รีวิวฉบับเต็ม!! ของดีที่ซ่อนอยู่ใน All New Toyota Corolla Altis 1.8 Hybrid

ซีดานยอดนิยมอีกรุ่นที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน ซึ่งล่าสุดได้กลับมาอีกครั้งกับ All New Toyota Corolla Altis โฉมปี 2019 ได้รับการพัฒนามาอีกขั้นจนถึงในเจนเนอเรชั่นที่ 12 มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยเครื่องยนต์ Hybrid ที่ช่วยเพิ่มพลังการขับเคลื่อน และดูโดดเด่นในเรื่องของความประหยัดน้ำมันมากมากกว่าเดิม แข็งแรงและทรงตัวได้ดียิ่งขึ้นด้วยโครงสร้างแบบ TNGA ทันสมัยด้วยระบบ T-Connect Telematics ในการเชื่อมต่อสื่อสาร และปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย Toyota Safety Sense มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย ได้แก่ Hybrid High, Hybrid Mid, Hybrid Entry, GR Sport, 1.6 G และ Limo ซึ่งทางทีมงานได้ไปลองทดสอบในรุ่น Hybrid High ซึ่งเป็นตัวท๊อปสุด มาแล้ว และจะนำข้อมูลจากทดสอบครั้งนี้กลับมาแชร์ให้ทุกท่านให้ได้ฟังกันดูครับ 

รูปลักษณ์ภายนอก

ด้านรูปลักษณ์ภายนอกมีการปรับเปลี่ยนใหม่ ส่งผลให้ All New Altis คันนี้ดูหรูหราขึ้น แม้หน้าตาหลายคนอาจมองว่ายังไม่ค่อยโดนใจเท่าไร แต่หากมองให้ดีมันเหมือนการเอาเลกซัส ตัว ES มาย่อส่วนให้ดูมีความเพรียว และปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น  โดยมีการปรับเปลี่ยนไฟหน้าและไฟท้ายให้เป็นทรงเรียวยาวแบบ LED เหมือนกัน ไฟด้านหน้าเป็นแบบ Projector/Daytime Running Lights พร้อมมีระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ ได้แทบสีฟ้าคาดกลางบอกนิยามความเป็น Hybrid พร้อมได้ไฟตัดหมอกทรงกลมที่กันชนดูครบดี ที่บั้นท้ายด้านหลังดูดีแบบเรียบๆ  ที่ด้านหน้าได้ฝากระโปรงทรงลาดเทเพื่อรับกับกระจังหน้าโครเมี่ยมแบบเส้นเดียวพร้อมโลโก้สีฟ้าแบบไฮบริด ดูดีเพราะไม่เยอะเกินไป กระจกมองข้างปรับพับอัตมัติได้เมื่อจอด อีกจุดที่เสริมความโดดเด่นให้กับตัวรถได้คือการใส่ล้ออัลลอยลาย 10 ก้าน สีทูโทน ขนาด 17 นิ้ว ขับรัศมีให้รถดูดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อวิ่งไปตามท้องถนน  

ภายในห้องโดยสาร

เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องโดยสาร สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความกว้างขวางของพื้นที่โดยสาร เบาะคู่หน้าดูต่ำปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า นั่งสบายแถมให้อารมณ์สปอร์ต กว้างขวางด้วยพื้นที่ Headroom แบบเหลือๆ ส่วนเบาะนั่งด้านหลังก็มีพื้นที่เยอะมาก ทั้งเบาะที่พับได้แบบ 60:40 และที่วางขาที่เทียบจากเหยียดขาได้เต็มที่ ติดตรงที่เบาะวางแขนตรงกลางที่ใช้งานได้ไม่ดี เพราะมันไม่ตั้งฉากรับกับแขน ทำให้การวางแขนไม่สบาย ด้านหลังได้รับความเย็นจากช่องแอร์ตรงกลางที่มีมาให้ วัสดุภายใน หุ้มด้วยหนังสีดำเปียโนเบล็คทั้งคัน รวมถึงพวงมาลัยและหัวเกียร์

