ถ้าถามว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมารถใหม่คันไหนที่ถือเป็นรถดีแต่กระแสเงียบ เอาตรงๆ ผมนึกถึง  Nissan Kicks e-Power เป็นคันแรกเลย มันคือรถใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ และ Nissan ก็ยังเป็นเจ้าเดียวที่ใช้เทคโนโลยีนี้เสียด้วย แต่ทำไมมันไม่บูมไม่ปัง เอาเถอะครับ เพราะวันนี้เจ้า Nissan Kicks ได้รับการปรับปรุงใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี e-Power (ที่หลายคนยังไม่เคลียร์ว่าคืออะไร) เจเนอเรชั่นที่ 2 และยังเพิ่มรุ่นพิเศษตกแต่งสปอร์ตเหมือนหลุดมาจากแมกกาซีนรถของญี่ปุ่นภายใต้ชื่อ Autech ที่ถ้าเป็นแฟน Nissan ต้องรู้จักแน่นอน

 

 

 

New Nissan Kicks e-Power ยังคงมาในคอนเซ็ปต์เดิมคือ เป็นรถที่ทันสมัย ใช้งานสะดวกสบาย ขับสนุก ซึ่งทาง Nissan เองก็บอกว่า Kicks ไม่ได้เพียงเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนสูงวัยที่ไม่ต้องการรถคันใหญ่ ขับง่าย และที่สำคัญคือ ก้าวขาเข้า-ออก ห้องโดยสารง่ายกว่ารถซีดานเพราะตัวรถที่สูงกว่า เออจริงเนอะ ข้อนี้เป็นสิ่งที่หลายคนนึกไม่ถึง แต่เราเองกลับไม่ได้รับการสื่อสารเรื่องนี้สักเท่าไหร่

 

New Nissan Kicks

 

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ไปหลายรายการ New Nissan Kicks e-Power ถูกแบ่งเป็นรุ่นย่อยคือ E , V และ VL แล้วแต่ออพชั่นที่ต่างกันไป แต่พิเศษสำหรับรุ่นใหม่ได้เพิ่มรุ่น Autech เข้ามาโดยเป็นการตกแต่งทั้งภายนอก และภายในห้องโดยสาร ส่วนออพชั่นหรือฟังก์ชั่นต่างๆ ใช้พื้นฐานจากรุ่น VL ซึ่งผมบอกเลยว่า เมื่อได้ไปเห็นตัวจริงของ Nissan Kicks e-Power Autech มันสวยสปอร์ตเตะตาดีเหลือเกิน คราวนี้มาดูกันว่า รุ่น Autech มีอะไรที่แตกต่างเพิ่มเติมไปจากรุ่นทั่วไปบ้าง

 

 

เริ่มจากภายนอกด้วยการเพิ่มสีภายนอกเป็นสีน้ำเงินเฉพาะของ Autech ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยหลังคาสีดำเงา ส่วนสเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง กันชนหลัง ตกแต่งด้วยสีเงินเมทัลลิค กระจกมองข้างสีเงินเมทัลลิคพร้อมไฟเลี้ยว LED กรอบไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ โลโก้ Autech ที่กระจังหน้า ล้ออัลลอยลายใหม่สีดำเงาขนาด 17 นิ้วเท่าเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้ยางของ Continental EcoContact 6 ไซส์เดิม 205/55 R17 ท้ายรถเพิ่มแผงทับทิมแนวนอนเชื่อมต่อไฟท้ายซ้าย-ขวาดูสวยขึ้นกว่าเดิมเยอะ (รุ่น VL ได้ท้ายแบบนี้เช่นกัน)

 

กระจังหน้าพร้อมโลโก้ Autech 

 

