หากเทียบราคาค่าตัวเจ้า Honda City Hatchback e:HEV RS กับ Honda City Hatchback RS 1.0 Turbo ก็ต้องบอกว่ามีแก๊บหากกันอยู่พอสมควร หลายคนตั้งคำถามว่าราคาที่ต่างกัน 1 แสนบาท จ่ายแพงแล้วได้อะไร เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะสรุปให้ครับ

 

 

Honda City Hatchback e:HEV RS

 

แต่ก่อนที่ผมจะสรุปให้ได้อ่านนั้น เรามาดูเสปคเบื้องต้นของเจ้า City Hatchback e:HEV RS กันซักนิด เริ่มกันตั้งแต่ขนาดตัวถังที่มีความยาวxกว้างxสูง 4,349x1,748x1,488 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,589 มิลลิเมตร ระยะความกว้างฐานล้อคู่หน้าและหลังอยู่ที่ 1,497 และ 1,483 มิลลิเมตร ตามลำดับ ส่วนระยะต่ำสุดถึงพื้นอยู่ที่ 135 มิลลิเมตร ส่วนถังน้ำมันมากับถังขนาดเล็กที่มีความจุ 40 ลิตร ซึ่งก็เท่ากับรุ่น 1.0 Turbo ในขณะที่น้ำหนักตัวรถนั้นจะมากกว่าตัว 1.0 เทอร์โบอยู่ 52 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 1,231 กิโลกรัม

 

 

สำหรับรูปร่างภายนอกนั้น จะมีจุดที่แตกต่างกับตัว 1.0 RS อยู่เล็กน้อย ถ้าไม่รวมเรื่องสีตัวถังที่ตัว e:HEV RS จะมีสีให้เลือกมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ Honda กรอบสีฟ้า โลโก้ e:HEV รวมไปถึงกล้องที่กระจกมองข้างด้านซ้าย LaneWatch กล้องบนกระจกหน้า และก็ดิสก์เบรกที่ล้อหลัง

 

 

แต่ในส่วนของอุปกรณ์ที่เพิ่มเติมเข้ามานั้น ถือว่าเยอะอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติ หน้าปัด และจอ MID 7 นิ้ว ที่จะมีลูกกลิ้งตรงพวงมาลัยมาไว้ควบคุม เบรกมือเปลี่ยนมาเป็นแบบไฟฟ้าที่มาพร้อม Auto Brake Hold นอกจากนี้ยังมีระบบ Engine Remote Start ที่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจในระยะไกล ระบบ Walk Away Auto Lock ที่บอกตามตรงผมชอบระบบนี้มาก เนื่องจากผมอาศัยอยู่คอนโด ต้องแบกของพะรุงพะรังขึ้นห้องอยู่บ่อยๆ พอปิดฝาท้าย หันตูดแนบเข้าตึก ไม่ต้องมาวางของแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อกดปุ่มล็อครถ หรือแม้รถบางคันจะแตะที่ด้ามจับประตู แต่คุณลองถือของเยอะๆ สิครับ แค่เอามือแตะประตูยังลำบากเลย พาลของจะหล่นเอาซะอีกด้วยซ้ำ

 

ภายในห้องโดยสาร

 

นอกจากนี้ระบบปรับอากาศ ก็จะมีระบบฮีทเตอร์เพิ่มเข้ามา ซึ่งเอาจริงๆ ไม่จำเป็นกับบ้านเราหรอก แต่เค้าก็ใส่มาให้ รวมถึงช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งอันนี้จำเป็นสำหรับบ้านเรา เพราะหากใช้เดินทางกลางวัน แดดจัดๆ บางครั้งคนนั่งหลังความเย็นอาจไม่ถึงเอา ปิดท้ายด้วยห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย ที่ต้องถูกกันพื้นที่ไปวางแบตเตอรี่ ทำให้ไม่มียางอะไหล่ แต่ชดเชยมาให้ด้วยชุดปะยางมาแทน

 

ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

 

ส่วนในเรื่องระบบความปลอดภัย Honda SENSING ซึ่งในตัว e:HEV RS มาพร้อมกับระบบเตือน และช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ RDM with LDM ซึ่งจะควบคุมพวงมาลัยเพื่อดึงรถกลับได้ อีกทั้งยังมีระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ LKAS ระบบเตือนการชนรถ และคนเดินถนน พร้อมระบบช่วยเบรกอัตโนมัติที่ทำงานตั้งแต่ความเร็ว 5-100 กม/ชม.