แต่ในส่วนของห้องโดยสารมันยังสะดุดอยู่นิดตรงการออกแบบและการใช้วัสดุภายโดยรวมที่ดูรวมยังไม่ค่อยโมเดิร์นเท่าไหร่ ดูเป็นการออกแบบง่ายๆ ไม่ค่อยมีลูกเล่น โดยแผงแดชบอร์ดมาพร้อมวัสดุซอฟทัช และเหนือช่องแอร์ขึ้นไปได้หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่ดูใหญ่เทอะทะและตั้งประจันหน้ากับผู้โดยสารแบบ 90 องศา ไปนิด หากเอียงหน่อยจะดูซอฟลงกว่านี้ ที่กระจกหน้ามีจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Head Up Display ที่จอมาตราวัดมองเห็นได้ชัดเจนไปหน่อยด้วยไฟเรืองแสงแบบ Optritron โทนสีฟ้าเขียวขนาด 7 นิ้ว ให้ความสว่างชัดเจน พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังชั่นแบบ 3 ก้าน หุ้มหนัง มีขนาดใหญ่เข้ามือดี สวิชต์บนพวงมาลัยอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นชัดและใช้งานได้ง่าย แต่ไม่มีแป้น Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยมาให้

ด้านแผงข้างประตูคู่หน้าช่องใส่ของดูแน่นๆ หน่อย ใส่ของใส่ขวดน้ำจะดูเต็ม ๆ มือจับประตูออกแบบให้ค่อนไปด้านหน้าจับไม่ค่อยสะดวกเวลาเปิดปิดประตู ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีความกว้างขวาง น่าจะสามารถบรรจุถุงกลอ์พได้ 3 ใบแบบเหลือๆ แถมมีพื้นที่ไว้จัดเก็บสัมภาระอย่างอื่นได้เพิ่มอีกพอสมควรเลยทีเดียว

พีเจอร์ 

ในรถรุ่นนี้ มาพร้อมหน้าจอกลางแบบทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ที่ยังดูดีไซน์ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ แต่ใช้งานได้งานและสะดวกดี ชุดเครื่องเสียง แม้ไม่ได้พ่วงกับชุดลำโพงแบรนด์ดังอะไร แต่สามารถรองรับได้หลากหลายทั้ง Bluetooth/USB พร้อม Apple Carplay และติดตั้งลำโพง 6 จุดมาให้ และมาพร้อมระบบ T-Connect TELEMATICS ระบบนำทาง Navigator และสามารถแสดงภาพขณะถอยหลังเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถเข้าจอดได้อย่างปลอดภัย

พร้อมกันนี้ยังทันสมัยด้วยแท่นชาร์จมือถือแบบไร้สาย แต่ตำแหน่งมันดูวางยากไปนิด แถมใช้งานยังไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่ อย่างทีมงานที่ใช้มือถือระบบ Android ชาร์จไฟมีเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง เลยต้องหันไปใช้วิธีต่อสายชาร์จจากในกล่องที่พักแขนตรงกลางแบบเดิมๆ แทน

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ผมประทับใจมาก คือระบบ Dynamic Radar Cruise Control แบบ Full-Speed range ที่สามารถปรับลดความเร็วจนถึงจุดหยุดนิ่งตามรถยนต์คันหน้าด้วยเรดาห์ ซึ่งค่อนข้างจะทำงานได้แม่นยำ และถ้ามีรถเข้าแทรกตัดหน้ารถจะชะลอความเร็วทิ้งระยะเท่าเดิมตามที่ได้ตั้งเอาไว้ ด้วยระบบเรดาห์ ซึ่งระบบนี้สามารถทำงานได้จนรถหยุดนิ่ง และเมื่อคันหน้าออกตัวรถก็จะเร่งตามคันหน้าเช่นเดิมหากหยุดไม่เกิน 4 วินาที แต่ถ้าเกินต้องกดคันเร่งช่วยในการออกตัวเบาๆ ซึ่งการออกตัวของรถดูจะเป็นจุดที่ต้องขอชื่นชม เพราะรถจะค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นช้าๆ ไม่ฉุดกระชากให้เกิดอาการกระตุก และนอกจากนี้ก็ยังมีระบบ Lane Tracing Assist ที่ช่วยประคองรถยนต์ให้วิ่งอยู่ในเลนได้เองอีกต่างหาก

ซึ่งหากมองถึงเรื่องฟีเจอร์โดยรวมแล้วต้องบอกว่า ALL-NEW TOYOTA ALTIS HYBRID จัดมาให้เต็มจริงๆ