และที่ผมชอบมากสำหรับภายนอกก็คือ สปอยเลอร์บนฝาท้ายที่ช่วยให้รถดูดุขึ้นมาเยอะเลย ไม่เพียงแต่ภายนอกเท่านั้น แต่ในรุ่น Autech ได้มีการตกแต่งภายในเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน เริ่มจากโทนสีที่เน้นเป็นสีดำแล้วตกแต่งด้วยสีน้ำเงิน โดยเฉพาะคอนโซลหน้าที่สวยสปอร์ตหรูด้วยการหุ้มหนัง (สังเคราะห์) เดินด้ายสีน้ำเงิน แล้วยังเสริมด้วยสีดำ Piano Black กับชิ้นส่วนตกแต่งที่เป็นพลาสติก เพิ่ม Ambient Light หรือแถบเรืองแสงที่เป็นสีน้ำเงิน และที่สำคัญทุกครั้งที่เปิดประตูจะมีไฟสีน้ำเงินส่องที่พื้นบริเวณนอกตัวรถบริเวณใต้ประตูเป็นชื่อ “Autech”

 

สปอยเลอร์บนฝาท้าย

 

อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่า New Nissan Kicks ในรุ่นย่อยอื่นจะไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรเลย ภายนอกอาจยังเหมือนเดิม จะมีก็แค่รุ่น VL ที่เพิ่มแผงทับทิมสีแดงเป็นแนวนอนแบบเดียวกับรุ่น Autech แต่ภายในของทุกรุ่นย่อยได้รับการปรับปรุ่งเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรเหมือนกัน เริ่มจากวัสดุหุ้มบุนุ่มในส่วนต่างๆ ที่คอนโซลหน้า คอนโซลกลาง แผงข้างประตู โดยเฉพาะตัวคอนโซลกลางเป็นดีไซน์ใหม่ให้พื้นที่ภายในดูกว้างขึ้น พนักวางแขนตรงกลางตำแหน่งยกสูงขึ้นวางแขนสบายกว่าเดิม โดยทางฝ่ายออกแบบให้ข้อมูลว่าเมื่อคุณวางแขนซ้ายที่พนักวางตัวนี้ มือซ้ายจะอยู่ที่ตำแหน่งหัวเกียร์พอดี แต่ที่ผมชอบมากคือ การเปลี่ยนหัวเกียร์ให้ทันสมัยมากขึ้น จากรุ่นเดิมที่เป็นแบบจอยสติ๊ก มารุ่นใหม่ปรับเปลี่ยนรูปทรงหัวเกียร์ไปเป็นลักษณะเหมือนเมาส์คอมพิวเตอร์

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ซึ่งถ้าเป็นแฟน Nissan จะดูรู้ว่าไปเอามาจากเพื่อนร่วมค่ายที่เป็นรถไฟฟ้าคันล่าสุดอย่าง Ariya นั่นเอง ส่วนสวิตช์เบรกมือไฟฟ้ากับ Auto Brake Hold ขยับไปอยู่ด้านหน้าใกล้ๆ หัวเกียร์ นอกจากนี้ Nissan ยังใส่ใจรายละเอียดแม้กระทั่งหลุมวางแก้วน้ำที่คอนโซลกลาง โดยมีการขยายให้กว้างขึ้นและที่สำคัญสามารถปรับระดับหลุมวางแก้วให้สูง-ต่ำได้ เอาว่าถ้าคุณติดนิสัยพกแก้ว Yeti ติดตัว วางในหลุมนี้ได้สบาย วันไหนซื้อกาแฟแก้วเตี้ย ก็ปรับหลุมที่ว่านี้ยกสูงขึ้นมาได้ แต่หากต้องการเปลี่ยนบริเวณนี้เป็นช่องวางของขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเช่นกระเป๋าถือ ก็แค่ถอดช่องวางแก้วน้ำออก ก็จะกลายเป็นช่องวางของขนาดใหญ่ทันทu ฟังก์ชั่นนี้น่าจะถูกใจคุณผู้หญิงไม่น้อย  

 

 

ด้านการอ่านข้อมูลดูได้จากหน้าจอ TFT แสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้วเท่าเดิม แต่เพิ่มฟังก์ชั่นการแสดงไฟเบรกในขณะใช้ e-Pedal (เดี๋ยวมาดูกันว่า e-Pedal ต่างจาก One-Pedal ยังไง) ระบบเครื่องเสียงรวมถึงหน้าจอยังคงเดิมขนาด 8 นิ้วหน้าจอสัมผัส เพิ่มเติม Android Auto (Apple CarPlay มีอยู่แล้ว) สำหรับการปรับเปลี่ยนภายนอกและภายในที่ชัดๆ ก็มีเพียงเท่านี้

 

มาตรวัดเรือนไมล์

 

อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้นเลยว่า New Nissan Kicks e-Power มาพร้อมกับเทคโนโลยี e-Power เจเนอเรชั่นที่ 2 แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ผมอยากอธิบายคร่าวๆ ง่ายๆ อีกครั้งว่า e-Power มันคือ เทคโนโลยีที่มีส่วนประกอบหลักคือ มอเตอร์ไฟฟ้า , เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อินเวอร์ตเตอร์ และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

 

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอินเวอร์ตเตอร์ 

 

พละกำลังจะถูกส่งไปที่ล้อคู่หน้าโดยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ ส่วนเครื่องยนต์มีหน้าที่ในการหมุนสร้างกระแสไฟฟ้าผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อส่งกำลังไฟฟ้าไปสู่มอเตอร์ และเก็บเข้าแบตเตอรี่เท่านั้น “ตัวเครื่องยนต์ไม่ได้ส่งกำลังไปที่ล้อแต่อย่างใด ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟเท่านั้น” ซึ่งรอบการทำงานของเครื่องยนต์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะการขับในขณะนั้น

 

 

ยกตัวอย่างเช่น การเร่งแซงที่ต้องการอัตราเร่งอย่างรวดเร็วหรือการขับขึ้นเนินชัน มอเตอร์ไฟฟ้าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้ามากเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มกำลังให้รถ เมื่อนั้นเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรจะเพิ่มรอบการทำงานให้สูงขึ้นเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าแรงสูงส่งไปที่มอเตอร์ โดยกำลังไฟฟ้าส่วนเกินก็จะถูกส่งไปเก็บที่แบตเตอรี่เพื่อสำรองเก็บไว้ใช้ แต่หากใช้ความเร็วคงที่ รวมถึงแบตเตอรี่มีกระแสไฟฟ้าเพียงพอ เครื่องยนต์ก็จะดับทันทีเพื่อการประหยัดเชื้อเพลิง และเครื่องยนต์จะติดขึ้นอีกครั้งเมื่อคุณกดคันเร่งลึกๆเพื่อเรียกอัตราเร่ง หรือเมื่อกำลังไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเริ่มลดลงและต้องการชาร์จเพิ่ม

 

 

ที่สำคัญทุกครั้งที่เราถอนเท้าจากคันเร่งเพื่อชะลอความเร็วหรือหยุดรถ มอเตอร์ไฟฟ้าจะเปลี่ยนหน้าที่จากการส่งกำลังไปที่ล้อ ไปเป็นการชาร์จไฟฟ้ากลับไปที่แบตเตอรี่ ซึ่งผมย้ำมาตลอดว่า Nissan Kicks คือรถไฟฟ้า EV ที่มีเครื่องปั่นไฟติดรถไปด้วย ไม่ต้องหาปลั๊กเสียบแต่อย่างใด

 

 

คราวนี้ย้อนกลับมาที่ e-Power ที่มาใน New Nissan Kicks ทาง Nissan ได้มีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เริ่มจากการขยายความจุของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจากเดิม 1.57 kWh มาเป็น 2.06 kWh นั่นหมายความว่า New Nissan Kicks จะวิ่งในโหมด EV ได้ไกลว่าเดิมอีกประมาณ 30% โดยที่เครื่องยนต์ (ตัวเดิม) ซึ่งมีหน้าที่ในการปั่นสร้างกระแสไฟฟ้าก็ทำงานน้อยลงตามไปด้วย ไม่เพียงแค่นั้น หากเปิดฝากระโปรงหน้าจะเห็นหน้าตาห้องเครื่องยนต์ที่ต่างไปจากเดิม

 

 

