SUZUKI XL7 รุ่นปรับปรุงใหม่ โฟกัสกันชัดๆ จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่ 2 จุด คือ แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) ที่รองรับการชาร์จโทรศัพท์มือถือได้หลากหลาย พร้อมด้วยกล้องบันทึกภาพด้านหน้ารถ (Digital VDO Recorder) ซึ่งติดตั้งมาจากโรงงาน โดยมีความพิเศษที่สามารถแสดงภาพ พร้อมบันทึกภาพ ได้บนหน้าจอตรงบริเวณคอนโซลกลาง

 

 

กล้องบันทึกภาพด้านหน้ารถ (Digital VDO Recorder)

 

แต่การรีวิวครั้งนี้ ที่เหนือไปกว่าการมาโฟกัสจุดเปลี่ยนของเจ้า SUZUKI XL7 รุ่นปรับปรุงใหม่ คือเส้นทางที่เราทดสอบนั้น เป็นเส้นทางขึ้นเขาชันเพื่อเดินทางไปดอยช้าง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นเส้นทางสูงชัน ต้องอาศัยพละกำลังของเครื่องยนต์ และสมรรถนะของรถที่ดี เพื่อไปถึงจุดหมายได้อย่างสะดวกปลอดภัย

 

NEW SUZUKI XL7

 

และก็อย่างที่ทราบกันว่า SUZUKI XL7 รุ่นใหม่ ยังคงใช้เครื่องยนต์ตัวเดิม รหัส K15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิด 138 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที กับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด  ที่แม้ว่าคู่แข่งหลายเจ้าจะหันไปคบกับเกียร์ CVT กันแล้ว แต่ด้วยการที่ทางซูซูกิเค้าได้เซ็ตอัตราทดเกียร์ให้เหมาะกับการขับขี่ในทุกรูปแบบ ทำให้การเดินทางขึ้นเขาชันนี้ไม่ใช่ปัญหา โดยวันที่เราทดสอบได้นั่งกันไป 3 คน กับสัมภาระอีกเล็กน้อย ทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ สามารถผ่านเส้นทางที่จะว่ากันจริงๆ แล้ว เป็นเส้นทางที่ชันเอาเรื่องอยู่ และบางจุดก็เป็นเส้นทางธรรมชาติที่ต้องผ่านฝายน้ำ และเส้นทางทุรกันดาร แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา  

 

เครื่องยนต์ขนาดขนาด 1.5 ลิตร  รหัส K15B 

 

เพราะอย่าลืมว่าระบบช่วงล่างของ XL7 ได้รับการออกแบบ และปรับแต่ง ให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย (ถ้าเทียบกับตัว Ertiga) เพื่อให้ตอบสนองการขับขี่ได้ในทุกไลฟ์สไตล์ โดยมีความสูงใต้ท้องรถ 200 มม. รวมถึงยังให้ความมั่นใจในการขับขี่ด้วยโครงสร้างตัวถังแพลตฟอร์ต HEARTEC บวกกับการใช้เหล็กกันโคลงด้านหน้าขนาดใหญ่ เพื่อลดอาการโคลงของตัวรถ และเพิ่มการยึดเกาะถนน

 

 

แม้ว่าใน XL7 จะมีระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน รวมถึงระบบ EBD ช่วยกระจายแรงเบรกได้อย่างสมดุล เสริมด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพในการทรงตัว ESP และการปรับแต่ง module ในพวงมาลัยที่เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้เข้าโค้งเวลาลงเขาได้แม่นยำ แต่ถึงอย่างไรเราก็มีการใช้ Engine Break ช่วยอยู่ดีเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งด้วยระบบเกียร์แบบอัตโนมัติ 4 สปีด ที่มีเกียร์ 2 และ L มาให้ช่วยในการลงเข้า ยิ่งทำให้มั่นใจได้มากขึ้น แม้ทางลงเขาจะสูงชันขนาดไหนก็ตาม

 

 

เอาล่ะ!! หลังจากที่เราผ่านเส้นทางที่สูงชัน เป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่เราจะได้เดินสำรวจรอบรถกันซะที ว่าเจ้า XL7 มีรายละเอียดตัวรถเป็นอย่างไร เริ่มกันตั้งแต่ภายนอกที่ยังคงเป็นกระจังหน้าดีไซน์สปอร์ตสีดำผสมโครเมียม สอดรับกับไฟหน้า LED สามารถปรับระดับองศาของไฟต่ำได้ มาพร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอกหน้า ตกแต่งใต้กันชนด้วยวัสดุสีเงินรอบคัน มาพร้อมไฟท้าย LED และไฟเบรกแนวตั้ง เติมความเข้มด้วยซุ้มล้อสีดำ พร้อมล้ออะลูมิเนียมอัลลอยแบบทูโทนขนาด 16 นิ้ว รวมถึงราวหลังคาเพื่ออรรถประโยชน์ในการบรรทุกสัมภาระมากยิ่งขึ้น

 

ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยแบบทูโทนขนาด 16 นิ้ว

 

ภายในตรงบริเวณคอนโซลหน้าสไตล์ตกแต่งวัสดุด้วยลาย Carbon Fiber พร้อมคิ้วโครเมียม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่พร้อมรองรับการใช้งานอย่างครบครัน มาตรวัดพร้อมจอ LCD แสดงผลแจ้งสถานะข้อมูลสำคัญของตัวรถ เช่น Driving G-Force อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อัตราแรงบิด กำลังของเครื่องยนต์ และข้อมูลอื่นๆ

 

ภายในห้องโดยสาร

 

และที่สำคัญ การปรับใหม่ในครั้งนี้ได้เพิ่มอุปกรณ์แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) รองรับการชาร์จโทรศัพท์มือถือได้หลากหลาย พร้อมด้วยกล้องบันทึกภาพด้านหน้ารถ (Digital VDO Recorder) ติดตั้งมาจากโรงงานช่วยบันทึกเหตุการณ์ในการขับขี่ ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจในทุกสภาวะถนน โดยสามารถดูภาพและบันทึกภาพได้จากหน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว ซึ่งมีความชัดในระดับที่ดี อีกทั้งในชุดเครื่องเสียงยังมีระบบปรับแต่งเสียงและประมวลผลในแบบดิจิทัล พร้อมฟังก์ชันเชื่อมต่อ Bluetooth การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Apple CarPlay, Android Auto รวมไปถึงช่องเชื่อมต่อ USB และ HDMI  ที่บริเวณคอนโซลหน้า อีกทั้งช่องจ่ายไฟสำรอง 12V มากถึง 3 ตำแหน่ง เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

 

แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger)

 

อีกจุดที่สำคัญภายในห้องโดยสารของ XL7 คือความกว้างขวางและสะดวกสบายในกลุ่มรถไซส์นี้ ด้วยการมีที่นั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวที่สองปรับพับแยกเบาะแบบ 60:40 สามารถเลื่อนสไลด์ได้ 240 มิลลิเมตร เสริมความสปอร์ตด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ทรง D-Shape พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและการสั่งการสมาร์ตโฟน ทันสมัยด้วยระบบ Keyless Push Start และระบบ Keyless Entry ประตูเปิด-ปิดได้ โดยไม่ต้องกดกุญแจรีโมต รวมถึงกระจกมองข้างที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า

 

 

ส่วนในเรื่องความปลอดภัย XL7 ยังมีระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Hold Control) จุดยึดเบาะสำหรับเด็ก ISOFIX และ Top tether, กล้องมองภาพพร้อมเซ็นเซอร์ที่กะระยะในขณะถอยหลังได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยการป้องกันการโจรกรรมด้วยระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

 

 

ปิดท้ายด้วยเรื่องราคา สำหรับ SUZUKI XL7 Multi-Dynamic Crossover คันนี้มีราคาและสีรถให้เลือกดังนี้

สีรถ

ราคา

สีส้ม สีเทาเข้ม สีดำ

814,000 บาท

สีขาว

819,000 บาท

สีทูโทน-ตัวรถสีส้มตัดกับหลังคาสีดำ

824,000 บาท

สีทูโทน-ตัวรถสีขาวตัดกับหลังคาสีดำ

829,000 บาท

 

 

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอพิเศษส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี ให้อีกด้วยนะจ๊ะ...