขาลุยกันเลยทีเดียว เพราะแต่ละโมเดลที่ได้รับการประทับร่างทรง Ralliart เข้าไปนั้น เป็นสไตล์ทางฝุ่นล้วนๆ ทั้ง Triton , Pajero Sport หรือแม้กระทั้งเจ้าตัวเล็กอย่าง Mirage

 

 

แต่ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงรถสุดฮิตในยุคปัจจุบันอย่าง PPV ซึ่งก็คือเจ้า Pajero Sport ที่นับเป็นรถปั้นยอดขายของค่ายเลยก็ว่าได้ ด้วยการที่เป็นรถครบเครื่องในราคาที่เร้าใจเหลือเกิน Mitsubishi Pajero Sport Ralliart เป็นการนำเอาพื้นฐานจาก Pajero Sport รุ่น 2.4 GT Plus 8AT 2WD ซึ่งทางค่าย Mitsubishi จะเน้นไปที่การตกแต่งเปลี่ยนลุคให้รถดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ลงรายละเอียดด้านสมรรถนะสักเท่าไหร่

 

 ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

 

ภายนอกเน้นการเอาสีดำมาตกแต่งเพื่อเพิ่มความดุดัน เริ่มจากเปลี่ยนกระจังหน้าเป็นสีดำ แถบตกแต่งไฟหน้าสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วลายเดิมเปลี่ยนเป็นสีดำ หลังคา/ราวหลังคาสีดำ เสาอากาศครีบฉลามสีดำ และสปอยเลอร์หลังสีดำ ส่วนไฮไลท์สำคัญภายนอกคือชิ้นส่วนตกแต่งที่เป็นของ Ralliart ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ประกอบไปด้วย ชุดตกแต่งกันชนหน้า-หลัง , ชุดตกแต่งบังโคลนซุ้มล้อ , แผ่นกันโคลนสีแดง (อันนี้เท่ห์มาก) และสติกเกอร์ด้านข้างลวดลาย Ralliart ตัวรถมีให้เลือกแค่ 2 สีคือ ขาว และดำ

 

สปอยเลอร์หลังสีดำ

 

 

ส่วนภายในห้องโดยสารเพิ่มเติมเพียงแค่พรมปูพื้นที่เป็นของ Ralliart เท่านั้น ขุมพลังตัวเดิม ดีเซล 2.4 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบ 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อม Paddle Shift และ Sport Mode ระบบช่วงล่างและเบรกยังคงใช้ของเดิม Pajero Sport Ralliart มีรุ่นย่อยให้เลือกเพียงรุ่นเดียวราคาเดียวคือ 1,365,000 บาท

 

 

ถ้าเทียบกันระหว่าง Toyota Fortuner GR Sport กับ Mitsubishi Pajero Sport Ralliart เริ่มจากค่าตัวก็ห่างกันลิบลับแล้วครับ ราคาต่างกัน 5 แสนกว่าบาท ภายนอกของ Fortuner GR Sport ออกแนวซ่อนความดุดันไว้ด้วยสีพื้นๆ แต่ใส่อุปกรณ์ให้ดูสปอร์ตมากขึ้น ในขณะที่ Pajero Sport Ralliart นำเสนอลุคความเป็นรถแข่งมาเต็มตัวโดยเฉพาะสติกเกอร์ Ralliart ขนาดใหญ่ด้านข้าง ซึ่งสำหรับคนที่ “อิน” คือถูกใจใช่เลย แต่สำหรับคนที่ไม่อินกับมอเตอร์สปอร์ตมากนักอาจลังเลว่ามันจะ “เยอะ” ไปมั้ย ทั้งนี้ขึ้นกับรสนิยมและความชอบส่วนบุคคลล้วนๆ ครับ

 

 

ส่วนภายใน Pajero Sport Ralliart มีเพิ่มเติมเพียงแค่พรมปูพื้น Ralliart อย่างเดียวเท่านั้น (ถ้าคุณยังไม่รู้ ผมจะบอกให้ว่าสมัยก่อนถ้าคุณใช้รถยนต์ Mitsubishi แล้วเอามาแต่งซิ่ง ถ้าคุณเบิกพรม Ralliart ของแท้ตรงรุ่นจากญี่ปุ่น ราคาหน้ามืดเลยครับ) ในขณะที่ภายในห้องโดยสารของ Fortuner GR Sport ถูกปรับแต่งไปเยอะมากแทบทุกจุด

 

 