โดยจะเห็นชัดเจนว่าขนาดของอุปกรณ์ไฟฟ้าเล็กลงและอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้ในวันที่ไปทดลองขับคือ ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและอินเวิร์ตเตอร์ ถูกลดขนาดให้เล็กลง และถูกจับรวมอยู่ในชุดหรือยูนิตเดียวกัน แต่ที่เด็ดไปกว่านั้นคือ มอเตอร์ไฟฟ้ามีขนาดเล็กลงก็จริงแต่แรงกว่าเดิม! จากเดิม 129 แรงม้า เพิ่มขึ้นมาเป็น 136 แรงม้า ส่วนแรงบิดจากเดิม 260 นิวตันเมตร ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 280 นิวตันเมตร ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

 

 

โดยทาง Nissan แจ้งว่าอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้เร็วขึ้น 5%  และได้แจ้งตัวเลขอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 26.3 กม./ลิตร ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณจะรู้ว่าจากการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าวทำให้น้ำหนักของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถเบาลง ส่วนแบตเตอรี่ที่เพิ่มความจุติดตั้งในตำแหน่งค่อนไปทางท้ายรถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น มันส่งผลอะไรกับการขับขี่บ้าง เดี๋ยวผมมีคำตอบให้ในช่วงทดสอบครับ ส่วนโหมดการขับ (Drive Mode) จากเดิมที่มีให้เลือกปรับได้ 4 โหมดคือ Eco / Normal / Smart / EV พอมาในรุ่นใหม่นี้ได้เปลี่ยนจาก Smart มาเป็น Sport (โหมดอื่นยังคงเหมือนเดิม)

 

 

ซึ่งผมว่า Nissan แก้โจทย์นี้ได้ดี เนื่องจากในรุ่นก่อนนี้พอพูดถึงโหมด Smart ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่ามันคืออะไร เซลส์ก็ต้องมาเสียเวลาตอบกันอีก มาตอนนี้เปลี่ยนเป็น Sport เข้าใจง่ายเลย และไม่ใช่เพียงแค่ชื่อโหมดที่เปลี่ยนไป ใน Kicks รุ่นใหม่ได้มีการเปลี่ยนระบบ One-Pedal ไปเป็น e-Pedal แล้วด้วย เอาล่ะสิ บางคนบอกยังไม่ทันเข้าใจ One-Pedal เลย e-Pedal มาอีกแล้ว

 

 

อย่าเพิ่งตระหนกตกใจไปครับ มันก็คล้ายๆ เดิมนั่นแหละ เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนการทำงานเล็กน้อย และคำที่ใช้ในการสื่อสารเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้เรารู้กันว่า One-Pedal ใน Kicks รุ่นที่แล้วทำงานในลักษณะที่ว่า เราเหยียบคันเร่งเพื่อให้รถวิ่งไปข้างหน้าตามปกติ แต่เมื่อไหร่ที่เรายกเท้าหรือถอนเท้าจากคันเร่ง รถจะชะลอตัวลงจนถึงหยุดนิ่ง (0 กม./ชม.) ซึ่งสำหรับคนที่ชำนาญในการใช้ One-Pedal จะชอบมากเวลาขับในเมืองเพราะทำให้แทบไม่ต้องเหยียบแป้นเบรกเลย แต่สำหรับคนที่ไม่ชำนาญ เรื่องราวมันจะกลับตาละปัด กลายเป็นขับแล้วรถงึกๆ งักๆ ไม่สมูทชวนเวียนหัว รวมไปในญี่ปุ่นยังเป็นตัวก่อให้เกิดอันตรายบนท้องถนน ทำให้ในประเทศญี่ปุ่นประกาศห้ามใช้ระบบ One-Pedal ไปเป็นที่เรียบร้อย

 

 