สมรรถนะเครื่องยนต์

เรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ผมให้ 5 ดาวเลยครับ เครื่องยนต์ของเจ้า All-New Altis คันนี้เป็นแบบเบนซิน 1.8 Hybrid 4 สูบ รหัส 2ZR-FXE Atkinson cycle 1,798 ซีซี. VVT-i ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตันเมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor แรงดันไฟฟ้า 600 โวลต์ ให้กำลังสูงสุด 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แบบ Nickel metal Hydride (Ni-MH) แรงดันไฟฟ้า 201.6 โวลต์ 28 Modules 6.5 Ah ได้พละกำลังสูงสุดจากทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ แบบ E-CVT ต้องบอกเลยว่าเจ้า All-New Altis คันนี้จุดประทับใจแรกต้องยกให้เรื่องความประหยัดที่ลองขับทั้งนอกเมืองและในเมืองสามารถทำได้ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรเลยทีเดียว ซึ่งหากคิดง่ายๆ ก็จ่าค่าน้ำมันแค่กิโลเมตรละบาทเท่านั้นเอง

ในขณะที่สมรรถนะเรื่องอัตราเร่งก็ทำได้ดี ทั้งตีนต้น ตีนกลาง ลากไปถึงตีนปลาย อาจจะรู้สึกไม่ปรู๊ดปร๊าดกระชากใจมากนัก จากการใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT แต่สามารถตอบสนองได้อย่างฉับไว ไม่ว่าจะเร่งแซง เหมาะในการใช้งานทั้งในเมืองและต่างจังหวัด 

ระบบช่วงล่าง 

ช่วงล่างของเจ้า All-New Altis เซ็ตได้เนียนกว่าเดิมมาก เพราะได้โครงสร้างระบบ TNGA ทำให้รถมีความเสถียร และได้การทรงตัวที่ดีขึ้น มาพร้อมกับช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโครงและด้านหลังแบบปีกนกคู่พร้อมเหล็กกันโครง และล้อขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมยางที่หน้ากว้างกว่าตัวเดิมเป็น 225/45 R17 ที่ให้การยืดเกาะและทรงตัวที่ดีไม่ว่าจะในทางตรงหรือในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง พร้อมทั้งพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีน้ำหนักที่ดีในความเร็วสูง มีขนาดใหญ่และจับได้ถนัดมือ ทำให้สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้นมาก  และในการเบรกของรถแต่ละครั้ง ให้ความมั่นใจจากระบบเบรก ABS ที่เสริมด้วยระบบเสริมแรงเบรก และระบบควบคุมการทรงตัวที่มรีมาให้ ไม่ว่าจะเจอถนนที่มีสภาพพื้นผิวธรรมดาหรือพื้นผิวที่เปียกลื่น เจ้า All-New Altis คันนี้ก็สามารถหยุดได้ดังใจนึก

 ระบบความปลอดภัย

เข็มขัดนิรภัย 3 จุด เบาะคู่หน้าแบบดึงรั้ง และผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง และด้านหลังแบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง, ระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมการทรงตัว, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีระบบเสริมแรงเบรก, ระบบกระจายแรงเบรก, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน, ถุงลมนิรภัยระบบ RSR คู่หน้า ด้านข้าง ม่านด้านข้าง และที่หัวเข่าด้านคนขับ ไฟเบรกดวงที่ , ระบบไล่ผ้ากระจกหลัง, สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน , ระบบป้องกันการโจรกรรม, สัญญาณเตือนกะระยะด้านท้าย, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง, ระบบช่วยเตอนขณะถอยรถ, ระบบแจ้งเตือนลมยาง, ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ DRCC, ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบความปลอดภันก่อนการชน PCS, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงกลับอัตโนมัติ LDA และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน LTA

สรุปผลการทดสอบ

การกลับมาของ All-New Altis ในครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของหน้าตา และการตกแต่งภายในอาจดูไม่น่าสนใจเท่าไร แต่ในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่นั้นได้รับการปรับปรุงได้ดีขึ้นอย่างมาก การตอบสนองของอัตราเร่งมาทันใจ และมีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องของการประหยัดน้ำมันด้วยการเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์แบบ Hybrid ซี่งสามารถจับต้องได้แล้วในรถยนต์ที่มีระดับราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ส่วนช่วงล่างให้สมรรถนะที่ดีด้วยโครงสร้างและเทคโนโลยีสมัยใหม่ บวกกับขนาดยางที่มีขนาดลงตัว ทำให้รถคันนี้ไม่ต้องเซ็ทอะไรเพิ่มเติมอีก ส่วนในเรื่องของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยต่างๆ เรียกว่าให้มาแบบจัดเต็ม ส่วนราคาค่าตัวนั้นก็อยู่ที่ 1,099,000 บาท ซึ่งผมขอบอกเลยครับว่ารถคันนี้ให้ความคุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอน แต่ในเรื่องของรูปร่างหน้าตาคงต้องแล้วแต่ความชอบของแต่ละท่านนะครับ...