ขุมพลังของทั้งสองคันยังคงเดิมจากรุ่นพื้นฐานที่นำมาปรับแต่ง แต่ Fortuner GR Sport จะได้เปรียบที่ขนาดความจุของเครื่องยนต์จึงทำให้มีแรงม้าและแรงบิดสูงกว่า แต่สำหรับผม แรงม้า 181 ตัวใน Pajero Sport ก็ไม่ได้ต่ำต้อยด้อยแรงแต่อย่างใด จากที่เคยขับมันก็ให้อัตราเร่งดีทีเดียวครับ

 

 

เรื่องระบบช่วงล่างและเบรกแน่นอนว่า Fortuner GR Sport ได้เปรียบ เพราะเปลี่ยนทั้งโช้คอัพ สปริง และปรับระยะแป้นเบรก ในขณะที่ Pajero Sport Ralliart ทุกอย่างเดิมหมด แต่อย่างที่บอก ถ้าไม่นับรูปร่างหน้าตาและการตกแต่งภายนอก สิ่งที่ Fortuner GR Sport ได้เปรียบ ก็ต้องแลกมาด้วยเงินอีกครึ่งล้าน อยู่ที่คุณแล้วครับว่าชอบแบบไหน เป็นแฟนใคร แล้วจะจ่ายมั้ย

 

 

แต่…อย่าเพิ่งคิดว่าคุณมีแค่สองทางเลือกสำหรับ PPV สไตล์สปอร์ต เพราะล่าสุดจอมแกร่งบึกบึนแบรนด์อเมริกันที่พัฒนาโดยทีมวิศวกรจากออสเตรเลียก็ลงมาเล่นตลาดนี้ด้วยเหมือนกัน มันคือ All-New Ford Everest (Ford ใช้คำว่า Next-Generation Everest) ภายใต้ชื่อรุ่นย่อย 2.0L Turbo Sport 4x2 6AT ซึ่งผมสารภาพเลยว่าชอบมาก

 

Next-Generation Everest

 

ด้วยรูปทรงของ Everest ใหม่ที่เน้นความเป็นเหลี่ยมสันบึกบึนดูหนักแน่น ยิ่งมาได้รับการตกแต่งเป็นรุ่น Sport ผมมั่นใจว่ามันเข้าตาสายลุยหลายคนแน่นอน ตัวถังภายนอกทาง Ford ตกแต่งมาแบบแยกจากรุ่นปกติหรือรุ่นท็อป Titanium อย่างชัดเจน อะไรที่เป็นชิ้นส่วนโครมเมียมถูกเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า ราวหลังคา บันไดข้าง มือจับประตูด้านนอกหรือแม้กระทั่งโลโก้รอบคัน ล้ออัลลอยใช้เป็นสีดำเงาทั้งวงขนาด 20 นิ้ว

 

 ล้ออัลลอยสีดำเงาทั้งวงขนาด 20 นิ้ว

 

ภายในมีเพียงการใช้เบาะหนังสีดำมีปั๊ม Sport และชิ้นส่วนตกแต่งลวดลายสปอร์ต นอกนั้นพวกอ๊อพชั่นหรือฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ แทบจะเหมือนกับตัวท็อปทุกอย่าง ด้านต้นกำเนิดพลังแม้จะเป็นรุ่น Sport แต่ Ford กลับให้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ (เดี่ยว) 170 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 405 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ทั้งๆ ที่เครื่องยนต์ในรุ่นท็อปอย่าง Titanium ใช้เป็นดีเซล เทอร์โบคู่ ที่มีพละกำลังถึง 210 แรงม้า กับแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร ที่มากับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ทำไมหนอ? ระบบช่วงล่างและเบรกของ Everest 2.0L Turbo Sport 4x2 6AT ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกับรุ่นย่อยอื่น เพียงแต่ไม่มี Electronic Locking Rear Differential (ระบบล็อคเฟืองท้ายด้านหลังแบบไฟฟ้า) มาให้เท่านั้นเองซึ่งจะมีอยู่ในรุ่นท็อปสุดอย่าง Everest 2.0L Bi-Turbo Titanium 4x4 10AT รุ่นเดียวเท่านั้น ค่าตัวของเจ้า Everest 2.0L Turbo Sport 4x2 6AT อยู่ที่ 1,464,000 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในกลุ่ม PPV ที่เหมาะสำหรับพ่อบ้านที่ยังไม่สามารถสละวิญญาณสปอร์ตออกจากตัวได้ จริงมั้ยครับ 

 

เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร พร้อม Turbo