ซึ่งเจ้า One-Pedal จะใช้ได้เฉพาะในโหมด Eco และ Smart แต่ก็กลายเป็นว่าเจ้าของรถหลายคนกดปุ่มยกเลิกระบบ One-Pedal เพราะรู้สึกขับไม่ถนัด ปัญหาดังกล่าวนำมาสู่การปรับปรุงระบบนี้ใหม่ โดยทาง Nissan ได้ทำให้การใช้คันเร่งแบบนี้ควบคุมง่ายและขับสบายมากขึ้น และเปลี่ยนชื่อมาเป็น e-Pedal นี่แหละครับ คราวนี้มันต่างจากเดิมยังไงมาดูกัน อย่างที่บอกว่าสมัยที่เป็น One-Pedal หากคุณเปิดใช้งาน ทุกครั้งที่ยกหรือถอนเท้าจากคันเร่งรถจะหน่วงความเร็วชะลอตัวลงจนถึงจุดหยุดนิ่ง แต่พอมาเป็น e-Pedal ถ้าทำแบบเดิม รถจะแค่ชะลอตัวลงไปจนถึงความเร็วต่ำสุดที่ประมาณ 5 กม./ชม. ถ้าจะให้รถหยุดคุณต้องเหยียบเบรกเอง ซึ่งผมว่าแบบนี้แหละขับง่ายขึ้น สมูทขึ้นคุมน้ำหนักเท้าง่ายขึ้นไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับจากรถทั่วๆ ไปมากนัก

 

 

นอกจากนี้ยังได้ปรับการทำงานของระบบ Auto Brake Hold โดยในรุ่นก่อนหน้านี้ ระบบจะอยู่ที่ OFF ทุกครั้งที่สตาร์ทรถ จะใช้ก็ต้องกดปุ่ม แต่ใน Kicks รุ่นใหม่นี้ คุณตั้งไว้ยังไง สตาร์ทครั้งต่อไปก็จะอยู่ตามนั้น อันนี้บอกตามตรงตรงผมชอบมากครับ เพราะมันสะดวกไม่ต้องขึ้นมาเปลี่ยนทุกครั้ง เท่านั้นยังไม่พอ ตำแหน่งเกียร์ B (เพื่อการหน่วงความเร็วมากขึ้น และการชาร์จไฟมากขึ้นเมื่อรถชะลอตัว) ใน Kicks รุ่นใหม่สามารถใช้ในโหมด Eco และ Sport ได้แล้ว (รุ่นก่อนใช้ไม่ได้) ซึ่งตำแหน่งเกียร์ B นี่ผมบอกเลยว่าเหมาะมากกับการขับในเส้นทางคดเคี้ยวและขึ้น-ลงเขา เพราะมันจะช่วยให้รถหน่วงความเร็วได้ไวขึ้นบวกกับจะยิ่งช่วยสร้างกระแสไฟฟ้ากลับไปเก็บในแบตเตอรี่มากขึ้นด้วย

 

ระบบ Auto Brake Hold 

 

ส่วนระบบความปลอดภัยยังคงอัดแน่นมาให้เหมือนเดิม ซึ่งที่เด่นๆ ก็จะมี ระบบ ICC ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ , IFCW เตือนก่อนการชนด้านหน้า , IEB ช่วยเบรกฉุกเฉิน , BSW เตือนจุดอับสายตา , RCTA เตือนรถหรือวัตถุขณะถอยหลัง , IAVM กล้องรอบทิศทาง , MOD ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุหรือบุคคลที่เคลื่อนไหวรอบตัวรถ และระบบต่างๆ อีกมากมาย โดยทาง Nissan บอกผมว่า “ในรุ่นใหม่มีแต่เพิ่มไม่มีตัดออก” ที่เห็นชัดๆ ก็คือในรุ่น VL ได้ LDW (Lane Departure Warning) เตือนรถออกนอกเลน กับ HBA (High Beam Assist) เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ เพิ่มเข้ามา   

 

 

ผมสรุปให้คร่าวๆ ว่า New Nissan Kicks มีการปรับเปลี่ยนอะไรไปบ้าง เริ่มจากเพิ่มรุ่นตกแต่งพิเศษ Autech มีการปรับอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารทุกรุ่นย่อย ใช้ระบบ e-Power เจอเนอเรชั่นใหม่ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กลงแต่แรงม้า-แรงบิดเพิ่มมากขึ้น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มขนาดความจุ เปลี่ยน Smart Mode เป็น Sport Mode เปลี่ยนจาก One-Pedal มาเป็น e-Pedal

 

 

มาถึงบททดสอบและฟิลลิ่งที่ได้จาก New Nissan Kicks e-Power เรื่องรูปร่างหน้าตาภายนอกผมได้บอกไปตอนต้นแล้วว่ามีการปรับเปลี่ยนอะไรไปบ้าง แต่บอกเลยว่าคันที่ผมได้ขับในครั้งนี้เป็นรุ่น Autech ที่ส่วนตัวมองว่ามันสวยกำลังดี ชุดแต่งไม่โอเวอร์เกินไป ภายในปรับใหม่ดูดีขึ้นทันสมัยขึ้น แต่ใครจะว่ามันแคบ ขึ้นอยู่กับคุณเอาไปเทียบกับรถรุ่นไหน เซ็กเมนท์เดียวกันหรือไม่ คือถ้าจะเอาเบาะหลังนั่งสบายยกเท้าขึ้นมานั่งไขว่ห้างได้พร้อมกันสามคน ด้านหลังขนเครื่องซักผ้า คุณคาดหวังผิดทางแล้วครับ ไม่ใช่แค่ Kicks แต่รถรุ่นอื่นยี่ห้ออื่นที่อยู่ในเซ็กเมนท์นี้มันไม่มีคันไหนให้ได้ขนาดนั้นหรอกครับ พอเข้าไปนั่ง สัมผัสแรกที่ให้ความแตกต่างคือหัวเกียร์ที่เป็นทรงแบบเมาส์คอมพิวเตอร์ ดูเรียบๆ กลมกลืนไปกับคอนโซลกลางที่ปรับดีไซน์ใหม่ ซึ่งผมว่าตรงนี้ที่ทำให้ภายในดูกว้างขึ้น เบาะนั่งคู่หน้ายังเป็นแบบปรับแมนวล ไม่มีเบาะไฟฟ้า ส่วนตัวผมไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้ แต่มั่นใจว่าคงขัดใจลูกค้าบ้าอ๊อพชั่นไม่น้อย

 

 

ผมเริ่มขับในความเร็วต่ำเสมือนใช้งานในจราจรที่หนาแน่น โดยเริ่มจากโหมด Normal สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้ดีขึ้น รู้สึกว่าเงียบกว่าเดิม ลองเร่งออกตัวในลักษณะเหมือนออกจากไฟแดงใช้คันเร่งประมาณ 30% เครื่องยนต์ 1.2 ลิตรติดขึ้นมาเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า สิ่งที่พบต่อมาคือ เสียงเครื่องยนต์เข้ามาในรถน้อยลงกว่ารุ่นเดิม ก็เป็นไปตามที่ทาง Nissan แจ้งไว้ก่อนลงมาขับว่าได้มีการเพิ่มวัสดุซับเสียงเข้าไป ถือว่าทำการบ้านมาดี ในขณะเดียวกันแรงดึงจากการเร่งในน้ำหนักเท้าที่คันเร่งเท่ากัน  Kicks ใหม่ดูจะตอบสนองดีขึ้น ก็แน่ล่ะครับ แรงม้ากับแรงบิดของมอเตอร์เพิ่มขึ้นมาไม่น้อย

 

 

จากนั้นได้ลองเปลี่ยนเป็นโหมด Eco ด้วยความที่อยากลองว่า e-Pedal มันดีขึ้นกว่า One-Pedal หรือไม่อย่างไร ในความเร็วต่ำถึงปานกลาง เมื่อใช้ e-Pedal รู้สึกได้เลยว่าจังหวะหน่วงของรถไม่ชะงักเหมือนแต่ก่อนแล้ว การชะลอตัวของรถสมูธมากกว่าเดิม แม้จะลองยกเท้าออกจากคันเร่งเร็วๆ ก็ไม่มีอาการหัวทิ่มหัวตำแล้ว อีกอย่างที่ผมว่าดีสำหรับการเซ็ตระบบมาให้รถชะลอลงช้าสุดที่ประมาณ 5 กม./ชม. โดยไม่ถึงขั้นหยุดนิ่งก็คือ มันทำให้คนขับระวังมากขึ้น เพราะเป็นการบังคับกลายๆ ว่าถ้าจะหยุดรถคุณก็ต้องเหยียบเบรกนะครับ ผมว่าแบบนี้ปลอดภัยกว่า และจะบอกว่าการขับไปเรื่อยๆ ในโหมด Eco รถวิ่งไปเงียบๆ โดยที่เครื่องยนต์ไม่ได้ทำงานเลยด้วยครับ ยิ่งพอลองใช้ EV โหมด ก็ขับไปได้ระยะทางพอสมควรในความเร็วที่ไม่ได้ช้ามากด้วย

 

 

การขับในรอบแรกที่ความเร็วปานกลางผมเลือกที่จะปรับการทำงานในโหมด Normal และ Eco เป็นหลัก ให้เหมือนกำลังขับใช้งานทั่วไปในเมือง เรื่องอัตราเร่งที่ไม่ได้เค้นอะไรมาก ก็มาแบบดึงยาวๆ ขับสบาย ยิ่งถ้าเท้าขวาเหยียบคันเร่งนิ่งๆ ความเร็วสัก 40-50 กม./ชม. เหมือนเวลาที่คุณกระดึ๊บๆ ช่วงรถติดในเมือง เครื่องยนต์ทำงานน้อยมาก จะติดขึ้นมาก็แค่ช่วงเร่งออกตัวเท่านั้นเอง นอกนั้นมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน เริ่มเชื่อแล้วว่าการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่น่าจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องปั่นไฟขนาด 1.2 ลิตรได้ดีทีเดียว ซึ่งได้ข้อสรุปตรงนี้ว่า ในแง่ของการขับใช้งานทั่วไป Kicks ใหม่จะแตกต่างจากรุ่นเดิมตรงที่ภายในเงียบขึ้น การขับด้วย e-Pedal สมูธและสบายมากขึ้น และที่สำคัญผมมั่นใจว่าประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

 

 

มาถึงการทดลองสมรรถนะในลักษณะการขับขี่แบบสนุกสนาน ผมปรับเข้าโหมด Sport โดยเลือกให้ e-Pedal ทำงานด้วย แน่นอนว่า Kicks ถูกส่งกำลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ดังนั้นการออกตัวแบบจมคันเร่งจึงได้แรงดึงยาวๆ แบบที่รถเครื่องยนต์ทั่วไปเทียบไม่ติด แต่ในขณะเดียวกันการออกตัวแบบนี้ก็ต้องแลกกับการทำงานของเครื่องยนต์ที่ต้องใช้รอบสูงตามไปด้วยไม่งั้นปั่นไฟไม่ทัน ซึ่งก็รู้สึกได้ว่าเสียงเครื่องยนต์แม้อยู่ในรอบสูงๆ ก็เข้ามาในห้องโดยสารน้อยลงจริงๆ ถึงจังหวะเข้าโค้ง เพียงยกคันเร่ง ระบบ e-Pedal ทำงาน ช่วยหน่วงความเร็วของรถลงอย่างนุ่มนวล

 

 

บอกเลยว่าถ้าเอา Kicks ไปขับในเส้นทางต่างจังหวัดที่มีโค้งเยอะๆ ติดๆ กันคงสนุกไม่น้อย แล้วกดคันเร่งเมื่อไหร่ กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าส่งไปที่ล้อทันทีไม่มีรอรอบ กล้าพูดได้ว่า “ทันใจทุกจังหวะ” แล้วด้วยการจัดคอร์สสนามที่มีทั้งโค้งแคบ-กว้าง , สลาลม , Lane Change สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้คือ Handling หรือการควบคุมของรถดีมาก (การเทส Kicks ครั้งที่แล้วก็เป็นลักษณะนี้เช่นกัน) ผมกล้าพูดเลยว่า Kicks ใหม่มี Handling ที่ดีกว่ารุ่นที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องของบาลานซ์น้ำหนักหน้า-หลัง ซึ่งส่งผลมากในรูปแบบการขับเช่นนี้ จากรุ่นเดิมที่ดีอยู่แล้ว รุ่นใหม่นี้ดีขึ้นไปอีก

 

 

ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้ในเรื่องของน้ำหนักมอแตอร์ไฟฟ้าและ Inverter ที่เบาลงในด้านหน้ารถ และแบตเตอรี่ที่หนักขึ้นในด้านหลัง ช่วยให้สัดส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังของรถสมดุลย์มากยิ่งขึ้น (รถทั่วไปน้ำหนักด้านหน้าจะหนักกว่าด้านหลังค่อนข้างมากเพราะเครื่องยนต์วางด้านหน้าโดยที่ด้านท้ายไม่มีอะไรนอกจากช่วงล่างหลังกับถังน้ำมัน)

 

 

หลังจากที่ได้ขับ New Nissan Kicks e-Power แล้ว ผมสรุปให้ได้เลยว่า เป็นรถพลังงานไฟฟ้า (มีเครื่องปั่นไฟติดไปด้วย) หน้าตาดี ขับช้าก็นุ่มนวล ไปได้ทุกที่แถมประหยัดมาก ขับเร็วก็สนุก ออกตัวดี เร่งทันใจ ควบคุมง่าย รถอยู่ในขนาดที่กำลังดีกับการใช้งานในเมือง หรือจะออกต่างจังหวัดก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะไม่ต้องไปหาที่ชาร์จไฟ แถมวิ่งทางไกลก็สบายเพราะอัตราเร่งดีกว่ารถเครื่องยนต์เบนซินขนาดใกล้ๆ กันแบบคนละเรื่อง ช่วงล่างดีมาก บางคนบอกแข็งไป แต่ผมว่ามันหนึบเหมาะกับลักษณะของรถแล้ว บางอย่างที่ผมเคยติใน Kicks รุ่นที่แล้ว ก็ถูกแก้ไปจนเกือบหมด

 

 

ผมบอกเลยว่า Nissan Kicks มันคือรถไฟฟ้า ผมเน้นว่ามันคือ “รถไฟฟ้า” ที่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก ฟังก์ชั่นต่างๆ ก็มีให้เล่นไม่น้อยหน้าคู่แข่ง ระบบความปลอดภัยจัดว่าชั้นเลิศเมื่อเทียบกับรถขนาดเดียวกัน พูดง่ายๆ ถ้าคุณกำลังหารถคันใหม่เน้นใช้งานในเมือง คุณยังจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก ประหยัดแล้วแรงขนาดนี้ผมว่ามันเหนือกว่าคู่แข่งหลายคันครับ ถ้ายอดขาย New Nissan Kicks e-Power ยังไม่ดีอีก ยังเงียบเหมือนรุ่นที่แล้วอีก ผมว่าไม่ได้อยู่ที่รถแล้วล่ะครับ โจทย์สำคัญคือการสื่อสารระหว่าง Nissan กับลูกค้า ที่ผ่านมาภาระเลยมาตกที่เซลส์ ซึ่งวันที่ไปทดสอบเจ้า Kicks ใหม่นี้ ผมได้คำอธิบายเรื่องระบบต่างๆ และจุดเด่นของรถจากเจ้าหน้าที่แผนก R&D ของ Nissan เป็นคำอธิบายที่สั้น ชัดเจน และเข้าใจง่ายมาก ซึ่งถ้าหาก Nissan หรือเซลส์อธิบายได้แบบนั้น ผมเชื่อว่ายอดขายพุ่งแน่นอน แล้วถ้าผมเป็นเซลส์ Nissan นะ ผมโคตรอยากขายเจ้า Kicks คันนี้เลย เพราะหลังจากที่ไปขับมาแล้วผมอินและชอบมาก แล้วก็อยากให้คุณๆ รู้สึกแบบเดียวกับผม ... เหมือนกันครับ!!