 

ระบบความมปลอดภัยฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)

 

และออปชั่นอีกอย่างที่สำคัญสำหรับผมเลยก็คือ Adaptive Cruise Control ซึ่งช่วยเพิ่มความสบายเวลาขับรถออกต่างจังหวัด รวมถึงในตัวนี้ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go ให้อีกด้วย

 

ระบบ Adaptive Cruise Control 

 

เอาล่ะ!! มาเข้าเรื่องของขุมพลังกันบ้าง โดยเจ้า City Hatchback e:HEV RS มากับเครื่องยนต์ไฮบริด Sport Hybrid i-MMD เครื่องยนต์เป็นรหัส LEB8 เบนซิน Atkinson Cycle 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร 1,498 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 73.0 x 89.5 มิลลิเมตร ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 – 5,000 รอบ/นาที รองรับน้ำมันได้สูงสุดถึง E20 ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นการทำงานร่วมกัน 2 ตัว ตัวหนึ่งเป็นมอเตอร์ขับเคลื่อน อีกตัวเป็น Generator สร้างพลังไฟ โดยเมื่อระบบไฮบริดทำงานเต็มที่ ก็จะให้กำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 3,500 – 8,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตร ที่ 0-3,000 รอบ/นาที โดยส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ e-CVT ขณะที่การเก็บพลังงานไฟฟ้าจะฝากไว้กับแบตเตอรี่ Lithium-ion ที่มีความจุเพียง 1kWh

 

เครื่องยนต์เบนซิน Atkinson Cycle 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร พร้อมมอเตอร์

 

หลังจากรู้สเปคของเจ้าขุมพลังไฮบริดกันแล้ว คราวนี้มาลองขับกันบ้าง ซึ่งหากให้เทียบอัตราเร่ง และความแรงของ City Hatchback e:HEV RS กับ Honda City Hatchback RS 1.0 Turbo ผมขออธิบายอย่างนี้ก็แล้วกันครับ ตัว e:HEV จะให้อัตราเร่งที่ดีกว่าตั้งแต่ออกตัว แต่ถ้าถามอัตราเร่งช่วงปลาย ผมยังยกให้กับเครื่องยนต์เทอร์โบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมถือว่าขุมพลังทั้ง 2 รุ่น เป็นขุมพลังไซส์เล็ก แต่ไม่ธรรมดาทั้งคู่ ขับได้สนุก เร้าใจ

 

 

ส่วนเรื่องอัตราการบริโภคน้ำมันเรื่องนี้บอกเลย e:HEV กินขาด จากการที่ได้ลองขับทั้งในเมืองและนอกเมืองอัตราเฉลี่ยวิ่งอยู่ระดับ 22 กลางๆ กม./ลิตร ในขณะที่เครื่องยนต์เทอร์โบ ถ้าผมจำไม่ผิดจะกินน้ำมันอยู่ประมาณ 16 กม./ลิตร

 

 

ในขณะที่เรื่องช่วงล่างจุดนี้บอกตามตรงผมยังไม่ค่อยประทับใจในเรื่องนี้เท่าไหร่ โดยช่วงล่างด้านหน้าที่เป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง กับด้านหลังที่เป็นแบบทอร์ชั่นบีมธรรมดา กับการเซ็ตอัพ ที่ดูจะนุ่มนิ่ม ไม่เน้นการเกาะถนนซักเท่าไหร่ หากเทียบกับสมรรถนะและพละเครื่องยนต์ ซึ่งก็เข้าใจได้แหล่ะว่ารถชื่อรุ่นเค้าก็บอกอยู่แล้วว่าใช้งานในเมือง เซ็ตมาฟิลนี้ก็จะเน้นความนุ่มนวล 

 

 

สรุปปิดท้าย สำหรับ City Hatchback e:HEV RS กับค่าตัวที่แพงกว่าแสนนึง ก็อยู่ที่คุณจะตัดสินใจแล้วล่ะครับ ว่าข้อมูลที่ผมให้ไปนั้น จะคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไปไหม